น้ำจิ้มร้านบูดเร็วเพราะอะไร เส้น pH 4.6 ที่ตัดสินทุกอย่าง และเพดานวัตถุกันเสียที่กฎหมายให้ใช้
น้ำจิ้มที่ทำเช้าแล้วเปรี้ยวแปลกตอนเย็นไม่ใช่เรื่องดวง แต่เป็นผลของสามตัวแปรที่ควบคุมได้คือความเป็นกรด ปริมาณน้ำอิสระ และอุณหภูมิ บทความนี้อธิบายว่าทำไมเส้น pH 4.6 เป็นเส้นที่ตำราความปลอดภัยอาหารใช้ ทำไมน้ำจิ้มที่เค็มจัดหรือหวานจัดยังเสียได้จากเชื้อที่ทนเกลือ และเพดานปริมาณวัตถุกันเสียกลุ่มเบนโซเอตกับซอร์เบตในหมวดซอสตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับล่าสุดปี 2568 พร้อมสิ่งที่ร้านทำได้โดยไม่ต้องใส่สารกันเสียเลย

น้ำจิ้มเป็นของที่ร้านอาหารไทยแทบทุกร้านทำเอง และเป็นของที่มีปัญหาซ้ำ ๆ แบบเดียวกันทุกร้าน คือทำเช้ามาแล้วตอนเย็นรสเปลี่ยน บางขวดมีฟองผุด บางขวดกลิ่นแปลกจนต้องเททิ้ง ทั้งที่ทำสูตรเดิมและวางไว้ที่เดิม
คำอธิบายที่ได้ยินบ่อยคือ "อากาศร้อน" ซึ่งถูก แต่ยังไม่ใช่คำตอบที่ทำอะไรต่อได้ เพราะสิ่งที่ตัดสินว่าน้ำจิ้มขวดหนึ่งจะอยู่ได้กี่ชั่วโมงหรือกี่วัน มีอยู่สามตัวแปร และทั้งสามตัวร้านคุมได้ นั่นคือ ความเป็นกรด ปริมาณน้ำอิสระ และอุณหภูมิ
เส้นที่สำคัญที่สุดคือ pH 4.6 และมันไม่ใช่เรื่องของรสเปรี้ยว
ในตำราความปลอดภัยอาหาร ค่า 4.6 เป็นเส้นแบ่งที่ใช้กับเชื้อที่อันตรายที่สุดกลุ่มหนึ่ง เอกสาร Bad Bug Book ฉบับที่สองของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ เขียนไว้ว่าอาหารแทบทุกชนิดที่ไม่เป็นกรดมาก คือมีค่า pH สูงกว่า 4.6 สามารถสนับสนุนการเจริญและการสร้างสารพิษของเชื้อ Clostridium botulinum ได้
เอกสารเดียวกันระบุต่อว่าความเข้มข้นของเกลือที่ 4 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์เป็นระดับที่จำเป็นต่อการยับยั้งสปอร์ของเชื้อนี้ โดยที่ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ยับยั้งการเจริญได้อย่างสมบูรณ์ และความเข้มข้นที่ต่ำกว่านั้นเล็กน้อยมีแนวโน้มจะยืดเวลาการงอกของสปอร์ที่อุณหภูมิต่ำออกไป
ประโยคนี้อ่านเผิน ๆ เหมือนไม่เกี่ยวกับน้ำจิ้มถ้วยเล็กหน้าร้าน เพราะโรคจากเชื้อนี้มักเกี่ยวกับอาหารบรรจุปิดสนิท แต่จุดที่เกี่ยวคือมันบอกว่า การเปรี้ยวของน้ำจิ้มไม่ใช่แค่รส มันคือกลไกความปลอดภัย น้ำจิ้มซีฟู้ดที่เปรี้ยวจัดจากมะนาวจึงอยู่ในสถานะที่ต่างจากน้ำจิ้มสุกี้ที่เปรี้ยวเล็กน้อยหรือน้ำจิ้มหวานที่เปรี้ยวน้อยมาก
และสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้พลาดได้ง่ายในครัวคือ รสเปรี้ยวกับค่า pH ไม่ใช่ของเดียวกัน น้ำตาลกลบรสเปรี้ยวได้ น้ำจิ้มที่ชิมแล้วเปรี้ยวน้อยอาจมีค่า pH ต่ำกว่าน้ำจิ้มที่ชิมแล้วเปรี้ยวกว่าก็ได้ ร้านที่ทำน้ำจิ้มขายเป็นขวดจึงควรมีกระดาษวัดค่า pH หรือเครื่องวัดราคาไม่แพงไว้ในครัว แล้ววัดสูตรของตัวเองหนึ่งครั้งให้รู้ว่าอยู่ฝั่งไหนของเส้น 4.6
