ละลายเนื้อแช่แข็งวิธีไหนเสียน้ำหนักน้อยสุด งานวิจัยวัดมาแล้ว และเส้นที่ครัวข้ามบ่อยที่สุด
เนื้อแช่แข็งที่ละลายผิดวิธีทำให้ร้านเสียสองอย่างพร้อมกันคือน้ำหนักที่ไหลทิ้งไปกับถาดและความปลอดภัยของอาหาร บทความนี้อธิบายว่าผลึกน้ำแข็งทำลายเซลล์กล้ามเนื้ออย่างไรจนน้ำไม่กลับเข้าเนื้อ ทำไมงานวิจัยพบว่าละลายในตู้เย็นให้ทั้งน้ำหนักที่หายน้อยที่สุดและจำนวนเชื้อต่ำที่สุด ทำไมไมโครเวฟทำให้เนื้อแข็งกระด้างที่สุด พร้อมตัวเลขสี่วิธีที่ Food Code กำหนดไว้ และตัวบทไทยที่กำหนดอุณหภูมิเก็บของปรุงสุกไว้จริง

ร้านที่ซื้อเนื้อแช่แข็งเพราะถูกกว่าและเก็บได้นานกว่า มักไม่ได้คิดถึงต้นทุนอีกก้อนที่ซ่อนอยู่ในขั้นตอนละลาย นั่นคือน้ำหนักที่หายไปกับน้ำในถาด และอีกก้อนที่แพงกว่านั้นถ้าเกิดขึ้น คือความปลอดภัยของอาหาร
วิธีละลายที่เห็นบ่อยที่สุดในครัวร้านอาหารไทยคือเอาถุงเนื้อออกมาวางบนโต๊ะเตรียมของตั้งแต่เช้า แล้วปล่อยให้ละลายเองระหว่างทำงานอื่น วิธีนี้สะดวกที่สุด แต่เป็นวิธีที่ทั้งงานวิจัยและมาตรฐานความปลอดภัยอาหารบอกตรงกันว่าแย่ที่สุด
ทำไมเนื้อที่ละลายแล้วน้ำไม่กลับเข้าไปในเนื้อ
บทความทบทวนวรรณกรรมในวารสาร Food Science and Nutrition ปี 2568 อธิบายกลไกไว้ว่า ตอนแช่แข็ง น้ำที่อยู่ในเส้นใยกล้ามเนื้อจะกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง และการเกิดกับการเติบโตของผลึกน้ำแข็งทำให้เกิดความเสียหายเชิงกลต่อเยื่อหุ้มเซลล์และโครงสร้างของเนื้อเยื่อ ทำลายโครงสร้างของเส้นใยกล้ามเนื้อ จึงส่งผลต่อการเคลื่อนที่ของน้ำในเนื้อ
เอกสารเดียวกันเขียนถึงขั้นตอนละลายไว้ตรง ๆ ว่า ตอนละลาย ผลึกน้ำแข็งในเนื้อจะกลายเป็นน้ำเหลวและในทางทฤษฎีน้ำนั้นจะถูกเซลล์ดูดกลับ ทำให้เนื้อกลับไปสู่สภาพก่อนแช่แข็ง แต่ในทางปฏิบัติมันไม่กลับ เพราะระหว่างการแช่แข็งและการเก็บ โครงสร้างที่จะดูดน้ำกลับถูกทำลายไปแล้วบางส่วน น้ำจึงไหลออกมาเป็นน้ำหยดที่ก้นถาด และค่าที่ใช้วัดเรื่องนี้ในงานวิจัยคือความสามารถในการอุ้มน้ำ ซึ่งมักวัดผ่านปริมาณน้ำที่ไหลออกระหว่างละลาย
จุดที่สำคัญที่สุดสำหรับร้านคือประโยคเรื่องความเร็วของการแช่แข็ง เอกสารระบุว่าการแช่แข็งเร็วให้ผลึกน้ำแข็งขนาดเล็กและสม่ำเสมอ ซึ่งทำให้คุณภาพเนื้อเสียหายน้อยกว่า ขณะที่การแช่แข็งช้าให้ผลึกขนาดใหญ่และไม่สม่ำเสมอ ซึ่งทำให้เสียหายมากกว่า
