ขายอาหารออนไลน์ไม่มีหน้าร้าน ต้องจดอะไร ขออนุญาตอะไรบ้าง
ทำอาหารที่บ้านส่งเดลิเวอรี สมัครแอปผ่านแล้วขายได้เลย จนหลายคนเข้าใจว่าเรียบร้อยแล้ว บทความนี้ไล่ให้เห็นสองอย่างที่ต้องทำก่อนเปิดขาย กับอีกอย่างที่ต้องรู้ว่าเมื่อไหร่จะข้ามเส้น พร้อมค่าธรรมเนียมและโทษจริง และประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับใหม่ปี 2567 ที่ยกเลิกฉบับเดิมซึ่งเว็บส่วนใหญ่ยังอ้างอยู่

การเริ่มขายอาหารทุกวันนี้ง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก ถ่ายรูปเมนู สมัครเข้าแอปเดลิเวอรี รอสองสามวันได้รับอนุมัติ แล้วก็เริ่มรับออเดอร์จากครัวที่บ้านได้เลย ไม่ต้องเช่าตึก ไม่ต้องทำป้าย ไม่ต้องจ้างคน
ความง่ายตรงนี้เองที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดข้อหนึ่ง คือ "แอปอนุมัติแล้ว แปลว่าเราขายได้อย่างถูกต้องแล้ว"
จริง ๆ แล้วสิ่งที่แอปตรวจ กับสิ่งที่กฎหมายกำหนด เป็นคนละชุดกัน
ข่าวดีก่อน — เรื่องนี้ไม่ได้หนักอย่างที่กลัว สำหรับครัวที่บ้านที่ทำอาหารสดส่งวันต่อวัน มีเรื่องที่ต้องทำจริง ๆ สองอย่าง ทั้งคู่ยื่นที่เดียวกัน ค่าธรรมเนียมหลักสิบบาท ส่วนเรื่องที่สาม (เลข อย.) คำตอบของคนส่วนใหญ่คือ ไม่ต้องทำอะไร แค่ต้องรู้ว่าเส้นอยู่ตรงไหนเผื่อวันหนึ่งจะข้ามมัน
บทความนี้ไล่ทีละเรื่องว่าต้องทำอะไร เท่าไหร่ ที่ไหน และจุดไหนที่ไม่เข้าข่าย พร้อมตัวบทที่อ้างอิงได้
สรุปก่อนอ่านยาว
| เรื่อง | ใครต้องทำ | ค่าใช้จ่าย | ทำที่ไหน |
|---|---|---|---|
| แจ้งสถานที่จำหน่ายอาหาร | ครัวที่ปรุงอาหารขาย แม้ไม่มีที่นั่งกิน | ตามข้อบัญญัติท้องถิ่น (ต่างกันแต่ละที่) | เทศบาล / อบต. / สำนักงานเขต |
| จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ | บุคคลธรรมดา + ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ขายผ่านเน็ต | 50 บาท | ที่เดียวกับข้างบน |
| เลข อย. | เฉพาะคนที่ทำอาหารบรรจุปิดสนิทเก็บได้นาน | — | อาหารปรุงสดส่งวันต่อวันไม่ต้องขอ |
เรื่องที่ 1 จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
เรื่องนี้มีของใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครอัปเดต จึงต้องเริ่มจากตรงนี้ก่อน
ประกาศที่ใช้อยู่ตอนนี้คือฉบับ พ.ศ. 2567 ไม่ใช่ฉบับ พ.ศ. 2553 ที่เว็บและบล็อกส่วนใหญ่ยังอ้างกันอยู่
ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดพาณิชยกิจที่ผู้ประกอบพาณิชยกิจต้องจดทะเบียนและพาณิชยกิจที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 พ.ศ. 2567 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 141 ตอนพิเศษ 152 ง วันที่ 4 มิถุนายน 2567 และในข้อ 3 ของประกาศนี้เขียนไว้ตรง ๆ ว่าให้ยกเลิก
(1) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 93 (พ.ศ. 2520) เรื่อง กำหนดพาณิชยกิจที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2520
(2) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจต้องจดทะเบียนพาณิชย์ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2553 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553
ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2553 คือฉบับที่บทความเรื่องขายของออนไลน์อ้างกันแทบทุกที่ ซึ่งตอนนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว
ก่อนอื่น — เราเป็น "ผู้ประกอบพาณิชยกิจ" หรือยัง
ประตูบานแรกไม่ใช่รายการกิจการ แต่คือคำถามว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นการประกอบพาณิชยกิจหรือยัง คนที่ทำกับข้าวแจกญาติ ขายเพื่อนบ้านเดือนละไม่กี่ครั้งแบบไม่ได้ตั้งใจทำเป็นธุรกิจ กับคนที่เปิดเพจรับออเดอร์ทุกวัน อยู่คนละสถานะกัน
เส้นแบ่งตรงนี้ไม่คม และตัวประกาศก็ไม่ได้เขียนเกณฑ์ไว้ ⇒ ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ฝั่งไหน ถามนายทะเบียนพาณิชย์ที่เทศบาลหรือ อบต. ใกล้บ้านได้ ไม่เสียค่าใช้จ่าย และเป็นคำตอบที่ใช้ได้จริงกว่าคำตอบจากโพสต์ในกลุ่ม
ถ้าเข้าข่ายแล้ว ขายออนไลน์อยู่ในรายการไหน
ประกาศฉบับ 2567 ข้อ 5 กำหนดว่าผู้ประกอบพาณิชยกิจที่เป็น บุคคลธรรมดาหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่ประกอบพาณิชยกิจตามรายการที่ระบุ ทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักรต้องจดทะเบียนพาณิชย์ และรายการหนึ่งในนั้นคือ
(5) การซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ขายผ่านเพจเฟซบุ๊ก ผ่านไลน์ ผ่านแอปเดลิเวอรี ผ่านเว็บ อยู่ในข้อนี้ทั้งหมด
อ่านตามตัวบทแล้ว ข้อนี้ไม่มีเกณฑ์ยอดขาย ต่างจากข้อ 5(2) ในประกาศฉบับเดียวกันซึ่งพูดถึงการขายสินค้าทั่วไป
(2) การขายสินค้าไม่ว่าอย่างใด ๆ อย่างเดียวหรือหลายอย่างก็ตาม คิดรวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งวันใดขายได้เป็นเงินตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป หรือมีสินค้าดังกล่าวไว้เพื่อขายมีค่ารวมทั้งสิ้นเป็นเงินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป
ข้อ 5(2) มีเกณฑ์ 300 บาทต่อวัน หรือของในสต๊อก 10,000 บาท ส่วนข้อ 5(5) ที่เป็นเรื่องขายผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ได้เขียนเกณฑ์ยอดไว้ ⇒ จึงไม่มีเส้นแบบ "ขายน้อยไม่ต้องจด" ให้ยึด เส้นที่มีจริงคือประตูบานแรกข้างบน ว่าเป็นการประกอบพาณิชยกิจหรือยัง
นิติบุคคลไม่ต้องจดแล้ว
ของใหม่ที่มากับประกาศฉบับ 2567 คือหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์ถูกจำกัดไว้เฉพาะ บุคคลธรรมดากับห้างหุ้นส่วนสามัญ ตามข้อ 5 และข้อ 4 ยังเขียนยกเว้นซ้ำอีกชั้นสำหรับห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด
⚠️ จุดที่อ่านผิดกันบ่อย: "ห้างหุ้นส่วนสามัญ" กับ "ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน" คนละอย่าง — แบบไม่จดทะเบียน (รวมถึงคณะบุคคล) ยังต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ส่วนแบบที่จดเป็นนิติบุคคลแล้วไม่ต้อง
และข้อ 8 เขียนต่อว่าใบทะเบียนพาณิชย์ของนิติบุคคลเหล่านี้ที่ออกให้ก่อนประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ เป็นอันสิ้นผลไป — กรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้แจงเพิ่มเติมว่าใบเหล่านั้น "สิ้นผลทันทีโดยประกาศฉบับใหม่" โดย ไม่ต้องจดทะเบียนเลิก ⇒ ไม่ต้องไปทำอะไรเลย