น้ำจิ้มที่เค็มจัดหรือหวานจัดก็ไม่ได้ปลอดภัยอัตโนมัติ
ครัวหลายที่เชื่อว่าถ้าเค็มจัดหรือหวานจัดแล้วไม่เสีย ซึ่งจริงบางส่วน เพราะเกลือกับน้ำตาลลดปริมาณน้ำอิสระที่เชื้อใช้ได้ แต่มีเชื้อที่ทนสภาพแบบนี้ได้ดีเป็นพิเศษ
Bad Bug Book ระบุว่า Staphylococcus aureus เจริญได้ในช่วง 7 ถึง 47.8 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิที่เหมาะที่สุดคือ 35 องศาเซลเซียส ช่วง pH ที่เจริญได้อยู่ระหว่าง 4.5 ถึง 9.3 และเป็นเชื้อที่ผิดปกติในแง่ที่เติบโตได้ที่ปริมาณน้ำอิสระต่ำถึง 0.83 ในสภาวะที่เหมาะสม โดยสายพันธุ์ส่วนใหญ่ทนเกลือและน้ำตาลได้สูง
จุดที่ต้องรู้เพิ่มคือเชื้อกลุ่มนี้สร้างสารพิษที่ทนความร้อน และทนเอนไซม์ย่อยโปรตีนอย่างทริปซินกับเปปซิน แปลว่าถ้าปล่อยให้มันสร้างสารพิษไว้แล้ว การเอาน้ำจิ้มไปต้มใหม่ก็ไม่ได้แก้ปัญหา เป็นเรื่องเดียวกับที่เราเขียนไว้ใน ทำไมข้าวผัดร้านไม่แฉะ และเส้นแบ่งที่ร้านห้ามข้าม ว่าความร้อนฆ่าเชื้อได้ แต่ไม่ได้ลบสารพิษที่เกิดขึ้นไปแล้ว
และเชื้อกลุ่มนี้มาจากคนเป็นหลัก คือมือ จมูก และแผลของคนที่ทำอาหาร ไม่ได้มาจากวัตถุดิบเสมอไป นี่คือเหตุผลที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขปี 2566 เรื่องอาหารประเภทปรุงสำเร็จ เขียนเรื่องมือและบาดแผลไว้ในข้อ 10 (2) ว่าต้องรักษาความสะอาดของมือและเล็บ หากมีบาดแผลที่มือ ต้องทำแผลและปิดบาดแผลให้มิดชิด สวมถุงมือทับอีกชั้นหนึ่ง โดยถุงมือต้องสะอาดและอยู่ในสภาพดี และกรณีฉีกขาดหรือปนเปื้อนสิ่งสกปรกควรเปลี่ยนทุกสี่ชั่วโมง
หลายกำแพงเตี้ยรวมกัน ชนะกำแพงเดียวที่สูง
ประโยคที่มีประโยชน์ที่สุดในเอกสารฉบับนั้นสำหรับคนทำน้ำจิ้ม คือประโยคที่อธิบายว่าปัจจัยต่าง ๆ ทำงานร่วมกัน
เอกสารระบุว่าอาหารที่มีค่า pH 5.0 ซึ่งอยู่ในช่วงที่ Clostridium botulinum เจริญได้ และมีค่าน้ำอิสระ 0.935 ซึ่งสูงกว่าค่าต่ำสุดที่เชื้อนี้ต้องการ อาจไม่สนับสนุนการเจริญของเชื้อนี้ เพราะสองปัจจัยทำงานร่วมกัน และยกตัวอย่างว่าชีสสเปรดแปรรูปบางชนิดใช้ประโยชน์จากข้อเท็จจริงนี้ จึงเก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง แม้ว่าแต่ละปัจจัยเดี่ยว ๆ จะยอมให้เชื้อเจริญได้
แปลเป็นภาษาครัวคือ ร้านไม่จำเป็นต้องทำให้น้ำจิ้มเปรี้ยวจัดจนขายไม่ได้ หรือเค็มจนกินไม่ลง สิ่งที่ได้ผลกว่าคือตั้งกำแพงหลายชั้นให้พอเหมาะทุกชั้น คือเปรี้ยวพอสมควร เค็มพอสมควร ต้มให้ร้อนทั่วถึงก่อนบรรจุ บรรจุในขวดที่สะอาดและปิดได้จริง แล้วเก็บเย็น