แปลว่าคุณภาพของเนื้อแช่แข็งที่ร้านซื้อมา ถูกกำหนดไปแล้วครึ่งหนึ่งตั้งแต่โรงงานหรือร้านค้าเป็นคนแช่ ร้านที่เอาเนื้อสดใส่ถุงแล้วโยนเข้าช่องแช่แข็งของตู้เย็นบ้าน กำลังทำแบบแช่แข็งช้า ซึ่งได้ผลึกใหญ่และเสียน้ำมากกว่าเมื่อละลาย
งานวิจัยที่เทียบสี่วิธี และผลที่ตรงกับสิ่งที่ครัวสังเกตเอง
งานวิจัยในวารสาร Preventive Nutrition and Food Science ปี 2567 เอาเนื้อวัวแช่แข็งมาละลายด้วยสี่วิธี คือในตู้เย็น ที่อุณหภูมิห้อง ในน้ำเย็น และในไมโครเวฟ แล้ววัดหลายค่าพร้อมกัน ทั้งค่าความเป็นกรดด่าง สี ค่าการเกิดออกซิเดชันของไขมัน ความสามารถในการอุ้มน้ำ การสูญเสียน้ำหนักจากการละลาย เนื้อสัมผัส จำนวนเชื้อ และภาพโครงสร้าง
ผลที่ใช้ตัดสินใจในครัวได้มีสี่ข้อ
หนึ่ง เรื่องน้ำหนักและกลิ่นหืน ค่าการเกิดออกซิเดชันของไขมันและการสูญเสียน้ำหนักจากการละลายของเนื้อที่ละลายในตู้เย็นต่ำกว่าวิธีอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
สอง เรื่องเวลา ไม่ว่าจะใช้วิธีใด เนื้อที่ละลายเป็นเวลานานจะมีค่าการเกิดออกซิเดชันของไขมันสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แปลว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่วิธีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความยาวของเวลาที่เนื้ออยู่ในสภาพกึ่งละลายด้วย
สาม เรื่องเนื้อสัมผัส เนื้อที่ละลายด้วยไมโครเวฟมีความแข็งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่คนครัวรู้อยู่แล้วจากการที่ขอบเนื้อสุกไปก่อนตรงกลางละลาย
สี่ เรื่องเชื้อ เนื้อวัวสดมีจำนวนแบคทีเรียรวม 1.98 log CFU ต่อกรัม ส่วนเนื้อที่ละลายในตู้เย็น ในน้ำเย็น ที่อุณหภูมิห้อง และในไมโครเวฟ มีค่า 2.13 2.22 2.49 และ 2.43 log CFU ต่อกรัม ตามลำดับ ซึ่งต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อสี่นี้ต้องอ่านให้ครบ เพราะมันไม่ได้บอกว่าละลายในตู้เย็นแล้วเชื้อไม่เพิ่ม มันบอกว่าทุกวิธีเชื้อเพิ่มขึ้นจากเนื้อสดทั้งหมด และการละลายที่อุณหภูมิห้องคือวิธีที่ให้ค่าสูงสุด ข้อสรุปของงานคือขั้นตอนและเวลาในการละลายมีผลต่อคุณภาพเนื้อ โดยการละลายในตู้เย็นให้คุณภาพดีกว่าการละลายที่อุณหภูมิห้อง
สี่วิธีที่มาตรฐานสากลอนุญาต และเงื่อนไขของแต่ละวิธี
Food Code ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ เขียนเรื่องการละลายไว้ในข้อ 3-501.13 เป็นรายทาง ซึ่งเป็นเอกสารที่วงการอาหารทั่วโลกใช้อ้าง และเป็นเอกสารที่ให้ตัวเลขซึ่งตัวบทไทยไม่ได้ให้
