ลูกค้าไปตรวจเลือดแล้วไขมันสูง ร้านปรับเมนูรับกลุ่มนี้ได้แค่ไหน และเขียนบนเมนูได้แค่ไหน
ลูกค้าประจำที่หายไปหลังไปตรวจสุขภาพไม่ได้หายเพราะร้านไม่อร่อย เขาแค่ไม่รู้ว่าจะสั่งอะไรได้ บทความนี้แยกให้เห็นว่าอะไรในจานที่เกี่ยวกับไขมันในเลือดจริงตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดเพดานไว้ ของในครัวไทยตัวไหนคือตัวหลัก สิ่งที่ร้านทำได้พรุ่งนี้โดยไม่ต้องเปลี่ยนครัวและไม่เพิ่มของเสีย และด่านที่ร้านส่วนใหญ่ไม่รู้ คือกฎหมายอาหารกำหนดไว้ว่าเขียนคำแบบไหนบนเมนูได้และแบบไหนต้องขออนุญาตก่อน

ลูกค้าประจำคนหนึ่งหายไปสองสัปดาห์ กลับมาอีกทีสั่งแต่ข้าวเปล่ากับต้มจืด ถามได้ความว่าไปตรวจสุขภาพประจำปีมา หมอบอกว่าไขมันในเลือดสูง ให้ปรับอาหาร เขาไม่รู้ว่าในร้านนี้มีอะไรที่สั่งได้บ้าง เลยสั่งของที่มั่นใจว่าปลอดภัยที่สุด แล้วยอดต่อบิลของเขาก็ลดลงครึ่งหนึ่ง
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของลูกค้าคนเดียว การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนวัยทำงานทุกปี และคนที่ได้ผลแบบนี้กลับมาก็ยังต้องกินข้าวนอกบ้านอยู่ดี เพราะทำงานอยู่ใกล้ร้าน เพราะไม่มีเวลาทำเอง เพราะครอบครัวยังกินของเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเขาจะเลือกจานที่ "รู้สึกว่าปลอดภัย" ซึ่งมักเป็นจานที่ถูกที่สุดและง่ายที่สุดในเมนู
คำถามของร้านจึงไม่ใช่ "จะทำอาหารสุขภาพขายดีไหม" แต่คือ "ทำยังไงให้ลูกค้ากลุ่มนี้ยังสั่งของที่เขาชอบได้ต่อ โดยที่ร้านไม่ต้องเปลี่ยนครัว"
อะไรในจานที่เกี่ยวกับเรื่องนี้จริง
ความเข้าใจเดิมของหลายคนคือ "ของมันทุกอย่างคือศัตรู" ซึ่งกว้างเกินไปจนใช้ทำอะไรไม่ได้เลย ตัวที่หน่วยงานสุขภาพระดับโลกกำหนดเพดานไว้ชัดมีสองตัว คือ ไขมันอิ่มตัว กับ ไขมันทรานส์
องค์การอนามัยโลกปรับปรุงคำแนะนำเรื่องไขมันเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2566 เขียนไว้ว่า
"Fat consumed by everyone 2 years of age and older should be primarily unsaturated fatty acids, with no more than 10% of total energy intake coming from saturated fatty acids and no more than 1% of total energy intake from trans-fatty acids from both industrially produced and ruminant animal sources."
