Ginzii
จัดการร้าน

ค่าบริการ 10% เก็บได้ไหม กฎหมายไทยบังคับอะไรจริง และร้านต้องแสดงตรงไหน

หลายคนเชื่อว่ากฎหมายห้ามร้านอาหารเก็บค่าบริการเกิน 10% แต่เมื่อไล่ตัวบทจริงตั้งแต่ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฉบับล่าสุด ไปจนถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กลับไม่มีเพดานเปอร์เซ็นต์อยู่ในนั้นเลย สิ่งที่กฎหมายบังคับจริงคือการแสดงให้ครบและชัดควบคู่กับราคาอาหาร บทความนี้ไล่ให้เห็นว่าต้องแสดงตรงไหนบ้าง โทษเท่าไหร่และเปลี่ยนไปแล้วยังไง ค่าบริการต้องเสีย VAT ไหม และร้านเล็กควรเก็บหรือเปล่า

ทีม Ginziiอ่าน 30 นาที
แชร์
เมนูตั้งโต๊ะในร้านอาหารไทยที่มีรายการอาหารพร้อมราคา และมีข้อความกำกับเรื่องค่าบริการอยู่ใต้ราคาในหน้าเดียวกัน มีมือลูกค้ากำลังเปิดอ่าน
จุดที่กฎหมายสนใจไม่ใช่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ แต่คือว่าลูกค้าเห็นมันตอนไหน

ดราม่าค่าบริการที่ขึ้นหน้าฟีดทุกสองสามเดือนมีรูปแบบเหมือนกันเกือบทุกครั้ง ลูกค้าจ่ายบิลแล้วเจอบรรทัดที่ไม่ได้คาดคิด ร้านบอกว่าเขียนไว้แล้ว ลูกค้าบอกว่าไม่เห็น จบด้วยการแคปบิลลงโซเชียลและมีคนมาเถียงกันสองฝั่งว่ากฎหมายห้ามเก็บเกิน 10% หรือเปล่า

สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อไล่ตัวบทจริงตั้งแต่ต้นจนจบ ประเด็นที่คนเถียงกันมากที่สุดกลับไม่ใช่ประเด็นที่กฎหมายเขียนไว้ และประเด็นที่กฎหมายเขียนไว้ชัดที่สุดกลับแทบไม่มีใครพูดถึง

บทความนี้ไล่ให้เห็นทีละชั้นว่าตัวบทเขียนว่าอะไร โทษเท่าไหร่และเปลี่ยนไปแล้วอย่างไร ค่าบริการโดนภาษีตรงไหน และร้านต้องแก้อะไรบ้างเพื่อให้ลูกค้ารู้ยอดที่ต้องจ่ายจริงตั้งแต่ก่อนสั่ง ซึ่งเป็นทางเดียวที่ทำให้ไม่มีใครต้องมาเถียงกันที่หน้าเคาน์เตอร์

เรื่องที่กฎหมายบังคับจริง ไม่ใช่เพดาน แต่เป็นการแสดง

ร้านอาหารเข้ามาอยู่ในขอบเขตของกฎหมายชุดนี้ผ่านสายที่ยาวกว่าที่คิด และการรู้เส้นทางนี้ช่วยตอบคำถามที่ร้านถามบ่อยที่สุดได้ นั่นคือร้านเล็ก ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในห้างต้องทำตามด้วยหรือเปล่า

ต้นทางคือ พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือที่เรียกย่อว่า กกร. ออกประกาศกำหนดให้ผู้จำหน่ายแสดงราคาสินค้าหรือบริการได้ คำอธิบายสรุปสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ที่กองกฎหมาย กรมการค้าภายใน จัดทำไว้เมื่อตุลาคม 2567 อธิบายมาตรา 28 ไว้ว่าอำนาจนี้ใช้ได้ "ไม่ว่าสินค้าหรือบริการนั้นจะเป็นสินค้าหรือบริการควบคุม…หรือไม่ก็ตาม"

ประโยคนั้นสำคัญ เพราะความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าต้องเป็นสินค้าควบคุมก่อนถึงจะโดนกฎเรื่องป้ายราคา ของจริงคือหน้าที่แสดงราคาไม่ได้ผูกกับสถานะสินค้าควบคุมเลย

ประกาศที่ใช้อำนาจนั้นออกใหม่แทบทุกปี ฉบับที่ใช้อยู่ตอนนี้คือ ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 73 พ.ศ. 2569 เรื่อง การแสดงราคาสินค้าและค่าบริการ ประกาศ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ซึ่งยกเลิกฉบับก่อนหน้าและมีอายุตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อเปิดอ่านทั้งฉบับจะเห็นเส้นทางที่พาร้านอาหารเข้ามาดังนี้

ขั้นตัวบท
ร้านอาหารเข้าทางไหนบัญชี ก แนบท้ายประกาศ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม ลำดับที่ 35 คือ อาหารปรุงสำเร็จ อาหารพร้อมปรุง
หน้าที่พื้นฐานข้อ 3 ให้ผู้จำหน่ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าตามบัญชี ก
ค่าบริการเข้าข้อไหนข้อ 9 กรณีเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกเหนือจากราคาที่แสดงไว้ "จะต้องแสดงค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ชัดเจนและครบถ้วน โดยแสดงไว้ควบคู่กับการแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าหรือค่าบริการที่ให้บริการ"