เพดานวัตถุกันเสียที่กฎหมายไทยกำหนด และวิธีอ่านตัวเลขให้ถูก
ร้านที่ทำน้ำจิ้มเป็นขวดขายหรือส่งต่อไปยังสาขา มักถามว่าใส่กันเสียได้ไหมและได้เท่าไร คำตอบอยู่ในบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยวัตถุเจือปนอาหาร ซึ่งบัญชีนี้ถูกแทนที่เป็นระยะ โดยฉบับแก้ไขล่าสุดคือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 468) พ.ศ. 2568 ที่ยกเลิกบัญชีหมายเลข 1 และบัญชีหมายเลข 2 แนบท้ายประกาศฉบับที่ 444 พ.ศ. 2566 แล้วให้ใช้บัญชีของฉบับใหม่แทน
ตัวเลขในบัญชีนั้นสำหรับกลุ่มเบนโซเอต ซึ่งครอบคลุมกรดเบนโซอิก โซเดียมเบนโซเอต โพแทสเซียมเบนโซเอต และแคลเซียมเบนโซเอต ระบุปริมาณสูงสุดที่อนุญาตแยกตามหมวดอาหาร โดยหมวดที่เกี่ยวกับน้ำจิ้มและซอสคือ
- หมวด 12.6 ซอสและผลิตภัณฑ์ทำนองเดียวกัน 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
- หมวด 12.2.2 เครื่องปรุงรส 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
- หมวด 12.5 ซุป 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
- หมวด 12.7 สลัดและผลิตภัณฑ์ทาแซนด์วิช 1500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
กลุ่มที่สองที่ใช้กันคือกลุ่มซอร์เบต ซึ่งบัญชีเดียวกันกำหนดปริมาณสูงสุดไว้ที่
- หมวด 12.6 ซอสและผลิตภัณฑ์ทำนองเดียวกัน 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
- หมวด 12.5 ซุป 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
- หมวด 12.2 เครื่องเทศและเครื่องปรุงรส 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
- หมวด 12.7 สลัดและผลิตภัณฑ์ทาแซนด์วิช 1500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
จะเห็นว่าเพดานของหมวดซอสเท่ากันทั้งสองกลุ่มสาร แต่หมวดอื่นไม่เท่ากัน เช่นหมวดซุปซึ่งกลุ่มเบนโซเอตอยู่ที่ 500 แต่กลุ่มซอร์เบตอยู่ที่ 1000 ร้านที่ใช้ทั้งสองกลุ่มพร้อมกันจึงต้องดูบัญชีของแต่ละกลุ่มแยกกัน ไม่ใช่จำตัวเลขเดียว
สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ถูกมีสามข้อ
ข้อแรก ตัวเลขนี้คือเพดาน ไม่ใช่ปริมาณที่แนะนำ การใส่ให้ถึงเพดานไม่ได้ทำให้ปลอดภัยขึ้น มันแค่ทำให้ยังไม่ผิดกฎหมาย และหลักการที่กฎหมายกลุ่มนี้ยึดคือใช้เท่าที่จำเป็นตามกรรมวิธีการผลิตที่ดี
ข้อสอง หน่วยเป็นมิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของอาหาร ไม่ใช่ต่อขวดหรือต่อสูตร ร้านที่จะใส่จริงต้องชั่งทั้งน้ำหนักน้ำจิ้มและน้ำหนักสารด้วยเครื่องชั่งที่ละเอียดพอ ไม่ใช่กะด้วยช้อน เพราะสารกลุ่มนี้ใช้ปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณอาหาร การกะด้วยช้อนคือทางตรงไปสู่การใส่เกิน