ทางที่หนึ่ง ในความเย็น ละลายภายใต้การแช่เย็นที่รักษาอุณหภูมิอาหารไว้ที่ 5 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า
ทางที่สอง ใต้น้ำไหล ต้องจมอยู่ใต้น้ำที่ไหลผ่านทั้งชิ้น โดย
- น้ำมีอุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า
- มีความเร็วน้ำเพียงพอที่จะกวนและพาเศษที่หลุดออกไปกับน้ำที่ล้นออก
- สำหรับอาหารพร้อมบริโภค ส่วนที่ละลายแล้วต้องไม่ขึ้นเหนือ 5 องศาเซลเซียส
- สำหรับเนื้อสัตว์ดิบที่ต้องนำไปปรุงสุก ส่วนที่ละลายแล้วต้องไม่อยู่เหนือ 5 องศาเซลเซียส นานเกิน 4 ชั่วโมง โดยนับรวมทั้งเวลาที่อยู่ใต้น้ำไหลและเวลาที่ใช้เตรียมก่อนปรุง
ทางที่สาม เป็นส่วนหนึ่งของการปรุง คือเอาของแช่แข็งไปปรุงสุกโดยตรงตามเกณฑ์การปรุงที่กำหนด
ทางที่สี่ ไมโครเวฟแล้วปรุงต่อทันที ละลายในไมโครเวฟและย้ายไปยังอุปกรณ์ปรุงอาหารตามปกติทันทีโดยไม่มีการหยุดพักกระบวนการ
สังเกตว่าในสี่ทางนี้ ไม่มีทางไหนคือการวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง ทางเดียวที่ Food Code อนุญาตให้ใช้วิธีใดก็ได้ คือกรณีที่เป็นของพร้อมบริโภคปริมาณเล็กน้อยที่ละลายเพื่อเสิร์ฟให้ลูกค้ารายนั้นทันทีตามที่สั่ง ซึ่งไม่ใช่การละลายเนื้อสิบกิโลกรัมไว้ขายทั้งวัน
ตัวบทไทยเขียนอะไรไว้ และไม่ได้เขียนอะไร
กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ไม่ได้เขียนขั้นตอนการละลายไว้เป็นรายข้อแบบ Food Code สิ่งที่เขียนไว้คือข้อ 9 (2) ว่าอาหารสดต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสม และเก็บเป็นสัดส่วน มีการปกปิด ไม่วางบนพื้นหรือบริเวณที่อาจทำให้อาหารปนเปื้อน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
ตัวเลขในตัวบทไทยที่ใกล้เคียงที่สุดกับงานนี้อยู่ในกฎหมายลูกอีกฉบับ คือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ การควบคุมคุณภาพและการจัดการสุขลักษณะของการจำหน่ายอาหารประเภทปรุงสำเร็จ ในสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2566 ซึ่งข้อ 6 (2) ระบุว่าวัตถุดิบประเภทอาหารที่ปรุงสุกพร้อมบริโภคซึ่งรอกระบวนการต่อ ต้องเก็บในภาชนะบรรจุที่สะอาดปิดมิดชิด และจัดเก็บในตู้เย็น ตู้แช่ หรืออุปกรณ์เก็บรักษาคุณภาพอาหารด้วยความเย็นที่สามารถควบคุมอุณหภูมิต่ำกว่าห้าองศาเซลเซียส
สรุปให้ชัดคือ ตัวเลข 5 องศาเซลเซียสมีอยู่ในกฎหมายไทยแล้ว แต่อยู่ในบริบทของของปรุงสุกที่รอใช้ ส่วนขั้นตอนละลายเนื้อดิบยังต้องอ้างมาตรฐานสากล ร้านที่ทำตาม Food Code จึงเดินอยู่ในทางที่ปลอดภัยกว่าที่ตัวบทไทยกำหนดขั้นต่ำไว้ ไม่ใช่น้อยกว่า