— WHO updates guidelines on fats and carbohydrates (17 กรกฎาคม 2566)
แปลเป็นภาษาที่ใช้ในครัวได้ว่า ไขมันที่กินควรเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเป็นหลัก โดยพลังงานจากไขมันอิ่มตัวไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งวัน และจากไขมันทรานส์ไม่เกินร้อยละ 1 ส่วนไขมันรวมทั้งวัน องค์การอนามัยโลกย้ำเพดานเดิมไว้ที่ไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานทั้งวัน
ตัวเลขพวกนี้เป็นคำแนะนำระดับประชากร ไม่ใช่สิ่งที่ร้านต้องคำนวณให้ลูกค้าทีละจาน ร้านไม่มีทางรู้ว่าลูกค้ากินอะไรมาแล้วบ้างทั้งวัน สิ่งที่ร้านทำได้คือทำให้จานที่ออกจากครัวมีทางเลือกที่ไขมันอิ่มตัวน้อยลง แล้วปล่อยให้ลูกค้ากับหมอของเขาจัดการส่วนที่เหลือ
ไขมันทรานส์ ประเทศไทยห้ามไปแล้ว และนี่คือสิ่งที่ร้านต้องรู้จริง ๆ
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย เขียนเหตุผลไว้ในย่อหน้าแรกตรง ๆ ว่า
"โดยปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด"
"ข้อ 1 ให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย"
— ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 166 ง หน้า 5 วันที่ 13 กรกฎาคม 2561 · ตัวประกาศฉบับเต็ม
ข้อ 2 ของประกาศระบุว่าให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศ นั่นคือมีผลตั้งแต่ 9 มกราคม 2562 เป็นต้นมา
สิ่งที่ร้านควรเอาไปใช้ไม่ใช่ "ต้องระวังไขมันทรานส์" แต่คือ ของกลุ่มนี้เป็นของที่ห้ามขายอยู่แล้วตามกฎหมาย ถ้าเจอเนยขาว มาการีน หรือครีมเทียมที่ฉลากยังระบุว่ามีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน นั่นคือของที่ผิดตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่ของที่ร้าน "เลือกจะใช้หรือไม่ใช้" และร้านที่เอามาทำขายก็อยู่ในข่ายเดียวกับคำว่าจำหน่ายในประกาศฉบับนี้
ของในครัวไทยที่เป็นตัวหลักของไขมันอิ่มตัว
ตัวที่ทุกร้านมีและเลี่ยงยากที่สุดคือ กะทิ รองลงมาคือน้ำมันปาล์มซึ่งเป็นน้ำมันทอดที่ร้านส่วนใหญ่ใช้เพราะทนความร้อนและราคาถูก ตามด้วยหนังและมันสัตว์ที่ติดมากับเนื้อ
ตัวเลขที่เทียบให้เห็นภาพได้จากฐานข้อมูลองค์ประกอบอาหารของกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA FoodData Central) น้ำมันหมู (Lard, fdcId 171401) มีไขมันอิ่มตัว 39.2 กรัมต่อ 100 กรัม ขณะที่น้ำมันถั่วเหลืองสำหรับปรุงอาหาร (Oil, soybean, salad or cooking, fdcId 171411) มี 15.65 กรัมต่อ 100 กรัม ทั้งสองตัวเป็นไขมัน 100 กรัมเท่ากัน แต่สัดส่วนของไขมันอิ่มตัวต่างกันสองเท่าครึ่ง
⚠️ ตัวเลขข้างบนเป็นของวัตถุดิบดิบ ไม่ใช่ของจานอาหารที่ปรุงเสร็จ จานหนึ่งใช้น้ำมันกี่กรัมขึ้นอยู่กับวิธีปรุงของแต่ละร้าน ร้านที่อยากรู้ตัวเลขของจานตัวเองจริง ๆ ต้องส่งวิเคราะห์ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการปรับเมนูที่บทความนี้พูดถึง
และนี่คือจุดที่ต้องพูดให้ตรง กะทิเป็นหัวใจของอาหารไทยหลายจาน แกงเขียวหวานที่ไม่ใส่กะทิไม่ใช่แกงเขียวหวาน การไล่ให้ร้านเลิกใช้กะทิคือคำแนะนำที่ไม่มีร้านไหนทำตามได้ และไม่ควรทำตามด้วย ทิศทางที่ใช้ได้จริงคือ เพิ่มทางเลือก ไม่ใช่เปลี่ยนทั้งร้าน