ข้อสาม หมวดอาหารต้องดูให้ตรง เพราะเพดานของแต่ละหมวดไม่เท่ากัน น้ำจิ้มที่คนทั่วไปเรียกรวม ๆ อาจตกอยู่ในหมวดซอสหรือหมวดเครื่องปรุงรส ซึ่งต่างกันสองเท่า
ที่สำคัญกว่านั้นคือ สารกันเสียไม่ได้แก้ปัญหาที่เกิดจากอุณหภูมิ ถ้าน้ำจิ้มยังถูกวางไว้ในกะละมังบนโต๊ะทั้งวัน การใส่กันเสียเพิ่มไม่ได้ทำให้มันปลอดภัย และของกลุ่มที่ห้ามใช้เด็ดขาดก็ยังห้ามเหมือนเดิม เช่นกรดบอร์ริค บอร์แรกซ์ และฟอร์มาลดีไฮด์ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 391 พ.ศ. 2561 เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ซึ่งเราเขียนรายละเอียดไว้ใน หมักเนื้อให้นุ่มทุกจาน และผงที่ร้านห้ามแตะ
ถ้าจะขายน้ำจิ้มเป็นขวด สถานะของร้านเปลี่ยนไป
น้ำจิ้มที่ทำเสิร์ฟกับอาหารในร้าน กับน้ำจิ้มที่บรรจุขวดขายแยก ไม่ได้อยู่ในกรอบกฎหมายเดียวกัน อย่างหลังเข้าข่ายการผลิตอาหารบรรจุ ซึ่งมีเรื่องสถานที่ผลิต ฉลาก และการขออนุญาตเข้ามาเกี่ยว
ประเด็นในทางปฏิบัติคือ ร้านมักเริ่มขายก่อนแล้วค่อยไปถามทีหลัง ซึ่งแพงกว่าเพราะฉลากที่พิมพ์ไปแล้วต้องทิ้ง และถ้าขายผ่านออนไลน์ไปแล้วยังต้องตามเก็บข้อมูลย้อนหลัง ทางที่ถูกคือตรวจกับกองอาหารของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อนจะเริ่ม เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับที่เราเขียนไว้ใน ขายอาหารออนไลน์ไม่มีหน้าร้าน ต้องจดอะไร ขออนุญาตอะไรบ้าง
ของอีกกลุ่มที่กฎหมายกำหนดเพดานไว้ให้ผู้ผลิตคือของสำเร็จรูปที่ร้านซื้อเข้ามาใช้ต่อ ทั้งเส้นสด ลูกชิ้น ปลาร้า และของทอดกรอบ ซึ่งแต่ละชนิดถูกคุมไม่เท่ากันจนต่างกันได้ถึงสิบเท่า — ดู ของถุงสำเร็จรูปที่ร้านซื้อมาใช้ทุกวัน กฎหมายคุมไม่เท่ากัน
เจ็ดอย่างที่ร้านทำได้ตั้งแต่กะพรุ่งนี้
- วัดค่า pH ของน้ำจิ้มทุกสูตรหนึ่งครั้ง ด้วยกระดาษวัดหรือเครื่องวัดราคาไม่แพง แล้วเขียนค่าไว้ในสูตร สูตรที่อยู่เหนือ 4.6 คือสูตรที่ต้องเก็บเย็นอย่างเคร่งครัดกว่าสูตรอื่น
- ต้มแล้วบรรจุร้อนลงขวดที่ล้างและลวกแล้ว แทนการทำเสร็จแล้วปล่อยให้เย็นในกะละมังก่อนกรอกขวด ทุกนาทีที่มันอยู่ในกะละมังเปิดฝาคือเวลาที่เปิดรับเชื้อจากอากาศและมือ
- แบ่งขวดใช้งานหน้าร้านให้เล็ก แล้วเติมจากขวดแม่ในตู้เย็นเป็นรอบ วิธีนี้ทำให้ขวดแม่ไม่ถูกเปิดปิดทั้งวัน และถ้าขวดหน้าร้านมีปัญหาก็เสียแค่ขวดเล็ก
- ติดป้ายวันเวลาที่ทำทุกขวด และกำหนดอายุของสูตรตัวเองไว้เป็นตัวเลข ขวดที่ไม่มีป้ายให้ถือว่าใช้ไม่ได้ นี่คือกติกาที่ทำให้ไม่ต้องใช้จมูกตัดสิน
