Ginzii
จัดการร้าน

สรุป 3 ภาษีหลักที่คนทำร้านอาหารต้องรู้ (เข้าใจง่าย ไม่โดนย้อนหลัง)

ขายดีแต่ระวังโดนสรรพากรเรียกย้อนหลัง สรุปภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล) ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT เกณฑ์ 1.8 ล้าน และภาษีหัก ณ ที่จ่าย แบบภาษาคน พร้อมเช็คลิสต์กันโดนเบี้ยปรับ

ทีม Ginziiอ่าน 8 นาที

เจ้าของร้านอาหารนั่งดูเอกสารภาษีและใบเสร็จบนโต๊ะ พร้อมเครื่องคิดเลข

"ขายดีจนล้างจานไม่ทัน แต่ทำไมปลายปีไม่มีเงินเหลือจ่ายภาษี?"

ปัญหาของร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากขายไม่ดี แต่เกิดจากการ ไม่รู้กฎเกมภาษี จนวันหนึ่งได้รับหนังสือเชิญพบจากสรรพากร พร้อมยอดที่ต้องจ่ายย้อนหลัง — และที่แพงจริงมักไม่ใช่ตัวภาษี แต่เป็น เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ที่พอกขึ้นทุกเดือนที่ปล่อยไว้

บทความนี้สรุป 3 ภาษีหลักที่ร้านอาหารต้องจัดการให้ถูก แบบภาษาคน ไม่ต้องมีพื้นบัญชี เน้นจุดที่ทำให้ร้านโดนเรียกย้อนหลังบ่อยที่สุด

ข้อมูลตรวจสอบล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2569 กฎหมายและอัตราภาษีเปลี่ยนได้ ตัวเลขในบทความใช้เพื่อให้เห็นภาพ รายละเอียดและเงื่อนไขที่ใช้กับร้านของคุณ ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือนักบัญชีอีกครั้ง หากคุณเพิ่งเปิดร้านและอยากเห็นภาพรวมเอกสารทั้งหมดก่อน อ่าน เปิดร้านอาหารต้องจดทะเบียนและเสียภาษีอะไรบ้าง ประกอบ

1. ภาษีเงินได้ — เลือกโครงสร้างให้ถูก เซฟได้หลักหมื่น

เมื่อมีรายได้จากการขายอาหาร คุณต้องเสียภาษีเงินได้ตามรูปแบบธุรกิจ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ทางหลัก และการเลือกผิดตั้งแต่แรกทำให้เสียภาษีเกินจริงได้เยอะ

หัวข้อบุคคลธรรมดานิติบุคคล (บริษัท / ห้างหุ้นส่วน)
ฐานคำนวณยอดขาย − ค่าใช้จ่าย (หักเหมา 60% หรือหักตามจริง)รายได้ − ค่าใช้จ่ายจริงที่มีเอกสาร = กำไรสุทธิ
อัตราภาษีขั้นบันได 5% – 35%15% – 20% (กำไรสุทธิ 3 แสนแรกได้รับยกเว้น กรณีเข้าเงื่อนไข SME)
เหมาะกับร้านเล็ก ยอดขายไม่เยอะ เอกสารไม่ซับซ้อนร้านที่ยอดขายเริ่มสูง หรือมีบิลค่าใช้จ่ายชัดเจน

⚠️ กับดักของ "หักค่าใช้จ่ายเหมา 60%"

ถ้าเลือกเป็นบุคคลธรรมดาแล้วหักค่าใช้จ่ายแบบ เหมา 60% หมายความว่ากฎหมายสมมติว่าร้านคุณมีกำไร 40% ของยอดขาย

ฟังดูดี แต่คิดต่อ — ร้านอาหารตามสั่งหรือก๋วยเตี๋ยวจำนวนมากมีกำไรจริงแค่ 15–20% เพราะต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าคนกินไปเยอะ ถ้าความจริงกำไร 20% แต่โดนคิดภาษีบนฐานกำไร 40% เท่ากับคุณ จ่ายภาษีบนกำไรที่ไม่มีอยู่จริง

ในกรณีแบบนี้ การหักค่าใช้จ่าย ตามจริง (บุคคลธรรมดาก็เลือกหักตามจริงได้ ถ้าเก็บบิลครบและทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้พิสูจน์ได้) จะเสียภาษีบนกำไรจริงที่เหลือ ไม่ใช่บนกำไรที่ถูกสมมติ — นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเก็บใบเสร็จฝั่งซื้อทุกใบถึงสำคัญ

การ จดเป็นนิติบุคคล ก็เป็นอีกทางที่ร้านรายรับสูงแต่กำไรบางมักได้เปรียบ (เสียภาษีบนกำไรสุทธิจริง + ยกเว้น 3 แสนแรก) แต่ไม่ใช่สูตรสำเร็จว่า "จดบริษัทแล้วประหยัดกว่าเสมอ" เพราะมีต้นทุนทำบัญชี ปิดงบ จ้างผู้สอบบัญชี และตอนถอนกำไรออกมาเป็นเงินปันผลยังมีภาษีอีกชั้น ควรให้นักบัญชีช่วยคำนวณเทียบจากตัวเลขจริงของร้านก่อนตัดสินใจ