เรื่องที่ต่อจากตรงนี้คือของแช่แข็งที่ซื้อมาแบบบรรจุถุง เช่น ลูกชิ้นหรือหมูยอ ซึ่งกฎหมายกำหนดเพดานเชื้อของมันไว้เข้มกว่าของแช่เย็นเท่าตัว ด้วยเหตุผลเดียวกับที่บทนี้อธิบายไว้ คือการแช่แข็งหยุดการเพิ่มจำนวนแต่ไม่ได้ลดสิ่งที่มีอยู่ รายละเอียดอยู่ใน ของถุงสำเร็จรูปที่ร้านซื้อมาใช้ทุกวัน กฎหมายคุมไม่เท่ากัน
เรื่องที่มักเข้าใจผิดสองข้อ
ข้อแรก น้ำหยดที่ก้นถาดไม่ใช่แค่น้ำ มันคือน้ำที่มีโปรตีนละลายอยู่ ซึ่งเป็นอาหารชั้นดีของเชื้อ และถ้าถาดเนื้อดิบวางอยู่ชั้นบนของตู้เย็น น้ำนั้นจะหยดลงไปบนของที่อยู่ชั้นล่าง นี่คือเหตุผลที่เนื้อดิบต้องอยู่ชั้นล่างสุดและต้องมีถาดรอง ไม่ใช่เพราะความสวยงามของการจัดตู้
ข้อสอง ผิวเนื้อที่ซีดแห้งเป็นด่าง ๆ ในช่องแช่แข็งไม่ใช่เนื้อเสีย อาการที่เรียกว่าเฟรเซอร์เบิร์นเกิดจากน้ำที่ผิวหน้าระเหิดหายไปในอากาศแห้งของช่องแช่แข็ง เป็นปัญหาด้านคุณภาพ ตัดส่วนนั้นออกแล้วใช้ส่วนที่เหลือได้ แต่การเกิดขึ้นบ่อยเป็นสัญญาณว่าการห่อไม่ดีพอหรือของอยู่ในช่องแช่แข็งนานเกินไป ซึ่งทั้งสองเรื่องกินเข้าไปในต้นทุนของร้านอยู่แล้ว เรื่องเดียวกับที่เราเขียนไว้ใน จัดการสต๊อกวัตถุดิบยังไง ไม่ให้ของหายและของไม่ขาด
เจ็ดอย่างที่ร้านทำได้ตั้งแต่กะพรุ่งนี้
- ย้ายการละลายเข้าตู้เย็นทั้งหมด โดยดึงของจากช่องแช่แข็งลงมาชั้นล่างของตู้เย็นในกะก่อนหน้า ไม่ใช่เช้าวันที่จะใช้ วิธีนี้ไม่มีต้นทุนเพิ่มเลย เปลี่ยนแค่ลำดับงาน
- ถาดเนื้อดิบต้องอยู่ชั้นล่างสุดและมีถาดรอง ทุกครั้ง เพื่อไม่ให้น้ำที่มีโปรตีนละลายอยู่หยดลงบนของอื่น
- ถ้าต้องละลายด่วน ใช้น้ำไหลตามเงื่อนไข คือจมทั้งชิ้น น้ำไม่เกิน 21 องศาเซลเซียส น้ำต้องไหลจริง และเนื้อดิบที่ละลายแล้วต้องไม่อยู่เหนือ 5 องศานานเกิน 4 ชั่วโมงรวมเวลาเตรียม ไม่ใช่แช่ในกะละมังน้ำนิ่งที่อุ่นขึ้นเรื่อย ๆ
- ห้ามใช้น้ำอุ่นเร่ง เพราะมันเร่งแค่ผิวนอกให้เข้าช่วงอุณหภูมิที่เชื้อโตเร็ว ขณะที่แกนกลางยังแข็ง
- แบ่งของแช่แข็งเป็นล็อตขนาดที่ใช้จริงต่อวัน ตั้งแต่วันที่รับของ เพื่อไม่ต้องละลายก้อนใหญ่แล้วเหลือ การแบ่งตอนรับของใช้เวลาไม่กี่นาที แต่ตัดปัญหาละลายซ้ำได้ทั้งเดือน
- เนื้อที่ละลายแล้วเหลือ ให้ปรุงสุกก่อนเก็บ ไม่ใช่ยัดกลับเข้าช่องแช่แข็ง เพราะรอบแช่แข็งและละลายซ้ำทำให้ผลึกน้ำแข็งทำลายโครงสร้างเพิ่มขึ้น น้ำหยดมากขึ้น และเนื้อสัมผัสแย่ลง