มีจุดที่ต้องระวังในการอ้าง ประกาศฉบับนี้มีบัญชี ข ซึ่งเป็นรายการ บริการ อยู่อีกชุดหนึ่ง แต่ "บริการร้านอาหาร" ไม่ได้อยู่ในบัญชีนั้น สิ่งที่อยู่ในบัญชี ข คือบริการอย่างการรับจ้างซ่อมรถ ตัดผม กวดวิชา หรือให้เช่าห้องพัก ร้านอาหารจึงเข้ามาทางฝั่ง สินค้า ในบัญชี ก ไม่ใช่ทางฝั่งบริการ การเขียนว่าร้านอาหารเป็นบริการควบคุมจึงไม่ถูกต้อง

สรุปชั้นแรกคือ กฎหมายไม่ได้เข้ามาบอกร้านว่าจะเก็บเท่าไหร่ แต่เข้ามาบอกว่า ถ้าจะเก็บ ต้องบอกให้เห็นก่อนที่ลูกค้าจะสั่ง

แล้วเพดาน 10% มาจากไหน

ตัวเลข 10% ที่คนจำกันได้แทบทุกคนมีที่มาที่ตามรอยได้ และการตามรอยนั้นเปลี่ยนวิธีที่ร้านควรใช้ตัวเลขนี้

เอกสารเผยแพร่ของ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่เผยแพร่เมื่อปี 2560 หัวข้อว่าด้วย service charge เขียนไว้ว่า

"อัตราการเรียกเก็บ service charge ที่เหมาะสม ตามกฎหมายที่กรมการค้าภายในกำกับอยู่คือ ต้องไม่เกิน 10% เนื่องจากเป็นอัตราราคาที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่รับทราบตามสากลและยอมรับได้"

อ่านให้ดีจะเห็นว่าเหตุผลที่ให้ไว้ในประโยคเดียวกันนั้นเป็นเหตุผล เชิงสังคม คือผู้บริโภคยอมรับได้ ไม่ใช่การอ้างข้อของประกาศฉบับใดฉบับหนึ่ง และท้ายเอกสารฉบับนั้นระบุแหล่งที่มาของตัวเองไว้ว่าเรียบเรียงจากสื่อ ไม่ใช่จากตัวบท

ห้าปีถัดมา วันที่ 4 ตุลาคม 2565 สคบ. แถลงเรื่องเดียวกันอีกครั้งในหัวข้อ "Service Charge (เซอร์วิสชาร์จ) กับสิทธิของผู้บริโภค" คราวนี้อ้างเลขข้อของประกาศจริง และเมื่อพูดถึงอัตราที่ควรเรียกเก็บ ใช้ถ้อยคำว่า

"Service charge ที่เรียกเก็บ ควรกำหนดราคาที่เหมาะสมตามสมควร เพื่อไม่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยคำนึงถึงบริการที่เป็นพิเศษกว่าค่าบริการตามปกติ"

ทั้งคำแถลงไม่มีตัวเลข 10% อยู่เลยแม้แต่ครั้งเดียว และเมื่อเปิดประกาศฉบับที่ 73 อ่านครบทุกหน้าก็ไม่พบเพดานเปอร์เซ็นต์ใด ๆ เช่นกัน

ก่อนหน้านั้นอีก สคบ. เคยอธิบายเรื่องเดียวกันไว้ชัดกว่านั้นด้วยซ้ำ เมื่อ 22 กันยายน 2559 นายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการ สคบ. ในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์ว่า

"ประเทศไทยมี พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เรื่องการแสดงสินค้าและบริการ ซึ่งไม่ได้ระบุว่าจัดเก็บได้เท่าใด แต่ให้ผู้ประกอบการแสดงราคา … หากร้านค้าไม่ได้แสดงราคาถือว่าผิดกฎหมาย"

เหตุผลที่หนักกว่าการค้นแล้วไม่เจอ

คนที่ยืนยันว่ามีเพดานมักตอบว่า "ก็ต้องมีอยู่ในกฎหมายสักฉบับ" คำตอบที่ตรงกว่านั้นอยู่ที่โครงสร้างอำนาจ ไม่ใช่ที่การค้นหา

ประกาศ กกร. เรื่องการแสดงราคาสินค้าและค่าบริการ เขียนไว้ที่หน้าแรกของตัวเองว่าออกโดย "อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ (๕) และมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. ๒๕๔๒" และมาตรา 28 คืออำนาจ สั่งให้แสดงราคา ล้วน ๆ ตัวบทเขียนว่า

"ให้คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ซื้อเพื่อจำหน่ายหรือผู้นำเข้าเพื่อจำหน่ายสินค้าหรือบริการแสดงราคาสินค้าหรือบริการ ในการนี้ คณะกรรมการอาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการแสดงราคาสินค้าหรือบริการไว้ด้วยก็ได้"

ในมาตรานี้ไม่มีคำว่าอัตรา เพดาน หรือร้อยละอยู่เลย ประกาศที่ออกตามมาตรานี้จึงตั้งเพดานไม่ได้ตั้งแต่ต้น ต่อให้อยากตั้งก็ทำไม่ได้ เพราะเกินอำนาจที่กฎหมายแม่ให้มา