หกอย่างที่ร้านทำได้ตั้งแต่พรุ่งนี้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนครัวและไม่เพิ่มของเสีย
ทุกข้อข้างล่างนี้ใช้วัตถุดิบที่ร้านมีอยู่แล้วทั้งหมด ไม่มีข้อไหนที่ต้องสั่งของใหม่เข้าร้าน
หนึ่ง แยกน้ำราดออกมา ข้าวหมูแดง ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ราดหน้า จานพวกนี้ไขมันส่วนใหญ่อยู่ในน้ำราดกับน้ำมันที่หุงมากับข้าว การเสิร์ฟน้ำราดแยกถ้วยให้ลูกค้าตักเองเปลี่ยนปริมาณที่เขาได้รับจริงโดยที่รสชาติของจานไม่เปลี่ยนเลย ต้นทุนเพิ่มคือถ้วยเล็กหนึ่งใบ
สอง มีคำสั่งพิเศษที่พนักงานรับได้จริง เช่น น้ำมันน้อย ไม่ใส่กะทิ ไม่ราดน้ำ ข้าวครึ่งจาน สิ่งที่ทำให้ข้อนี้ล้มเหลวไม่ใช่ครัวทำไม่ได้ แต่คือ คนรับออเดอร์ไม่รู้ว่าสั่งแบบนี้ได้ เขียนไว้ท้ายเมนูสักบรรทัดว่ารับคำสั่งพิเศษแบบไหนบ้าง แล้วบอกพนักงานให้ตรงกัน
สาม เปลี่ยนวิธีปรุงของเมนูที่มีอยู่แล้ว ไก่ทอดเป็นไก่ย่าง หมูสามชั้นทอดเป็นหมูสันนอกย่าง ปลาทอดเป็นปลานึ่ง วัตถุดิบเดิม เตาเดิม แค่คนละวิธี จานเหล่านี้ขายได้กับลูกค้าทุกกลุ่มไม่ใช่แค่กลุ่มที่ไขมันสูง จึงไม่กลายเป็นของเสียถ้าไม่มีใครสั่ง
สี่ ดูสัดส่วนกะทิในหม้อ ไม่ต้องเลิกใช้ แต่แกงบางหม้อที่ปกติใส่กะทิข้นเต็มที่สามารถลดลงได้โดยที่ลูกค้าไม่รู้สึก ร้านที่รู้จักหม้อของตัวเองดีจะรู้ว่าจุดไหนที่ลดแล้วรสยังอยู่ จุดไหนที่ลดแล้วพัง อย่าไปลดจุดที่พัง
ห้า ถ้าถึงรอบเปลี่ยนน้ำมันอยู่แล้ว ลองเทียบราคาน้ำมันที่ไขมันอิ่มตัวต่ำกว่า ข้อนี้มีต้นทุนจริงและอาจไม่คุ้มสำหรับร้านทอดที่ใช้น้ำมันวันละหลายปี๊บ ดังนั้นให้ตัดสินจากตัวเลขของร้านเอง ไม่ใช่จากบทความนี้ ร้านผัดที่ใช้น้ำมันวันละไม่กี่ขวดมีช่องให้ขยับมากกว่าร้านทอด
หก ให้พนักงานตอบคำถามนี้ได้ ลูกค้าที่เพิ่งรู้ผลเลือดจะถามว่า "จานไหนพอกินได้บ้าง" ถ้าพนักงานตอบว่าไม่ทราบ ลูกค้าจะสั่งข้าวเปล่า แต่ถ้าตอบได้ว่า "จานนี้ย่างครับ ไม่ได้ทอด" หรือ "จานนี้ไม่มีกะทิ" เขาจะสั่งของที่แพงกว่าข้าวเปล่า นี่คือข้อที่ให้ผลตอบแทนเร็วที่สุดในหกข้อ และต้นทุนคือการคุยกับพนักงานสิบนาที
ด่านที่ร้านส่วนใหญ่ไม่รู้ เขียนบนเมนูได้แค่ไหนก่อนจะผิดกฎหมาย
พอร้านเริ่มมีเมนูทางเลือก สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาแทบทุกครั้งคือการเขียนป้าย และตรงนี้คือจุดที่ร้านเดินเข้าไปในเขตกฎหมายโดยไม่รู้ตัว
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เขียนไว้สองมาตราติดกัน
มาตรา 40 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหาร อันเป็นเท็จหรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร
มาตรา 41 ผู้ใดประสงค์จะโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณ ของอาหารทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ทางฉายภาพ ภาพยนตร์ หรือทางหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อื่น หรือด้วยวิธีอื่นใด เพื่อประโยชน์ในทางการค้า ต้องนำเสียง ภาพ ภาพยนตร์ หรือข้อความที่จะโฆษณาดังกล่าวนั้นให้ผู้อนุญาตตรวจพิจารณาก่อน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะโฆษณาได้
— พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ฉบับที่เผยแพร่โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