- ติดป้ายวันเวลาที่เอาลงมาละลายทุกถาด ให้เห็นจากนอกตู้ ถาดที่ไม่มีป้ายให้ถือว่าใช้ไม่ได้ กติกานี้ทำให้ไม่ต้องเถียงกันว่าถาดไหนลงมาก่อน และทำให้ตรวจย้อนได้ถ้ามีปัญหา
สรุปให้สั้นที่สุด
การละลายเนื้อไม่ใช่ขั้นตอนที่ไม่มีต้นทุน มันคือขั้นตอนที่ร้านเสียน้ำหนักไปกับน้ำในถาด เสียเนื้อสัมผัส และเพิ่มความเสี่ยงพร้อมกัน โดยความเสียหายส่วนหนึ่งถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ตอนใครเป็นคนแช่แข็ง เพราะการแช่แข็งช้าทำให้ผลึกใหญ่และทำลายโครงสร้างมากกว่า
จากงานที่วัดสี่วิธีเทียบกัน การละลายในตู้เย็นชนะทั้งด้านน้ำหนักที่หายและด้านเชื้อ ส่วนไมโครเวฟทำให้เนื้อแข็งที่สุด และการวางไว้ที่อุณหภูมิห้องซึ่งเป็นวิธีที่ครัวไทยใช้กันมากที่สุด เป็นวิธีที่ให้จำนวนเชื้อสูงสุดในงานนั้น และไม่อยู่ในสี่ทางที่ Food Code อนุญาตด้วย
สิ่งที่ต้องเปลี่ยนจึงไม่ใช่ซื้ออุปกรณ์ใหม่ แต่คือเลื่อนเวลาดึงของลงมาให้เร็วขึ้นหนึ่งกะ และเขียนกติกาเรื่องถาดรองกับป้ายวันเวลาไว้ที่ผนังครัว
ร้านที่อยากรู้ว่าเนื้อแต่ละล็อตที่ซื้อมาถูกใช้ไปกับเมนูไหนและเหลือกำไรเท่าไหร่ เริ่มจากการบันทึกยอดขายรายเมนูให้ครบก่อน Ginzii เป็นระบบขายหน้าร้านที่เก็บข้อมูลตรงนี้ให้อัตโนมัติตั้งแต่บิลแรก และมีแพ็กเกจฟรีให้เริ่มได้โดยไม่ต้องจ่าย
รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น
กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน
คำนวณต้นทุนต่อจานฟรีหรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
บทความนี้มีประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนที่ทำร้านได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
- ละลายเนื้อวิธีไหนเสียน้ำหนักน้อยที่สุด
- งานวิจัยในวารสาร Preventive Nutrition and Food Science ปี 2567 เปรียบเทียบสี่วิธีคือละลายในตู้เย็น ในน้ำเย็น ที่อุณหภูมิห้อง และในไมโครเวฟ พบว่าเนื้อวัวที่ละลายในตู้เย็นมีค่าการสูญเสียน้ำหนักจากการละลายและค่าการเกิดออกซิเดชันของไขมันต่ำกว่าวิธีอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนเนื้อที่ละลายด้วยไมโครเวฟมีความแข็งสูงที่สุดในบรรดาทุกวิธี ตู้เย็นจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดทั้งด้านน้ำหนักและเนื้อสัมผัส แลกกับการต้องวางแผนล่วงหน้า
- ละลายที่อุณหภูมิห้องมีเชื้อเพิ่มขึ้นจริงเท่าไหร่