ส่วนบุคคลธรรมดาที่จดไว้ก่อนหน้านี้ ข้อ 7 ระบุว่าถือเป็นผู้จดทะเบียนตามประกาศฉบับนี้แล้ว ใบเดิมยังใช้ได้ตามปกติ
จดที่ไหน เท่าไหร่
ข้อ 6 ของประกาศระบุที่ยื่นไว้ชัด คือสำนักงานทะเบียนพาณิชย์กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบลที่สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดเฉพาะในท้องที่นอกเขตเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล
พูดง่าย ๆ คือ ยื่นที่ท้องถิ่นที่บ้านหรือครัวตั้งอยู่ ไม่ใช่ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และเป็นที่เดียวกับที่ต้องไปแจ้งเรื่องสถานที่จำหน่ายอาหารในเรื่องที่ 2 ⇒ ไปครั้งเดียวถามทั้งสองเรื่องได้
ค่าธรรมเนียมตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499
| รายการ | ค่าธรรมเนียม |
|---|---|
| จดทะเบียนพาณิชย์ (ตั้งใหม่) | 50 บาท |
| จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการ | ครั้งละ 20 บาท |
| จดทะเบียนเลิกประกอบพาณิชยกิจ | 20 บาท |
| ขอใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ | ฉบับละ 30 บาท |
กำหนดเวลา — มาตรา 11 วรรคสองเขียนว่าผู้ที่ประกอบพาณิชยกิจภายหลังวันที่รัฐมนตรีประกาศ "ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เริ่มประกอบพาณิชยกิจนั้น"
โทษถ้าไม่จด — มาตรา 19
ผู้ประกอบพาณิชยกิจผู้ใด (1) ไม่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ ... มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท และในกรณีตาม (1) อันเป็นความผิดต่อเนื่องกัน ให้ปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งร้อยบาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
สองอย่างที่คนลืมว่าเป็นหน้าที่ต่อเนื่อง
จดเสร็จแล้วไม่ได้จบแค่นั้น พระราชบัญญัติเดียวกันกำหนดต่อไว้ด้วย
- มาตรา 15 — เมื่อจดทะเบียนแล้ว ต้องจัดให้มี ป้ายชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจ ไว้หน้าสำนักงานโดยเปิดเผย ภายใน 30 วันนับแต่วันที่จด (ข้อนี้ทำให้ครัวที่บ้านหลายคนแปลกใจ) · และป้ายชื่อตัวนี้ไม่ได้เข้าข้อยกเว้น "ป้ายในอาคารไม่เกิน 3 ตารางเมตร" โดยอัตโนมัติ เพราะ พ.ร.บ.ภาษีป้าย มาตรา 8 (5) มีวรรคท้ายกันไว้ว่าไม่รวมป้ายตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ (อ่านเรื่องภาษีป้ายร้านอาหาร)
- มาตรา 13 — เปลี่ยนแปลงรายการที่จดไว้ หรือเลิกกิจการ ต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 30 วันเช่นกัน
เรื่องที่ 2 ครัวที่บ้านก็เป็น "สถานที่จำหน่ายอาหาร"
เรื่องนี้คือเรื่องที่คนพลาดกันมากที่สุด เพราะชื่อของมันทำให้เข้าใจว่าต้องมีร้านก่อน
พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 นิยามคำว่า "สถานที่จำหน่ายอาหาร" ไว้ในมาตรา 4 โดยมีวรรคท้ายที่สำคัญมาก
"สถานที่จำหน่ายอาหาร" หมายความว่า อาคาร สถานที่ หรือบริเวณใด ๆ ที่มิใช่ที่หรือทางสาธารณะ ที่จัดไว้เพื่อประกอบอาหารหรือปรุงอาหารจนสำเร็จ และจำหน่ายให้ผู้ซื้อสามารถบริโภคได้ทันที ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายโดยจัดให้มีบริเวณไว้สำหรับการบริโภค ณ ที่นั้น หรือนำไปบริโภคที่อื่นก็ตาม