จุดที่หลายคนไม่รู้ — ขาดทุนก็อาจยังต้องเสียภาษี

เจ้าของร้านหลายคนคิดว่า "ปีนี้กำไรน้อย/ขาดทุน ไม่ต้องเสียภาษี" ซึ่งไม่จริงเสมอไปสำหรับบุคคลธรรมดา

รายได้จากการขายอาหารถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 กฎหมายกำหนดว่าถ้ามีเงินได้ประเภทนี้ (นับจาก ยอดรายรับ ไม่ใช่กำไร) เกิน 120,000 บาท ต้องคำนวณภาษีอีกวิธีคือ ไม่น้อยกว่า 0.5% ของยอดรายรับ แล้วเทียบกับวิธีขั้นบันได เสียตามตัวที่สูงกว่า (มีข้อยกเว้นถ้าคำนวณวิธีนี้แล้วไม่เกิน 5,000 บาท) แปลว่าร้านที่รายรับสูงแต่กำไรบาง อาจต้องเสียภาษีขั้นต่ำจากยอดขายแม้กำไรจะน้อย

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) — กับดักใหญ่ที่สุดของคนทำร้านอาหาร

ภาษีตัวนี้ไม่ใช่เงินของร้าน แต่เป็นเงินที่ร้าน เก็บแทนรัฐ จากลูกค้า และเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ร้านโดนเรียกย้อนหลังจนต้องปิดตัว

เกณฑ์ตัดสิน: เมื่อไหร่ก็ตามที่ รายรับ (ยอดขายก่อนหักค่าใช้จ่าย) เกิน 1,800,000 บาท/ปี ต้องจดทะเบียน VAT

ลองแปลงเป็นภาพที่จับต้องได้ — 1.8 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยแล้วคือยอดขายแค่ประมาณ 4,900 บาท/วัน เท่านั้น ร้านที่ขายดีพอสมควรจะแตะเกณฑ์นี้เร็วกว่าที่คิด หลายร้านเลยเส้นไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

ย้ำให้ชัด: เกณฑ์วัดที่ ยอดขายสะสมทั้งปีทะลุ 1.8 ล้าน ไม่ได้วัดเป็นรายวัน ตัวเลข 4,900 บาท/วันเป็นแค่ค่าเฉลี่ยให้เห็นภาพ ร้านที่ขายพุ่งช่วงเทศกาลแต่ทั้งปีไม่ถึง 1.8 ล้านก็ยังไม่เข้าเกณฑ์ ที่ต้องจับตาคือ ยอดสะสม ไม่ใช่ยอดวันใดวันหนึ่ง

ลำดับขั้นเมื่อยอดขายร้านอาหารทะลุ 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจด VAT ภายใน 30 วัน แล้วออกใบกำกับภาษีและนำส่งภาษีทุกเดือน
พอยอดขายทะลุ 1.8 ล้าน/ปี นาฬิกา 30 วันเริ่มเดินทันที

ระวัง: อัตรา 7% ไม่ใช่อัตราถาวร อัตราตามประมวลรัษฎากรจริง ๆ คือ 10% แต่มีพระราชกฤษฎีกาลดให้ชั่วคราวและต่ออายุกันปีต่อปี ฉบับปัจจุบันมีผลถึง 30 กันยายน 2569 ก่อนใช้ตัวเลขนี้วางแผนระยะยาว ควรเช็กว่ามีการต่ออายุแล้วหรือยัง

🛑 เตือนภัยสายบวกราคา — ทำไมย้อนหลังถึงแพงกว่าที่คิด

ถ้าร้านเกินเกณฑ์แล้วไม่จด พอโดนเรียกย้อนหลัง สรรพากรจะคิด VAT 7% จากยอดขายทั้งหมด ที่ควรเก็บ (ทั้งที่ร้านไม่เคยบวกเก็บจากลูกค้าเลย — กลายเป็นควักเนื้อ และมักเอาภาษีซื้อมาหักไม่ได้เพราะไม่มีใบกำกับที่ถูกต้อง) แล้วยังบวกอีก 2 ก้อน:

  • เบี้ยปรับ — กรณีไม่จดทะเบียน/ไม่ยื่นแบบ สูงสุด 2 เท่า ของภาษี (มีระเบียบลดหย่อนได้ถ้าเข้าไปชำระเอง)
  • เงินเพิ่ม1.5% ต่อเดือน ของตัวภาษี เดินไปเรื่อย ๆ ทุกเดือนที่ปล่อยไว้ (สูงสุดไม่เกินตัวภาษี)