- ในงานเดียวกัน เนื้อวัวสดมีจำนวนแบคทีเรียรวม 1.98 log CFU ต่อกรัม ขณะที่เนื้อที่ละลายในตู้เย็นได้ 2.13 ในน้ำเย็นได้ 2.22 ในไมโครเวฟได้ 2.43 และที่อุณหภูมิห้องได้ 2.49 log CFU ต่อกรัม ทุกวิธีทำให้เชื้อเพิ่มขึ้นจากเนื้อสด แต่การละลายที่อุณหภูมิห้องให้ค่าสูงสุด และงานยังพบว่าไม่ว่าใช้วิธีใด เนื้อที่ละลายเป็นเวลานานจะมีค่าการเกิดออกซิเดชันของไขมันสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- Food Code อนุญาตให้ละลายเนื้อในน้ำได้ไหม และมีเงื่อนไขอะไร
- ได้ แต่มีเงื่อนไขชัดเจน ข้อ 3-501.13 กำหนดว่าต้องจมอยู่ใต้น้ำที่ไหลผ่านตลอด โดยน้ำมีอุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า มีความเร็วน้ำเพียงพอที่จะกวนและพาเศษที่หลุดออกไปกับน้ำล้น และสำหรับเนื้อสัตว์ดิบที่ต้องนำไปปรุงสุก ส่วนที่ละลายแล้วต้องไม่อยู่เหนือ 5 องศาเซลเซียสนานเกิน 4 ชั่วโมง โดยนับรวมเวลาที่อยู่ใต้น้ำไหลกับเวลาที่ใช้เตรียมก่อนปรุงเข้าไปด้วย
- ละลายในไมโครเวฟได้ไหม
- Food Code ข้อ 3-501.13 อนุญาตให้ละลายในไมโครเวฟได้ในกรณีที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรุง คือละลายในไมโครเวฟแล้วย้ายไปยังอุปกรณ์ปรุงอาหารตามปกติทันทีโดยไม่มีการหยุดพักกระบวนการ แปลว่าละลายไว้แล้วรอปรุงทีหลังไม่ได้ และงานวิจัยยังพบว่าเนื้อที่ละลายด้วยไมโครเวฟมีความแข็งสูงสุด เพราะความร้อนกระจายไม่สม่ำเสมอ
- เนื้อที่ละลายแล้วนำกลับไปแช่แข็งใหม่ได้ไหม
- ในเชิงคุณภาพ การผ่านรอบแช่แข็งและละลายซ้ำทำให้เสียหายมากขึ้นเรื่อย ๆ บทความทบทวนในวารสาร Food Science and Nutrition ปี 2568 อธิบายว่าการเกิด การเติบโต และการตกผลึกใหม่ของผลึกน้ำแข็งทำให้เยื่อหุ้มเซลล์และโครงสร้างเส้นใยกล้ามเนื้อเสียหายเชิงกล จึงเป็นเหตุให้น้ำไหลออกมาเป็นน้ำหยด ร้านที่ละลายเนื้อแล้วใช้ไม่หมดจึงควรปรุงให้สุกก่อนเก็บ ไม่ใช่ยัดกลับเข้าช่องแช่แข็ง
- กฎหมายไทยเขียนเรื่องการละลายเนื้อไว้ไหม
- กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ไม่ได้เขียนขั้นตอนการละลายไว้เป็นรายข้อ ข้อ 9 (2) เขียนไว้ว่าอาหารสดต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสม เก็บเป็นสัดส่วน มีการปกปิด ไม่วางบนพื้นหรือบริเวณที่อาจทำให้อาหารปนเปื้อน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ส่วนตัวเลขที่ใกล้ที่สุดในตัวบทไทยอยู่ในประกาศกระทรวงสาธารณสุขปี 2566 เรื่องอาหารประเภทปรุงสำเร็จ ซึ่งกำหนดให้ของปรุงสุกที่รอเข้ากระบวนการต่อ เก็บในความเย็นที่ควบคุมอุณหภูมิต่ำกว่าห้าองศาเซลเซียส