ท่อนตัวหนาคือคำตอบ — ไม่มีที่นั่งกินก็อยู่ในนิยามนี้ ครัวที่บ้านที่ปรุงอาหารจนสำเร็จแล้วส่งให้ลูกค้าไปกินที่อื่น อ่านตามตัวบทแล้วเข้าข่าย
⚠️ จุดที่ยังตีความต่างกันได้ คือคำว่า "ที่จัดไว้เพื่อ" ประกอบอาหาร — ครัวที่กั้นไว้ทำขายอย่างเดียว ชัดเจนว่าเข้า ส่วนครัวที่ใช้ทำกับข้าวกินเองด้วยแล้วรับออเดอร์บ้าง เจ้าพนักงานท้องถิ่นแต่ละแห่งอาจมองไม่เหมือนกัน ⇒ ข้อนี้ต้องถามท้องถิ่นของตัวเอง ไม่มีคำตอบกลางที่ใช้ได้ทุกที่
จากนั้นมาตรา 38 แบ่งหน้าที่ตามขนาดพื้นที่
| พื้นที่ที่ใช้ประกอบกิจการ | ต้องมี | โทษถ้าไม่มี (มาตรา 72) |
|---|---|---|
| เกิน 200 ตารางเมตร | ใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น | จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท |
| ไม่เกิน 200 ตารางเมตร | แจ้งเพื่อขอรับ หนังสือรับรองการแจ้ง | จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท |
ครัวที่บ้านแทบทั้งหมดอยู่ในแถวล่าง ⇒ ทำแค่ แจ้ง อย่างเดียว ไม่ต้องขอใบอนุญาต — เป็นคนละขั้นตอนและคนละค่าธรรมเนียม ตัวบทมาตรา 38 กำหนดให้ทำ ก่อนการจัดตั้ง
อัตราโทษข้างบนเป็นฉบับที่แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการสาธารณสุข (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 65 ก วันที่ 22 มิถุนายน 2560) — เอกสารเก่าหลายฉบับที่ยังลอยอยู่บนเน็ตเขียนเป็น 10,000 กับ 5,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราก่อนแก้ไข
รายละเอียดของสองใบนี้สำหรับร้านที่มีหน้าร้าน เราเขียนไว้แล้วใน เปิดร้านอาหารต้องจดทะเบียนและขอใบอนุญาตอะไรบ้าง — ตัวกฎหมายเป็นชุดเดียวกัน ต่างกันแค่คนทำครัวที่บ้านมักไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในขอบเขตนี้ด้วย
เงื่อนไขรายละเอียดต้องถามท้องถิ่นเอง — เรื่องการจัดพื้นที่ครัว บ่อดักไขมัน การจัดการขยะ และค่าธรรมเนียม กำหนดไว้ในข้อบัญญัติของแต่ละท้องถิ่นตามมาตรา 40 ซึ่งไม่เหมือนกันทุกที่ ⇒ ตัวเลขที่แน่นอนต้องถามจากเทศบาลหรือ อบต. ที่บ้านตั้งอยู่
เรื่องที่ 3 เลข อย. — คนส่วนใหญ่ไม่ต้องขอ
ถ้าทำอาหารปรุงสดส่งให้ลูกค้ากินวันต่อวัน — ไม่ต้องขอเลขสารบบอาหาร จบตรงนี้
ข้าวกล่อง ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง ของหวานที่ทำสด ส่งเดลิเวอรีให้กินทันที ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ต้องขอเลข อย. และการขายผ่านออนไลน์ก็ไม่ได้ทำให้ต้องขอ เพราะเกณฑ์ผูกกับ ลักษณะของอาหาร ไม่ใช่ช่องทางขาย
เส้นที่ทำให้ต้องกลับมาดูใหม่
กลุ่มที่ต้องขอคืออาหารที่ผ่านกรรมวิธีถนอมอาหารแล้วบรรจุในภาชนะที่ปิดสนิท ซึ่งเก็บได้นานและกระจายไปวางขายต่อได้ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 355 พ.ศ. 2556 เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท) นิยามไว้ว่าเป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการทำลายหรือยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ด้วยความร้อน ก่อนหรือหลังบรรจุ และบรรจุในภาชนะที่ป้องกันอากาศภายนอกเข้าไปได้ เก็บรักษาในอุณหภูมิปกติได้