- ห้ามใช้ช้อนตักน้ำจิ้มร่วมกับการชิม และห้ามเทน้ำจิ้มที่เหลือจากถ้วยลูกค้ากลับลงขวด ข้อนี้ฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในครัวที่งานล้นมือ
- ถ้าจะใส่วัตถุกันเสีย ต้องชั่งด้วยเครื่องชั่งละเอียด และรู้ว่าน้ำจิ้มของตัวเองอยู่ในหมวดอาหารใด เพราะเพดานของหมวดซอสกับหมวดเครื่องปรุงรสต่างกันสองเท่า
- คนที่มีแผลที่มือต้องปิดแผลและสวมถุงมือทับ ตามที่ประกาศปี 2566 กำหนด ข้อนี้เกี่ยวกับน้ำจิ้มมากกว่าอาหารจานร้อน เพราะน้ำจิ้มไม่ได้ผ่านความร้อนอีกครั้งก่อนถึงปากลูกค้า
สรุปให้สั้นที่สุด
น้ำจิ้มบูดเร็วหรือช้าไม่ใช่เรื่องดวง มันคือผลของสามตัวแปรที่ร้านคุมได้ คือความเป็นกรด ปริมาณน้ำอิสระ และอุณหภูมิ เส้นที่ตำราความปลอดภัยอาหารใช้คือ pH 4.6 และรสเปรี้ยวที่ลิ้นรับรู้ไม่ได้บอกค่าจริง เพราะน้ำตาลกลบได้
ความเค็มและความหวานช่วยได้ แต่ไม่ใช่เกราะ เพราะมีเชื้อที่โตได้ที่น้ำอิสระต่ำถึง 0.83 และทนเกลือกับน้ำตาลสูง ซึ่งสารพิษของมันทนความร้อน แปลว่าการต้มใหม่ไม่ได้แก้
ส่วนวัตถุกันเสีย กฎหมายไทยให้ใช้ได้ในเพดานที่กำหนดตามหมวดอาหาร โดยหมวดซอสอยู่ที่ 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมตามบัญชีแนบท้ายฉบับล่าสุด แต่มันคือเพดานไม่ใช่คำแนะนำ และมันไม่ได้ชดเชยการเก็บที่อุณหภูมิผิด
สิ่งที่ได้ผลที่สุดกับต้นทุนเกือบศูนย์ คือกำแพงหลายชั้นที่พอเหมาะทุกชั้น บวกกับป้ายวันเวลาบนทุกขวด
ร้านที่อยากรู้ว่าน้ำจิ้มแต่ละสูตรถูกใช้ไปกับเมนูไหนและคิดเป็นต้นทุนเท่าไหร่ต่อจาน เริ่มจากการบันทึกยอดขายรายเมนูให้ครบก่อน Ginzii เป็นระบบขายหน้าร้านที่เก็บข้อมูลตรงนี้ให้อัตโนมัติตั้งแต่บิลแรก และมีแพ็กเกจฟรีให้เริ่มได้โดยไม่ต้องจ่าย
รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น
กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน
คำนวณต้นทุนต่อจานฟรีหรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
บทความนี้มีประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนที่ทำร้านได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
- น้ำจิ้มที่ร้านทำเองเก็บได้กี่วัน
- ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกสูตร เพราะอายุการเก็บขึ้นกับความเป็นกรด ปริมาณน้ำอิสระ ปริมาณเกลือกับน้ำตาล และอุณหภูมิที่เก็บ สูตรที่เปรี้ยวจัดและเก็บเย็นตลอดจะอยู่ได้นานกว่าสูตรที่เปรี้ยวน้อยและวางไว้บนโต๊ะ วิธีที่ใช้ได้จริงคือกำหนดอายุของสูตรตัวเองด้วยการทดลองแล้วเขียนไว้ในสูตร พร้อมติดป้ายวันเวลาที่ทำทุกขวด ไม่ใช่ตัดสินด้วยการดมกลิ่นตอนจะเสิร์ฟ