คำที่ต้องอ่านช้า ๆ คือ "หรือด้วยวิธีอื่นใด" ตัวบทไม่ได้เขียนรายการช่องทางแบบปิด และไม่มีข้อยกเว้นให้อาหารที่ปรุงขายในร้าน ป้ายหน้าร้าน เมนูตั้งโต๊ะ และโพสต์ในเพจของร้าน จึงมีโอกาสเข้าข่ายคำนี้ทั้งหมด
โทษอยู่คนละมาตรากับข้อห้าม และต่างกันมาก
| ฝ่าฝืน | โทษตามมาตรา | อัตราโทษ |
|---|---|---|
| มาตรา 41 (โฆษณาคุณประโยชน์โดยไม่ผ่านการตรวจก่อน) | มาตรา 71 | ปรับไม่เกิน 5,000 บาท |
| มาตรา 40 (โฆษณาอันเป็นเท็จหรือหลอกลวง) | มาตรา 70 | จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
และมีอีกชั้นที่คนมักไม่รู้ มาตรา 42 ให้ผู้อนุญาตมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้ระงับการโฆษณาที่เห็นว่าฝ่าฝืนมาตรา 41 ได้ ส่วนมาตรา 72 กำหนดโทษของการฝ่าฝืนคำสั่งนั้นไว้ที่จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ปรับเป็นรายวันอีกวันละไม่น้อยกว่าห้าร้อยบาทแต่ไม่เกินหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ไม่ปฏิบัติตาม นั่นแปลว่าถ้าถูกสั่งให้ปลดป้ายแล้วไม่ปลด ค่าปรับเดินทุกวัน
เส้นแบ่งที่ใช้ได้จริงหน้าร้าน
กฎที่จำง่ายที่สุดคือ พูดถึงอาหาร ไม่พูดถึงคนกิน
| เขียนได้ (เป็นข้อเท็จจริงของอาหาร) | อย่าเขียน (เป็นสรรพคุณต่อคนกิน) |
|---|---|
| ย่าง ไม่ทอด | ดีต่อหัวใจ |
| ไม่ใส่กะทิ | ช่วยลดคอเลสเตอรอล |
| แยกน้ำราด | เมนูสำหรับคนไขมันสูง |
| อกไก่ไม่ติดหนัง | ล้างไขมันในเส้นเลือด |
| สั่งน้ำมันน้อยได้ | เมนูเพื่อสุขภาพ ลดความเสี่ยงโรค |
ฝั่งซ้ายคือสิ่งที่ร้านรู้เองและยืนยันเองได้เพราะร้านเป็นคนทำ ฝั่งขวาคือการบอกว่ากินแล้วร่างกายจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่ต้องมีหลักฐานและต้องผ่านการตรวจก่อนตามมาตรา 41
เส้นเดียวกันนี้ใช้กับป้ายยอดฮิตอีกอันที่ร้านติดกันเยอะคือป้ายไม่ใส่ผงชูรส ซึ่งมีกับดักของตัวเองอยู่ตรงที่เครื่องปรุงสำเร็จรูปที่เอามาใช้แทนก็มีกลูตาเมตอิสระอยู่แล้ว รายละเอียดอยู่ใน ลูกค้าถามว่าใส่ผงชูรสไหม ตอบยังไงให้ตรง
มีประกาศอีกฉบับที่คนมักหยิบมาปนกัน คือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 เรื่อง การกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 141 ตอนพิเศษ 3 ง หน้า 29 วันที่ 4 มกราคม 2567) ประกาศฉบับนี้แบ่งการกล่าวอ้างทางสุขภาพเป็นสามลักษณะ คือการกล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหาร การกล่าวอ้างหน้าที่อื่น และการกล่าวอ้างการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค
แต่ชื่อเรื่องของประกาศระบุคำว่า "บนฉลาก" ไว้ชัด ⇒ ฉบับนี้เป็นเรื่องของฉลากผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่เมนูของร้านที่ปรุงขายหน้าร้าน สิ่งที่ผูกกับร้านอาหารโดยตรงคือมาตรา 40 และ 41 ของตัวพระราชบัญญัติ ซึ่งกว้างกว่าและไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นฉลาก
🔎 ทำไมต้องแยกให้ออก เพราะบทความในเน็ตจำนวนมากเอาเกณฑ์ของฉลาก เช่น เกณฑ์การใช้คำว่าไขมันต่ำ มาบอกร้านอาหารว่าเขียนได้ถ้าเข้าเกณฑ์ ซึ่งข้ามขั้นตอนสำคัญไป ร้านที่ปรุงขายหน้าร้านไม่ได้มีผลวิเคราะห์ต่อหน่วยบริโภคแบบผลิตภัณฑ์ที่มีฉลาก การเขียนคำเหล่านั้นจึงไม่ได้พิสูจน์ได้เท่ากัน
สิ่งที่ไม่ต้องทำ