| ไม่ต้องขอเลข อย. | ต้องขอเลข อย. |
|---|---|
| ข้าวกล่อง ก๋วยเตี๋ยว ของหวานทำสด ส่งวันต่อวัน | น้ำพริกบรรจุขวด ซอสซีลถุง อาหารพร้อมทานที่เก็บได้เป็นเดือนโดยไม่ต้องแช่ |
จุดที่ร้านมักข้ามเส้นโดยไม่รู้ตัวคือตอนที่เริ่มทำของขายแบบเก็บได้ เช่น เริ่มทำน้ำพริกใส่ขวดขายเพิ่มจากข้าวกล่อง หรือทำซอสของร้านแยกขาย ตรงนั้นคือจุดที่ย้ายจากคอลัมน์ซ้ายไปคอลัมน์ขวา และต้องกลับไปตั้งต้นเรื่องสถานที่ผลิตกับเลข อย. ใหม่ — ถ้าคิดจะทำ ให้โทรถาม อย. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดก่อนลงมือ
แอปไม่ถาม ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องมี
แต่ละแพลตฟอร์มขอเอกสารตอนสมัครไม่เท่ากันและเปลี่ยนเงื่อนไขได้ตลอด รายการล่าสุดต้องดูจากหน้าสมัครของแต่ละเจ้าเอง
สิ่งที่แน่นอนกว่าคือ รายการเอกสารของแอป กับรายการที่กฎหมายกำหนด เป็นคนละชุดกัน ต่อให้ส่งเอกสารที่แอปขอครบทุกใบ หน้าที่ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุขและพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ก็ไม่ได้จบลงที่แอป
ผลที่ตามมาก็คนละเรื่องกันด้วย — ผิดเงื่อนไขแพลตฟอร์มคือถูกปิดร้านในแอป ส่วนฝั่งกฎหมายมีบทลงโทษของตัวเองตามที่เขียนไว้ข้างบน และผู้ที่รับผิดคือเจ้าของครัว ไม่ใช่แอป
ภาษี — ส่วนที่ต่อจากนี้
เรื่องภาษีของการขายอาหารออนไลน์ใช้หลักเดียวกับร้านทั่วไป คือรายได้ที่เกิดขึ้นต้องนำไปยื่นตามประเภทเงินได้ของตัวเอง
- ภาพรวมภาษีที่คนทำร้านอาหารต้องรู้ อยู่ใน สรุป 3 ภาษีหลักที่คนทำร้านอาหารต้องรู้
- ส่วนเกณฑ์ที่ทำให้ธนาคารต้องส่งข้อมูลบัญชีให้กรมสรรพากร — ฝากหรือรับโอนรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาท ซึ่งร้านที่รับโอนทุกบิลเข้าเกณฑ์ง่ายกว่าที่คิด — อยู่ใน รับเงินด้วย QR พร้อมเพย์ในร้านอาหาร พร้อมคำอธิบายว่าการถูกรายงานไม่ได้แปลว่าต้องเสียภาษีเพิ่ม
ลำดับที่ควรทำ
ส่วนที่เป็นข้อกฎหมาย
- แจ้งสถานที่จำหน่ายอาหารกับท้องถิ่น — มาตรา 38 กำหนดให้ทำก่อนจัดตั้ง จึงเป็นอย่างแรก
- จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ — ที่ท้องถิ่นเดียวกัน 50 บาท ภายใน 30 วันนับแต่เริ่มประกอบกิจการ
- ดูว่าของที่ขายเข้าข่ายต้องมีเลข อย. ไหม — ถ้ายังเป็นอาหารปรุงสดส่งทันทีอย่างเดียว ข้ามไปได้เลย
ส่วนที่ไม่ใช่ข้อกฎหมาย แต่ทำแล้วชีวิตง่ายขึ้น
- แยกบัญชีรับเงินของร้านออกจากบัญชีส่วนตัว — ตอนไล่ยอดจะไม่มีเงินโอนจากญาติปนเข้ามา และตอนต้องชี้แจงก็อธิบายง่ายกว่ามาก
- เก็บตัวเลขยอดขายไว้ตั้งแต่บิลแรก — ข้อนี้ไม่มีกฎหมายไหนในสามข้อข้างบนบังคับ แต่เป็นข้อเดียวที่ย้อนกลับไปทำใหม่ไม่ได้ เพราะข้อมูลของเดือนที่แล้วสร้างทีหลังไม่ได้
เรื่องเก็บตัวเลข ขอพูดให้ครบทั้งสองด้าน — แอปเดลิเวอรีมีรายงานยอดขายของตัวเองให้อยู่แล้ว และรายการเดินบัญชีธนาคารก็ย้อนดูได้ ⇒ ถ้าขายช่องทางเดียวและไม่ได้ขายหน้าร้านเลย เท่านี้ก็พอสำหรับช่วงเริ่มต้น