- ทำไมค่า pH 4.6 ถึงเป็นเส้นสำคัญ
- เพราะเป็นเส้นที่ใช้กับเชื้อที่อันตรายที่สุดในกลุ่มอาหารปิดสนิท เอกสาร Bad Bug Book ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐระบุว่าอาหารแทบทุกชนิดที่ไม่เป็นกรดมากพอ นั่นคือมีค่า pH สูงกว่า 4.6 สามารถสนับสนุนการเจริญและการสร้างสารพิษของเชื้อ Clostridium botulinum ได้ น้ำจิ้มที่เปรี้ยวจัดจึงปลอดภัยกว่าน้ำจิ้มที่เปรี้ยวเล็กน้อยอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่รสชาติต่างกัน
- น้ำจิ้มที่เค็มจัดหรือหวานจัดไม่ต้องแช่เย็นก็ได้ใช่ไหม
- ไม่ใช่ เพราะมีเชื้อที่ทนสภาพแบบนั้นได้ Bad Bug Book ระบุว่า Staphylococcus aureus เจริญได้ในช่วง 7 ถึง 47.8 องศาเซลเซียส ช่วง pH ระหว่าง 4.5 ถึง 9.3 และเติบโตได้ที่ปริมาณน้ำอิสระต่ำถึง 0.83 ซึ่งต่ำกว่าที่แบคทีเรียส่วนใหญ่ทำได้ และสายพันธุ์ส่วนใหญ่ทนเกลือกับน้ำตาลได้สูง ความเค็มหรือความหวานจึงลดความเสี่ยงได้บางส่วน แต่ไม่ใช่เกราะ
- กฎหมายไทยให้ใส่วัตถุกันเสียในน้ำจิ้มได้เท่าไหร่
- บัญชีหมายเลข 1 แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยวัตถุเจือปนอาหาร ฉบับแก้ไขล่าสุดคือ ฉบับที่ 468 พ.ศ. 2568 กำหนดปริมาณสูงสุดของกลุ่มเบนโซเอตในหมวดอาหาร 12.6 ซอสและผลิตภัณฑ์ทำนองเดียวกัน ไว้ที่ 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนหมวด 12.2.2 เครื่องปรุงรส อยู่ที่ 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และหมวด 12.5 ซุป อยู่ที่ 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพดานสูงสุด ไม่ใช่ปริมาณที่แนะนำให้ใส่
- จะขายน้ำจิ้มบรรจุขวดต้องทำอะไรเพิ่ม
- การขายน้ำจิ้มเป็นขวดแยกจากอาหารที่เสิร์ฟในร้าน เปลี่ยนสถานะจากการปรุงอาหารขายเป็นการผลิตอาหารบรรจุ ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยอาหารในเรื่องสถานที่ผลิต ฉลาก และการขออนุญาต ก่อนจะเริ่มขายจึงควรตรวจกับกองอาหารของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาให้ชัดก่อน ไม่ใช่เริ่มขายแล้วค่อยตามแก้ทีหลัง เพราะฉลากที่พิมพ์ไปแล้วแก้ยากกว่าการถามก่อน
- ทำน้ำจิ้มให้อยู่ได้นานขึ้นโดยไม่ใส่กันเสียได้ไหม
- ได้ และทำได้หลายทางพร้อมกัน คือเพิ่มความเป็นกรดให้ต่ำกว่าเส้น 4.6 ลดน้ำอิสระด้วยเกลือหรือน้ำตาลตามสูตรที่รับได้ ต้มให้ร้อนทั่วถึงแล้วบรรจุลงขวดที่ล้างและฆ่าเชื้อแล้วทันที เก็บเย็นตลอด และแบ่งขวดใช้งานหน้าร้านให้เล็กลงเพื่อไม่ให้ขวดใหญ่ถูกเปิดปิดทั้งวัน หลายวิธีรวมกันได้ผลดีกว่าการพึ่งวิธีใดวิธีเดียว