ยิ่งรู้ตัวช้า ยอดยิ่งบาน — นี่คือเหตุผลว่าทำไมร้านหลายแห่งต้องปิดตัวเพราะข้อนี้ข้อเดียว

3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย + ภาษีท้องถิ่น — ตัวที่มองข้ามบ่อยสุด

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (เงินที่ต้องกันไว้จ่ายแทนคู่ค้า)

หน้าที่หักค่าเช่า/ค่าบริการ/ค่าโฆษณา เป็นของ ร้านที่จดเป็นนิติบุคคล เป็นหลัก (ร้านบุคคลธรรมดาทั่วไปไม่ต้องหักส่วนนี้) เวลาจ่ายเงินบางประเภท ต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้นำส่งสรรพากรแทนผู้รับเงิน

ข้อยกเว้นที่ทุกร้านต้องรู้: การหักภาษี ณ ที่จ่ายจาก เงินเดือน/ค่าจ้างพนักงาน ที่ถึงเกณฑ์ เป็นหน้าที่ของนายจ้าง ทุกแบบ ไม่ว่าจะบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล อย่าเข้าใจว่าร้านบุคคลธรรมดาไม่ต้องหักอะไรเลย

จ่ายค่าอะไรหักไว้
ค่าเช่าสถานที่5%
ค่าบริการ / จ้างทำของ (เช่น ค่าทำป้าย ค่าล้างเครื่องดูดควัน)3%
ค่าโฆษณา / การตลาด2%

เงินที่หักไว้ต้องนำส่งสรรพากรภายใน วันที่ 7 ของเดือนถัดไป (ยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา, ภ.ง.ด.53 ถ้าผู้รับเป็นนิติบุคคล)

ภาษีท้องถิ่น (จ่ายให้เทศบาล / อบต. / เขต)

  • ภาษีป้าย — คิดตามขนาดและประเภท ตัวอักษร บนป้าย ป้ายอักษรไทยล้วนถูกที่สุด ป้ายที่มีอักษรต่างประเทศปน หรือไม่มีอักษรไทยเลย/อักษรไทยอยู่ใต้อักษรต่างประเทศ จะแพงขึ้น (มีขั้นต่ำ 200 บาท/ป้าย) ยื่นและชำระเป็นรายปี
  • ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง — ที่ใช้เชิงพาณิชย์เสียในอัตราสูงกว่าที่อยู่อาศัย ผู้มีหน้าที่เสียคือเจ้าของที่ดิน/อาคาร ดังนั้นถ้าร้านเช่า ให้ดูสัญญาว่าใครรับภาระส่วนนี้ เพราะบางสัญญาผลักมาที่ผู้เช่า

🛡️ เช็คลิสต์ 3 ข้อ กันโดนเรียกย้อนหลัง

  1. แยกบัญชีร้านกับบัญชีส่วนตัวให้ชัด — เวลาสรรพากรตรวจสเตทเมนต์จะไม่สับสน และคุณเองก็เห็นกำไรจริงของร้าน
  2. เก็บใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีฝั่งซื้อไว้เสมอ — ค่าวัตถุดิบ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอุปกรณ์ ทุกใบคือค่าใช้จ่ายที่เอามาหักลดภาษีได้จริง (และเป็นตัวช่วยให้ "หักตามจริง" คุ้มกว่าเหมา)
  3. ทำประมาณการยอดขายทุกสิ้นเดือน — พอยอดขายสะสมเริ่มแตะ 1.5–1.6 ล้านบาท ให้เตรียมแผน VAT ทันที ไม่ต้องรอให้ทะลุ 1.8 ล้านแล้วค่อยวิ่ง

สรุป

ภาษีร้านอาหารไม่ได้น่ากลัวถ้าเข้าใจกติกา — เลือกโครงสร้างเงินได้ให้เหมาะกับกำไรจริง จับตาเกณฑ์ VAT ที่ 1.8 ล้านบาทแบบเรียลไทม์ และอย่าลืมภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับภาษีท้องถิ่นที่คนมักมองข้าม สิ่งที่ป้องกันการโดนย้อนหลังได้ดีที่สุดคือการมีตัวเลขยอดขายและรายจ่ายที่ถูกต้องเป็นปัจจุบัน

Ginzii เป็นระบบ POS สำหรับร้านอาหารไทย ออกบิลและดูยอดขายได้ฟรีตั้งแต่วันแรก เริ่มใช้ฟรีได้ที่นี่ ส่วนรายงานยอดขาย ที่ช่วยให้เห็นยอดขายรวมว่าใกล้ถึงเกณฑ์ VAT 1.8 ล้านหรือยัง มีในแพ็กเกจ Mini (฿99/เดือน) ขึ้นไป

เห็นต้นทุนร้านชัดตั้งแต่วันแรก

Ginzii คือระบบ POS สำหรับร้านอาหารและคาเฟ่เปิดใหม่ในไทย รู้ต้นทุนต่อจานและของเสียได้จริง เริ่มใช้ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มใช้ฟรี