สิ่งที่ระบบขายหน้าร้านเพิ่มให้คือตอนที่เริ่มมีหลายช่องทาง — ออเดอร์จากสองสามแอป บวกลูกค้าที่ทักมาสั่งเอง บวกคนที่มารับที่บ้าน ซึ่งไม่มีรายงานไหนรวมให้ และตอนที่อยากรู้ว่าเมนูไหนทำกำไรจริง
กินซี่ (Ginzii) รับออเดอร์และออกบิลจากมือถือหรือแท็บเล็ตที่มีอยู่แล้ว แพ็กเกจฟรีให้ 50 บิลต่อเดือน ดูบิลย้อนหลังในแอปได้ 7 วัน และส่งออกไฟล์ Excel เก็บเองได้ทุกแพ็กเกจ ⇒ ครัวที่บ้านที่ออเดอร์ยังไม่เยอะเริ่มจากตรงนี้ได้ แต่ถ้าวันละเกินสองบิลขึ้นไปเป็นประจำ โควตาฟรีจะไม่พอทั้งเดือน ⇒ ต้องกดส่งออกไฟล์เก็บไว้เองสม่ำเสมอ หรือขยับไปแพ็กเกจที่รองรับจำนวนบิลจริงของร้าน (ดูรายละเอียดแพ็กเกจ)
สรุป
- แอปอนุมัติ ไม่เท่ากับเอกสารครบ — สิ่งที่แพลตฟอร์มขอกับสิ่งที่กฎหมายกำหนดเป็นคนละชุดกัน
- มีเรื่องต้องทำจริง 2 อย่าง สำหรับครัวที่บ้านที่ทำอาหารสด คือแจ้งสถานที่จำหน่ายอาหาร กับจดทะเบียนพาณิชย์ 50 บาท — ยื่นที่ท้องถิ่นเดียวกัน
- ประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่ใช้อยู่คือฉบับ พ.ศ. 2567 ซึ่งยกเลิกฉบับที่ 11 พ.ศ. 2553 ที่เว็บส่วนใหญ่ยังอ้างไปแล้ว
- ขายผ่านอินเทอร์เน็ตอยู่ในข้อ 5(5) ซึ่งไม่มีเกณฑ์ยอดขั้นต่ำ — เส้นที่มีจริงคือเป็นการประกอบพาณิชยกิจหรือยัง ซึ่งถ้าไม่แน่ใจ ถามนายทะเบียนท้องถิ่นได้ฟรี
- นิติบุคคลไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์แล้ว และใบเก่าสิ้นผลเองโดยไม่ต้องจดทะเบียนเลิก — แต่ "ห้างหุ้นส่วนสามัญ" ที่ไม่ได้จดทะเบียนยังต้องจด
- ครัวที่บ้านเข้านิยาม "สถานที่จำหน่ายอาหาร" เพราะนิยามครอบคลุมถึงการนำไปบริโภคที่อื่น ⇒ ไม่เกิน 200 ตารางเมตรทำแค่ แจ้ง ไม่ต้องขอใบอนุญาต
- เลข อย. ผูกกับลักษณะอาหาร ไม่ใช่ช่องทางขาย — ปรุงสดส่งทันทีไม่ต้องขอ แต่พอเริ่มทำของบรรจุปิดสนิทที่เก็บได้นาน ต้องกลับมาตั้งต้นใหม่
รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น
กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน
คำนวณต้นทุนต่อจานฟรีหรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
บทความนี้มีประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนที่ทำร้านได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
- ขายอาหารออนไลน์ที่บ้าน ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม
- ถ้าทำเป็นการประกอบพาณิชยกิจ ต้องจด ประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับ พ.ศ. 2567 ข้อ 5(5) ระบุการซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไว้เป็นพาณิชยกิจที่บุคคลธรรมดาและห้างหุ้นส่วนสามัญต้องจดทะเบียน และข้อนี้ไม่ได้เขียนเกณฑ์ยอดขายไว้ ต่างจากข้อ 5(2) เรื่องการขายสินค้าทั่วไปที่มีเกณฑ์ 300 บาทต่อวัน ส่วนคนที่ทำขายเป็นครั้งคราวโดยไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ เส้นแบ่งตรงนี้ไม่คม ให้ถามนายทะเบียนพาณิชย์ที่เทศบาลหรือ อบต. ใกล้บ้านได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
- จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยื่นที่ไหน ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่
- ยื่นที่ท้องถิ่นที่บ้านหรือครัวตั้งอยู่ ไม่ใช่ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตามข้อ 6 ของประกาศคือสำนักงานทะเบียนพาณิชย์กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดเฉพาะในท้องที่นอกเขตเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนตั้งใหม่ 50 บาท เปลี่ยนแปลงรายการครั้งละ 20 บาท เลิกกิจการ 20 บาท และมาตรา 11 กำหนดให้ยื่นภายใน 30 วันนับแต่วันที่เริ่มประกอบพาณิชยกิจ
- ไม่จดทะเบียนพาณิชย์ มีโทษอะไร
- มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 กำหนดโทษปรับไม่เกินสองพันบาท และในกรณีที่เป็นความผิดต่อเนื่องกัน ให้ปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งร้อยบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
- ทำอาหารขายที่บ้าน ไม่มีที่นั่งกิน ต้องขออนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหารไหม
- อ่านตามตัวบทแล้วเข้าข่าย เพราะนิยามสถานที่จำหน่ายอาหารในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ครอบคลุมถึงการจำหน่ายให้นำไปบริโภคที่อื่นก็ตาม ไม่ได้จำกัดเฉพาะร้านที่มีที่นั่ง ส่วนขั้นตอนขึ้นกับขนาดพื้นที่ตามมาตรา 38 คือเกิน 200 ตารางเมตรต้องขอใบอนุญาต ไม่เกิน 200 ตารางเมตรแค่แจ้งเพื่อขอรับหนังสือรับรองการแจ้งก่อนการจัดตั้ง ซึ่งครัวที่บ้านแทบทั้งหมดอยู่ในกลุ่มหลัง
- ไม่แจ้งสถานที่จำหน่ายอาหาร มีโทษเท่าไหร่
- ตามมาตรา 72 ที่แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการสาธารณสุข ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2560 กรณีพื้นที่เกิน 200 ตารางเมตรโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนพื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตรโดยไม่มีหนังสือรับรองการแจ้ง โทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท เอกสารเก่าหลายฉบับบนอินเทอร์เน็ตยังเขียนเป็นอัตราก่อนแก้ไข
- ขายอาหารออนไลน์ต้องมีเลข อย. ไหม
- อาหารปรุงสดที่ส่งให้ลูกค้ากินวันต่อวัน เช่น ข้าวกล่อง ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง ของหวานทำสด ไม่ต้องขอเลขสารบบอาหาร เพราะเกณฑ์ผูกกับลักษณะของอาหาร ไม่ใช่ช่องทางขาย กลุ่มที่ต้องขอคืออาหารที่ผ่านกรรมวิธีถนอมอาหารแล้วบรรจุในภาชนะที่ปิดสนิทซึ่งเก็บที่อุณหภูมิปกติได้นาน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 355 พ.ศ. 2556 เช่น น้ำพริกบรรจุขวด ซอสซีลถุง
- สมัครแอปเดลิเวอรีผ่านแล้ว ถือว่าขายถูกกฎหมายแล้วหรือยัง
- ยังไม่ใช่ รายการเอกสารที่แพลตฟอร์มขอกับรายการที่กฎหมายกำหนดเป็นคนละชุดกัน ต่อให้ส่งเอกสารที่แอปขอครบทุกใบ หน้าที่ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุขและพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ก็ไม่ได้จบลงที่แอป และผลที่ตามมาก็คนละเรื่องกัน คือผิดเงื่อนไขแพลตฟอร์มจะถูกปิดร้านในแอป ส่วนฝั่งกฎหมายมีบทลงโทษของตัวเองซึ่งผู้รับผิดคือเจ้าของครัว