แล้วทางที่กฎหมายเปิดให้ตั้งเพดานเป็นตัวเลขจริง ๆ มีสองทาง และปิดทั้งคู่

ทางทำไมใช้กับร้านอาหารไม่ได้
มาตรา 25(2) ให้อำนาจกำหนดอัตรากำไรสูงสุดต่อหน่วยตัวบทเปิดหัวว่า "เมื่อได้มีการประกาศกำหนดสินค้าหรือบริการควบคุมตามมาตรา ๒๔ แล้ว" ⇒ ต้องเป็นสินค้าหรือบริการควบคุมก่อน ซึ่งบริการร้านอาหารไม่ได้อยู่ในบัญชีนั้น
มาตรา 29 วรรคสอง ให้อำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ว่าอะไรคือ "สูงเกินสมควร" โดยต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาค้นคลังกฎหมายของกรมการค้าภายในแล้วไม่พบประกาศที่ออกตามวรรคนี้ ⇒ คำว่าสูงเกินสมควรยังไม่เคยถูกแปลงเป็นตัวเลข

จุดที่สองนี้สำคัญ เพราะบริการควบคุมของปี 2569 มีอยู่แค่ห้ารายการ คือลิขสิทธิ์เพลง บริการรับส่งอาหารออนไลน์ บริการทางการเกษตร บริการรักษาพยาบาล และบริการรับชำระเงิน ณ จุดบริการ ไม่มีบริการร้านอาหารอยู่ในนั้น

ธรรมเนียมจริงในตลาดไทย

ตัวเลขที่เก็บกันจริงแบ่งตามประเภทร้านค่อนข้างชัด โรงแรมและร้านไฟน์ไดนิ่งคือกลุ่มที่เก็บเป็นมาตรฐาน ส่วนใหญ่อยู่ที่ 10% แล้วบวก VAT 7% อีกชั้น ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า "++" ที่เห็นท้ายราคาในเมนูโรงแรม ร้านสบาย ๆ และร้านสตรีทฟู้ดโดยทั่วไปไม่เก็บ ส่วนเชนร้านอาหารในห้างหลายเจ้าเลือกประกาศเป็น "ราคาสุทธิ" ไปเลยแทนที่จะเก็บเป็นเปอร์เซ็นต์

ที่น่าสนใจคือ เก็บเกิน 10% มีอยู่จริง มีบิลร้านหนึ่งที่เป็นข่าวเมื่อมิถุนายน 2568 คิดค่าบริการ 11% และไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดำเนินการ เรื่องจบที่การถกกันในโซเชียล ไม่ใช่ที่การร้องเรียน ซึ่งสอดคล้องกับที่ไล่ตัวบทมาทั้งหมด ส่วนตัวเลข 15 ถึง 20% ที่พูดต่อ ๆ กันมานั้น เราหาบิลจริงหรือชื่อร้านมายืนยันไม่ได้ จึงยังไม่ควรเอาไปอ้าง

ข้อสรุปที่ปลอดภัยที่สุดจึงเป็นแบบนี้ ตัวเลข 10% คือธรรมเนียมตลาดที่หน่วยงานเคยหยิบมาอธิบายว่าเป็นระดับที่คนยอมรับ ไม่ใช่เพดานที่เขียนไว้ในประกาศ ร้านที่เก็บ 10% จึงไม่ได้ปลอดภัยเพราะทำตามกฎหมาย แต่ปลอดภัยเพราะไม่มีใครแปลกใจ และร้านที่เก็บมากกว่านั้นก็ไม่ได้ผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ แต่กำลังยืนอยู่นอกสิ่งที่ลูกค้าคาดไว้ ซึ่งเป็นคนละความเสี่ยงกัน

ไม่มีเพดาน ไม่ได้แปลว่าเก็บเท่าไหร่ก็ได้

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วสรุปว่าตั้งกี่เปอร์เซ็นต์ก็ได้ จะพลาดอีกมาตราหนึ่งที่สำคัญกว่า

พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 29 วางข้อห้ามไว้ว่า

"ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการใด ๆ โดยจงใจที่จะทำให้ราคาต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือทำให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้าหรือบริการใด"

มาตรานี้ใช้กับ บริการใดก็ได้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริการควบคุม ⇒ ร้านอาหารอยู่ในขอบเขตของมันแม้จะไม่อยู่ในบัญชีควบคุมก็ตาม แต่คำที่ต้องอ่านให้ดีคือคำว่า "โดยจงใจ" ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิด ไม่ใช่แค่แพงแล้วผิด

ความต่างระหว่างสองมาตรานี้คือสิ่งที่ร้านควรเข้าใจให้ชัด

ไม่แสดงราคา / ไม่แสดงค่าบริการราคาหรือค่าบริการสูงเกินสมควร
ฐานมาตรา 28 กำหนดหน้าที่ · มาตรา 40 กำหนดโทษมาตรา 29 กำหนดข้อห้าม · มาตรา 41 กำหนดโทษ
วัดจากอะไรข้อเท็จจริงตรงไปตรงมา มีป้ายหรือไม่มี ครบหรือไม่ครบดุลพินิจว่าอะไรคือ "เกินสมควร" ต้องดูเป็นรายกรณี
โทษความผิดทางพินัย ค่าปรับไม่เกิน 10,000 บาทจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แผนภาพเปรียบเทียบสองฐานความผิดเรื่องค่าบริการร้านอาหาร ฐานไม่แสดงราคาตามมาตรา 28 มีโทษตามมาตรา 40 เป็นความผิดทางพินัยปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ส่วนฐานจงใจทำให้ราคาสูงเกินสมควรตามมาตรา 29 มีโทษตามมาตรา 41 จำคุกไม่เกินเจ็ดปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
สองฐานนี้คนละโทษกันคนละโลก และเว็บส่วนใหญ่เอาโทษของฐานขวามาขู่เรื่องป้ายราคา