อย่าทำเมนูสุขภาพแยกทั้งหมวดตั้งแต่วันแรก เมนูใหม่ที่ใช้วัตถุดิบใหม่คือของเสียก้อนใหม่ถ้าขายไม่ออก และกลุ่มลูกค้านี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร้านมีของให้เขา วิธีที่ต้นทุนต่ำกว่าคือเริ่มจากตัวเลือกของเมนูเดิม แล้วดูยอดขายว่ามีคนสั่งจริงไหม
อย่าตั้งราคาแพงกว่าเพราะเรียกว่าเมนูสุขภาพ ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้อยากจ่ายแพงขึ้น เขาแค่อยากกินของเดิมต่อได้ การบวกราคาจะทำให้เขากลับไปสั่งข้าวเปล่าเหมือนเดิม
อย่าให้คำแนะนำทางการแพทย์แทนหมอของเขา ร้านมีหน้าที่บอกว่าอาหารทำอย่างไร ไม่ใช่บอกว่าเขาควรกินอะไร คนไข้แต่ละคนมีเงื่อนไขต่างกัน และคำแนะนำที่ผิดคนอาจทำให้เกิดผลเสียจริง
สรุปให้สั้นที่สุด
- ตัวที่หน่วยงานสุขภาพกำหนดเพดานไว้คือ ไขมันอิ่มตัว (ไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งวัน) และ ไขมันทรานส์ (ไม่เกินร้อยละ 1) ตามคำแนะนำองค์การอนามัยโลกฉบับปรับปรุง 17 กรกฎาคม 2566
- ไขมันทรานส์จากน้ำมันเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นของที่ห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายในไทยตั้งแต่ 9 มกราคม 2562 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 ⇒ ถ้าซัพพลายเออร์ยังเสนอของแบบนั้น คือของผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง
- สิ่งที่ร้านทำได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนครัวคือ แยกน้ำราด รับคำสั่งพิเศษ เปลี่ยนวิธีปรุงของเมนูเดิม และให้พนักงานตอบคำถามลูกค้าได้ ข้อสุดท้ายให้ผลเร็วที่สุดและแทบไม่มีต้นทุน
- เขียนบนเมนูให้พูดถึงอาหาร อย่าพูดถึงผลที่จะเกิดกับคนกิน เพราะมาตรา 41 ของพระราชบัญญัติอาหารครอบคลุมการโฆษณาสรรพคุณ "ด้วยวิธีอื่นใด" ซึ่งรวมป้ายและเมนูในร้านได้ โทษของมาตรา 41 คือปรับไม่เกิน 5,000 บาท ส่วนถ้าเข้ามาตรา 40 คือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ เขียนสำหรับเจ้าของร้านอาหารเพื่อใช้ตัดสินใจเรื่องเมนูและการสื่อสารหน้าร้าน ผู้ที่มีผลตรวจไขมันในเลือดผิดปกติควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารสำหรับเงื่อนไขเฉพาะของตัวเอง
การจะรู้ว่าตัวเลือกใหม่ที่เพิ่มเข้าไปมีคนสั่งจริงไหม ต้องดูจากยอดขายรายเมนู ไม่ใช่จากความรู้สึก ร้านที่คีย์บิลผ่านระบบขายหน้าร้านจะเห็นตัวเลขนี้อยู่แล้วโดยไม่ต้องนั่งนับเอง Ginzii เป็นระบบขายหน้าร้านสำหรับร้านอาหารไทยที่มีแผนฟรีให้เริ่มใช้ได้เลย และมีรายงานยอดขายให้ดูว่าเมนูไหนขายได้จริงในแผนแบบเสียเงิน
รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น
กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน
คำนวณต้นทุนต่อจานฟรีหรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
บทความนี้มีประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนที่ทำร้านได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
- ร้านเขียนบนเมนูว่า เมนูนี้ช่วยลดคอเลสเตอรอล ได้ไหม