ตัวเลข 7 ปีกับ 140,000 บาทที่หลายเว็บหยิบไปวางไว้ข้าง ๆ เรื่องป้ายราคาจนคนเข้าใจว่าไม่ติดป้ายแล้วติดคุกได้นั้น จริง ๆ แล้วเป็นโทษของฐานค้ากำไรเกินควรและกักตุนสินค้าตามมาตรา 41 ไม่ใช่โทษของการไม่แสดงราคา

แล้วเส้นของคำว่าสูงเกินสมควรอยู่ตรงไหน คำถามนี้เคยถูกถามอย่างเป็นทางการมาแล้ว โดยกรมการค้าภายในเป็นฝ่ายทำหนังสือหารือไปที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเอง เพราะเจ้าหน้าที่ตีความไม่ตรงกันจนบังคับใช้ไม่ได้ ความเห็นที่ตอบกลับมา (เรื่องเสร็จที่ ๑๐๕/๒๕๔๑ ซึ่งวินิจฉัยกฎหมายฉบับก่อนหน้าที่ใช้ถ้อยคำเดียวกัน) เขียนไว้ว่า

"บทบัญญัติมาตรา ๒๙ จึงถือเป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะในทางอาญา ซึ่งจะต้องตีความโดยเคร่งครัด จะตีความในทางขยายความไม่ได้"

และตอบคำถามเรื่องเกณฑ์ไว้ตรง ๆ ว่า

"การที่จะพิจารณาว่าราคาสินค้า…สูงเกินสมควรหรือเกิดความปั่นป่วนหรือไม่ จึงไม่อาจพิจารณาเพียงเฉพาะตัวของผู้ประกอบธุรกิจที่กระทำเท่านั้น แต่จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบถึงราคาสินค้าในตลาดนั้น ส่วนกรณีที่ว่าเกณฑ์ของราคาเท่าใดถือว่าเกินสมควรนั้น เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาจากราคาตลาดเป็นกรณี ๆ ไป"

จุดนี้กลับหัวกับความเชื่อที่แพร่หลายพอดี เพราะเมื่อเกณฑ์วัดจาก ราคาตลาด ร้านที่เก็บเท่ากับที่ตลาดเก็บกันอยู่ก็คือร้านที่อยู่ในราคาตลาดตามนิยามนี้ การเอาตัวเลข 10% ซึ่งเป็นธรรมเนียมมาแปลงเป็นองค์ประกอบความผิด จึงเป็นการขยายความในสิ่งที่กฤษฎีกาบอกว่าห้ามขยาย

ในทางปฏิบัติ ร้านอาหารทั่วไปที่ตั้งค่าบริการตามธรรมเนียมและแสดงไว้ครบ จึงไม่ได้อยู่ในโซนของมาตรา 29 ส่วนร้านที่ตั้งอัตราสูงผิดปกติโดยไม่มีบริการที่พิเศษกว่าปกติมารองรับและตอบไม่ได้ว่าคิดจากอะไร คือร้านที่กำลังพาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีคนอื่นเป็นคนตัดสินแทน

แสดงตรงไหนถึงเรียกว่าครบ

นี่คือส่วนที่ร้านเอาไปทำได้ทันที และเป็นส่วนที่ตัดความเสี่ยงได้มากที่สุดด้วยต้นทุนเกือบเป็นศูนย์

ประโยคที่รัดกุมที่สุดในเรื่องนี้มาจากคำแถลงของ สคบ. เมื่อปี 2565

"หากมีการเรียกเก็บโดยคิดจากราคาค่าอาหาร ต้องมีการแสดงไว้ควบคู่กับการแสดงราคาอาหารในแต่ละรายการ"

คำว่า ในแต่ละรายการ คือหัวใจ เพราะร้านส่วนใหญ่ทำแค่ครึ่งเดียว คือเขียนบรรทัดเล็ก ๆ ไว้หน้าปกเมนูหรือหน้าสุดท้ายว่าคิดค่าบริการ 10% แล้วถือว่าจบ ซึ่งเป็นจุดที่ดราม่าเกิดขึ้นเสมอ เพราะลูกค้าที่เปิดเมนูหน้ากลางเพื่อสั่งอาหารไม่เคยเห็นบรรทัดนั้น

รายการตรวจที่ใช้ได้จริง

  1. ในเมนูทุกหน้าที่มีราคา ใส่ข้อความกำกับให้อยู่ในสายตาเดียวกับราคา ไม่ใช่แค่หน้าแรกหน้าเดียว เมนูกระดาษที่พิมพ์ใหม่ไม่ไหวก็ใช้สติกเกอร์แถบล่างของทุกหน้าได้
  2. ที่หน้าร้านหรือจุดที่ลูกค้าเห็นก่อนนั่ง สคบ. ใช้คำว่า "ผู้ประกอบธุรกิจควรแสดงไว้บริเวณหน้าร้านค้า" คำว่าควรแปลว่าไม่ใช่ข้อบังคับ แต่ทำแล้วได้ประโยชน์ตรงที่ลูกค้ารู้ตั้งแต่ก่อนตัดสินใจเข้าร้าน
  3. ในบิลและใบเสร็จ แยกบรรทัดค่าบริการออกมาให้เห็นเป็นเงินบาท ไม่ใช่บวกเข้าไปในยอดรวมเงียบ ๆ ข้อนี้ไม่ได้แค่ทำให้ถูกกฎ แต่ทำให้พนักงานเก็บเงินอธิบายลูกค้าได้ภายในสองวินาที
  4. เมนูออนไลน์ ป้ายตั้งโต๊ะ และ QR เมนู ต้องมีข้อความเดียวกัน ร้านที่แก้เมนูกระดาษแล้วลืมแก้เมนูในระบบสั่งออนไลน์คือกรณีที่พบบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ
  5. เขียนให้ตรงกับที่เก็บจริง ประกาศข้อ 11 วรรคหนึ่งกำหนดว่าราคาและค่าใช้จ่ายอื่นที่แสดงไว้ต้องแสดงให้ตรงกับที่เรียกเก็บจริง ร้านที่เขียน 10% แต่ระบบคิด 10% บวก VAT ซ้อนกันจนตัวเลขไม่ตรงคือกรณีที่อธิบายยากที่สุดหน้าเคาน์เตอร์

ข้อกำหนดเรื่องรูปแบบตัวเลขก็มีเขียนไว้ ประกาศข้อ 5 กำหนดให้แสดงราคาต่อหน่วย ตัวเลขจะเป็นภาษาใดก็ได้แต่ต้องมีเลขอารบิกอยู่ด้วย ข้อความที่แสดงควบคู่ต้องเป็นภาษาไทย และต้องแสดงให้ชัดเจนและเปิดเผย สามารถอ่านได้โดยง่าย ส่วนข้อ 8 รองรับกรณีที่ติดราคาบนตัวสินค้าไม่ได้ ให้จัดทำเป็นบัญชีแสดงรายการสินค้าพร้อมราคาไว้ในที่เปิดเผย ซึ่งก็คือฐานทางกฎหมายของสิ่งที่เราเรียกกันว่าเมนูนั่นเอง

มีอีกข้อที่ร้านควรรู้ไว้เพราะช่วยได้เวลาหน้างานมีปัญหา ข้อ 11 วรรคสอง เขียนว่าข้อกำหนดเรื่องต้องเก็บให้ตรงกับที่แสดง "มิให้ใช้บังคับกับการจำหน่าย การให้บริการ หรือการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ต่ำกว่าราคาจำหน่าย ค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่แสดงไว้" แปลว่าการยกเว้นหรือลดค่าบริการให้ลูกค้าบางรายทำได้ ไม่ผิดกฎ ส่วนการเก็บเกินกว่าที่แสดงไว้คือด้านที่ผิด

โทษเรื่องป้ายเปลี่ยนไปแล้ว และเกือบทุกเว็บยังเขียนของเก่า

นี่คือจุดที่ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตไทยตกรุ่นมาเกือบสามปี

ตัวบท มาตรา 40 ฉบับที่ใช้อยู่ตอนนี้เขียนไว้ว่า

"ผู้ใดไม่แสดงราคาหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา ๒๘ มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท"

คำว่า "ความผิดทางพินัย" ในมาตรานี้ไม่ได้อยู่มาแต่เดิม เชิงอรรถในตัวกฎหมายอธิบายว่า "มาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ บัญญัติให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวเป็นความผิดทางพินัย และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัย" และประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่กำหนดเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 24 ตุลาคม 2566 ระบุวันที่มีผลไว้ตรงกันว่า 25 ตุลาคม 2566

เอกสารคำอธิบายสรุปสาระสำคัญของกองกฎหมาย กรมการค้าภายใน ฉบับตุลาคม 2567 ก็เขียนตรงกัน และขยายให้เห็นว่าอะไรบ้างที่เข้าฐานนี้ "เช่น แสดงราคาไม่ชัดเจน ครบถ้วน แสดงราคาไม่ตรงกับราคาที่ขายจริง"

เรื่องนี้มีผลจริงกับร้านอย่างไร ค่าปรับเป็นพินัยไม่ใช่โทษอาญา จึงไม่ถูกบันทึกเป็นประวัติอาชญากรรม แต่ยังคงเป็นเงินที่ต้องจ่ายจริงและมีเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจปรับกำหนดไว้ชัดเจน ประกาศฉบับเดียวกันระบุว่าในเขตจังหวัด ผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยรวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดและพาณิชย์จังหวัด ส่วนในกรุงเทพมหานครและนนทบุรีคืออธิบดีกรมการค้าภายในและข้าราชการระดับที่กำหนด

และตัวเลขที่จ่ายจริงต่ำกว่าเพดานมาก กรมการค้าภายในเคยระบุอัตราที่ใช้อยู่ไว้เองว่า "กำหนดอัตราค่าปรับร้านค้าทั่วไป 1,000–2,000 บาท และนิติบุคคล 3,000 บาท" ⇒ ตัวเลข 10,000 บาทคือเพดานบนกระดาษ ไม่ใช่ค่าปรับมาตรฐาน