- ไม่ควรเขียน เพราะเป็นการกล่าวอ้างสรรพคุณ พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 41 เขียนไว้ว่าผู้ใดประสงค์จะโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ทางฉายภาพ ภาพยนตร์ หรือทางหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อื่น หรือด้วยวิธีอื่นใด เพื่อประโยชน์ในทางการค้า ต้องนำข้อความที่จะโฆษณานั้นให้ผู้อนุญาตตรวจพิจารณาก่อน คำว่าด้วยวิธีอื่นใดกว้างพอที่จะครอบคลุมป้ายและเมนูในร้าน โทษของการฝ่าฝืนมาตรา 41 อยู่ที่มาตรา 71 คือปรับไม่เกินห้าพันบาท และถ้าข้อความนั้นเป็นเท็จหรือหลอกลวงให้หลงเชื่อโดยไม่สมควรจะเข้ามาตรา 40 ซึ่งมีโทษตามมาตรา 70 คือจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- แล้วเขียนอะไรได้บ้างโดยไม่ต้องขออนุญาต
- เขียนข้อเท็จจริงของวิธีปรุงและส่วนประกอบได้ เช่น ย่างไม่ทอด ไม่ใส่กะทิ แยกน้ำราด ใช้อกไก่ไม่ติดหนัง เพราะเป็นการบอกว่าอาหารจานนั้นทำอย่างไร ไม่ใช่การอ้างว่ากินแล้วร่างกายจะดีขึ้นอย่างไร เส้นแบ่งอยู่ตรงที่ประโยคนั้นพูดถึงตัวอาหารหรือพูดถึงผลที่จะเกิดกับคนกิน ถ้าพูดถึงผลกับคนกินเมื่อไหร่ ให้ถือว่าเข้าเขตที่ต้องขออนุญาตไว้ก่อน
- ไขมันทรานส์ยังต้องกังวลอยู่ไหม ในเมื่อได้ยินว่าไทยห้ามแล้ว
- ห้ามแล้วจริง ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 กำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน และอาหารที่มีน้ำมันนั้นเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 13 กรกฎาคม 2561 และให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน คือตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2562 สิ่งที่ร้านต้องรู้จึงไม่ใช่การเลี่ยง แต่คือของที่ห้ามนั้นซื้อไม่ได้อยู่แล้วตามกฎหมาย ถ้าซัพพลายเออร์ยังเสนอเนยขาวหรือมาการีนที่ระบุว่าเป็นน้ำมันเติมไฮโดรเจนบางส่วน นั่นคือของที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง
- เพิ่มเมนูสุขภาพทั้งหมวดเลยดีไหม
- ไม่แนะนำให้ทำตั้งแต่วันแรก เพราะเมนูใหม่ที่ใช้วัตถุดิบใหม่คือของเสียก้อนใหม่ ถ้าขายไม่ออก ทางที่ต้นทุนต่ำกว่าคือเริ่มจากตัวเลือกของเมนูที่มีอยู่แล้ว เช่น แยกน้ำราด ลดน้ำมัน ไม่ใส่กะทิ ซึ่งใช้วัตถุดิบเดิมทั้งหมด แล้วดูจากยอดขายว่ามีคนสั่งจริงไหมก่อนค่อยตัดสินใจเพิ่มเมนูใหม่
- ไขมันอิ่มตัวควรจำกัดแค่ไหน
- องค์การอนามัยโลกปรับปรุงคำแนะนำเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2566 ระบุว่าคนอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปควรได้พลังงานจากไขมันอิ่มตัวไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งวัน และจากไขมันทรานส์ไม่เกินร้อยละ 1 ทั้งจากที่ผลิตในอุตสาหกรรมและจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง โดยไขมันรวมทั้งวันไม่ควรเกินร้อยละ 30 ตัวเลขนี้เป็นคำแนะนำระดับประชากร ไม่ใช่เกณฑ์ที่ร้านต้องคำนวณให้ลูกค้าทีละจาน
- ลูกค้าถามว่าจานไหนไขมันน้อยกว่ากัน ร้านควรตอบยังไง
- ตอบด้วยวิธีปรุงและส่วนประกอบ ไม่ใช่ตอบด้วยตัวเลข เพราะร้านไม่ได้ส่งอาหารไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ การบอกว่าจานนี้ย่างไม่ทอดและไม่ใส่กะทิเป็นข้อเท็จจริงที่ร้านยืนยันได้เอง ส่วนการบอกว่าจานนี้มีไขมันกี่กรัมหรือไขมันต่ำกว่าอีกจานกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเลขที่ต้องมีผลวิเคราะห์รองรับ ถ้าพูดไปแล้วพิสูจน์ไม่ได้จะกลายเป็นการโฆษณาที่หลอกลวงให้หลงเชื่อโดยไม่สมควร