พูดอีกแบบคือคนที่จะเข้ามาดูเรื่องนี้ไม่ใช่ตำรวจ แต่คือสายพาณิชย์จังหวัด และเบอร์ที่ลูกค้าโทรร้องเรียนเรื่องป้ายราคาคือ 1569 ของกรมการค้าภายใน ส่วน 1166 ของ สคบ. เป็นอีกช่องทางที่เอกสารของ สคบ. ระบุไว้เอง

เคสจริงที่แสดงให้เห็นว่ารัฐเอาผิดตรงไหน

เคสร้านเจ๊ไฝเมื่อ 21 สิงหาคม 2568 เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด ร้านขายไข่เจียวปูจานหนึ่งในราคา 4,000 บาท ทั้งที่เมนูแสดงราคาไว้ 1,500 บาท ซึ่งสูงกว่าที่แสดงไว้ถึง 166 เปอร์เซ็นต์ เมื่อกรมการค้าภายในเข้าตรวจ สิ่งที่ปรับได้จริงคือฐานไม่แสดงราคา และค่าปรับเป็นพินัยที่เรียกเก็บคือ 2,000 บาท ซึ่งร้านชำระในวันตรวจ ส่วนประเด็นว่าราคาสูงเกินสมควรหรือไม่ ถูกแยกไปสอบต่างหากด้วยวิธีเรียกดูโครงสร้างต้นทุนเป็นรายกรณี ไม่ได้ตัดสินจากเปอร์เซ็นต์ใด ๆ

อธิบดีกรมการค้าภายในสรุปหลักที่ใช้ในเคสนั้นไว้ว่าผู้ขาย "ต้องปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน และต้องจำหน่ายให้ตรงกับราคาที่แสดงไว้ (เว้นแต่จำหน่ายถูกกว่า)" ซึ่งเป็นถ้อยคำเดียวกับข้อ 11 ของประกาศเป๊ะ ๆ

สิ่งที่ร้านควรอ่านจากเคสนี้ คือเครื่องมือที่รัฐหยิบมาใช้ได้ทันทีคือเรื่องป้าย ไม่ใช่เรื่องเปอร์เซ็นต์ ร้านที่ตั้งค่าบริการสูงแต่แสดงไว้ครบทุกจุด ยืนอยู่คนละที่กับร้านที่เก็บไม่ตรงกับที่เขียนไว้โดยสิ้นเชิง

กรณีที่ร้านกับลูกค้ามักตอบไม่ตรงกัน

หกกรณีข้างล่างนี้ไม่มีกฎหมายเขียนไว้เฉพาะสักข้อ ซึ่งแปลว่าทุกข้อกลับไปที่หลักเดียวกันคือ ร้านตัดสินใจเองได้ แต่ต้องเขียนไว้ให้ลูกค้าเห็นก่อนสั่ง ร้านที่ตอบหกข้อนี้ไว้ล่วงหน้าจะไม่มีอะไรให้เถียงกันหน้าเคาน์เตอร์เลย

หนึ่ง คิดค่าบริการก่อนหรือหลังหักส่วนลด ต่างกันจริงและเป็นเงิน บิล 1,000 บาทที่ลด 100 บาท ถ้าหักส่วนลดก่อนแล้วค่อยคิดค่าบริการ ลูกค้าจ่าย 1,059.30 บาท ถ้าคิดค่าบริการก่อนแล้วค่อยหักส่วนลด ลูกค้าจ่าย 1,070.00 บาท ต่างกัน 10.70 บาทต่อบิล กฎหมายไม่ได้บังคับลำดับ แต่ถ้าเมนูเขียนแค่ว่าคิดค่าบริการ 10% โดยไม่บอกว่าคิดจากยอดไหน นั่นคือการแสดงที่ยังไม่ครบถ้วน ทางแก้คือเขียนต่อท้ายไปเลยว่าคำนวณจากยอดหลังหักส่วนลด

สอง อาหารกลับบ้านและเดลิเวอรี เก็บได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าบริการที่เป็นพิเศษกว่าปกติในบิลนั้นคืออะไร เพราะลูกค้าที่มารับเองแล้วเห็นค่าบริการบนบิลจะถามคำถามนี้แน่นอน และเป็นคำถามที่ตอบยากกว่าฝั่งนั่งทานมาก ร้านส่วนใหญ่ที่คิดมาแล้วเลือกไม่เก็บกับบิลกลุ่มนี้ ถ้าตัดสินใจเก็บ ต้องแสดงไว้ในเมนูออนไลน์และหน้าสั่งอาหารด้วย ไม่ใช่แค่ในร้าน

สาม ร้านบุฟเฟต์ที่ขายราคาเหมาอยู่แล้ว ราคาเหมาต่อหัวคือราคาที่ลูกค้าเห็นแล้วตัดสินใจ การมีค่าบริการซ้อนอีกชั้นจึงต้องแสดงคู่กับราคาต่อหัวตั้งแต่ป้ายหน้าร้าน ไม่ใช่ไปโผล่ตอนเช็กบิล เพราะจุดขายของบุฟเฟต์คือความแน่นอนของยอดที่จะจ่าย ตัวเลขที่โผล่ทีหลังจึงกระทบความรู้สึกมากกว่าร้านทั่วไป

สี่ เด็กเล็กหรือคนที่ไม่ได้สั่งอาหาร ถ้าค่าบริการคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าอาหาร คนที่ไม่ได้สั่งก็ไม่ได้ทำให้ยอดเพิ่มอยู่แล้ว แต่ถ้าร้านคิดเป็นบาทต่อหัว ต้องเขียนให้ชัดว่านับหัวอย่างไร และนับเด็กด้วยหรือไม่ นี่เป็นจุดที่ร้านบุฟเฟต์และร้านรับจัดโต๊ะเจอบ่อยที่สุด

ห้า ลูกค้าบอกว่าบริการไม่ดี ขอไม่จ่ายค่าบริการ ในเมื่อค่าบริการเป็นรายการที่ร้านประกาศไว้ล่วงหน้าและลูกค้าสั่งอาหารโดยรู้อยู่แล้ว มันไม่ได้ผูกกับความพอใจแบบทิป ⇒ ตามกติกาแล้วร้านเก็บได้ แต่ในทางปฏิบัติ ประกาศข้อ 11 วรรคสองอนุญาตให้เก็บน้อยกว่าที่แสดงไว้ ⇒ การลดหรือยกเว้นให้ในบิลที่ร้านทำพลาดจริงทำได้และไม่ผิดกฎ ร้านที่ตั้งกติกาไว้ล่วงหน้าว่ากรณีไหนยกให้ได้ จะไม่ต้องให้พนักงานตัดสินใจเองหน้างาน

หก ราคาบนป้ายรวม VAT อยู่แล้ว ร้านกลุ่มนี้ต้องระวังผิดที่พบบ่อยที่สุด คือเอา 7% ไปบวกทับราคาที่มี VAT ฝังอยู่แล้วอีกรอบ อาหาร 1,000 บาทที่ราคารวม VAT แล้ว บวกค่าบริการ 10% ลูกค้าต้องจ่าย 1,100 บาท ไม่ใช่ 1,177 บาท ตัวเลขหลังคือการเก็บเกินกว่าราคาที่แสดงไว้ 77 บาท ซึ่งผิดข้อ 11 วรรคหนึ่งตรง ๆ และเป็นความผิดพลาดที่ตรวจเจอได้จากบิลใบเดียว

ค่าบริการโดนภาษีตรงไหน

ส่วนนี้เป็นเรื่องเงินจริงที่ร้านพลาดกันบ่อย และเป็นจุดที่ความเข้าใจแบบเดิมขัดกับคำวินิจฉัยของหน่วยงานภาษีตรง ๆ

กรมสรรพากรตอบข้อหารือเรื่องนี้ไว้ตามหนังสือเลขที่ กค 0702/4116 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2560 เรื่องการเรียกเก็บค่าเซอร์วิสชาร์จของผู้ประกอบกิจการขายอาหาร โดยวินิจฉัยว่า

"ค่าบริการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าอาหารตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร เข้าลักษณะเป็นการให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร และถือเป็นรายได้ของกิจการหรือเกี่ยวเนื่องจากกิจการตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล"

แปลเป็นภาษาหน้าร้านได้สามข้อ

หนึ่ง ฐานภาษีคือยอดที่รวมค่าบริการแล้ว ไม่ใช่ค่าอาหารอย่างเดียว ร้านที่คิด VAT จากค่าอาหารเปล่า ๆ แล้วปล่อยค่าบริการลอยอยู่นอกฐาน จะนำส่งภาษีขาดทุกบิล เป็นเงินเท่ากับ 0.7% ของค่าอาหาร ซึ่งมาจากค่าบริการ 10% คูณ VAT 7% บนยอดขายเดือนละสามแสนบาทคือราวสองพันบาทต่อเดือนที่ต้องมาจ่ายเองตอนถูกตรวจ

เลขนี้มีอีกด้านที่ร้านควรมองให้เห็นด้วย เพราะมันคือสิ่งที่ลูกค้าเจอบนบิล

ตารางเปรียบเทียบยอดบิลเมื่อค่าบริการ 10% และ VAT 7% ค่าอาหาร 300 บาทลูกค้าจ่ายจริง 353.10 บาท ค่าอาหาร 1,000 บาทจ่ายจริง 1,177 บาท และค่าอาหาร 3,000 บาทจ่ายจริง 3,531 บาท ทุกบิลสูงกว่าราคาบนเมนู 17.7 เปอร์เซ็นต์เท่ากัน
ค่าบริการ 10% บวก VAT 7% ไม่ได้เท่ากับ 17% เพราะภาษีคิดทับบนค่าบริการอีกชั้น

ยอดที่ลูกค้าจ่ายสูงกว่าราคาบนเมนู 17.7% ไม่ใช่ 17% เพราะ VAT ทับลงบนค่าบริการอีกชั้นหนึ่ง ส่วนต่างนี้เองคือเหตุผลว่าทำไมการเขียนบรรทัดเล็ก ๆ ไว้หน้าปกเมนูถึงไม่เคยพอ เพราะ 17.7% ของบิล 3,000 บาทคือ 531 บาท ซึ่งเป็นคนละความรู้สึกกับคำว่าค่าบริการนิดหน่อย

แต่ต้องแยกให้ขาดระหว่าง "ฐานภาษี" กับ "ตัวเลขที่เขียนบนเมนู" เพราะสองอย่างนี้คนละเรื่องกัน และร้านที่สับสนตรงนี้จะไปตั้งราคาเมนูเป็นราคาก่อน VAT แล้วให้ระบบบวก 7% ทีหลัง ซึ่งเป็นคนละท่ากับที่กฎหมายฝั่งภาษีขายวางไว้ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 32 ระบุ "กิจการภัตตาคาร" ไว้เป็นตัวอย่างของกิจการค้าปลีก และนิยามไว้ในฉบับเดียวกันว่า "กิจการภัตตาคารได้แก่กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใด ๆ" ขณะที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/6 เขียนว่า "ในกิจการค้าปลีก การแสดงราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการจะต้องเป็นการแสดงราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว" แปลว่าเลขที่เขียนบนเมนูควรเป็นเลขที่รวม VAT แล้ว ไม่ใช่เลขที่รอให้บวกทีหลัง เรื่องการตั้งค่าส่วนนี้อยู่ในบท เช็กลิสต์ก่อนเปิดร้าน

ตรงนี้มีจุดที่ต้องพูดตามตรงว่ายังไม่มีคำตอบชัด คือธรรมเนียม "++" ของโรงแรมและร้านไฟน์ไดนิ่งที่ประกาศราคาก่อน VAT แล้วบวกทั้งค่าบริการและ VAT ตอนเก็บเงิน เป็นแนวปฏิบัติที่ทำกันทั้งอุตสาหกรรมมานาน เราไม่พบว่ามีประกาศหรือแนววินิจฉัยฉบับใดยกเว้นเรื่องนี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และก็ไม่พบว่ามีการดำเนินการกับร้านที่ใช้ท่านี้เช่นกัน สิ่งที่บอกได้อย่างปลอดภัยคือ ร้านเล็กที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้นไม่ควรลอกท่า "++" มาใช้โดยไม่รู้ว่ามาตรานี้มีอยู่ เพราะกลุ่มที่โดนตรวจจริงคือร้านทั่วไป ไม่ใช่โรงแรม

ส่วนร้านที่ยังไม่ได้จด VAT ควรรู้ว่าค่าบริการนับรวมเป็นรายรับด้วย จึงมีผลกับการนับเพดาน 1.8 ล้านบาทต่อปีที่ทำให้ต้องจดทะเบียน ซึ่งเราแยกไว้อีกบทที่ สรุป 3 ภาษีหลักที่คนทำร้านอาหารต้องรู้

สอง ค่าบริการเป็นรายได้ของกิจการ ต้องลงบัญชีและนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ ไม่ใช่เงินที่ผ่านร้านเฉย ๆ

สาม ข้อนี้ขัดกับคำอธิบายที่แพร่หลาย เอกสาร สคบ. ปี 2560 อธิบายค่าบริการว่า "เป็นรายได้ที่นำมาแบ่งให้แก่พนักงานบริกรในแต่ละเดือน ถือเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของพนักงาน" ซึ่งเป็นการอธิบายว่าโดยธรรมเนียมเขาทำกันอย่างไร ขณะที่กรมสรรพากรวินิจฉัยในทางภาษีว่ามันคือรายได้ของกิจการ สองอย่างนี้อยู่ด้วยกันได้ถ้าเข้าใจลำดับ คือมันเป็นรายได้ของร้านก่อนเสมอ แล้วการแบ่งให้พนักงานคือสิ่งที่ร้านทำต่อจากนั้น การแบ่งไม่ได้ทำให้มันหยุดเป็นรายได้ของร้านในทางบัญชี

เงินก้อนนี้ควรจัดการกับพนักงานยังไง

คำถามที่ตามมาทันทีคือ ถ้าค่าบริการเป็นรายได้ของร้านในทางภาษี แล้วร้านต้องแบ่งให้พนักงานตามกฎหมายไหม

คำตอบต้องแยกให้ขาดจากคำตอบฝั่งภาษี เพราะกฎหมายสองฉบับนี้มองเงินก้อนเดียวกันคนละแบบ และศาลฎีกาเคยเขียนไว้ตรง ๆ ในคำพิพากษาที่ 8245/2560 ว่า "ที่กรมสรรพากรเห็นว่าค่าบริการถือเป็นประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับจากการทำงานก็เป็นความเห็นของกรมสรรพากร ไม่ใช่กฎหมาย" ⇒ คำตอบฝั่งภาษีใช้ตอบฝั่งแรงงานไม่ได้

ไม่มีมาตราไหนบังคับให้แบ่ง

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่คุ้มครองลูกจ้างในร้านอาหาร ไม่ได้พูดถึงค่าบริการเลยแม้แต่คำเดียว ไม่มีมาตราใดบอกว่าเก็บแล้วต้องแบ่ง ไม่มีสัดส่วนขั้นต่ำ และไม่มีโทษสำหรับการไม่แบ่ง ส่วนคำอธิบายของ สคบ. ที่ว่าค่าบริการ "เป็นรายได้ที่นำมาแบ่งให้แก่พนักงานบริกรในแต่ละเดือน" เป็นการอธิบายว่าโดยธรรมเนียมเขาทำกันอย่างไร ไม่ใช่ข้อบังคับ

แต่ "ไม่มีกฎหมายบังคับ" ไม่ได้แปลว่าร้านทำอะไรก็ได้ เพราะเมื่อร้านประกาศหรือตกลงกับพนักงานไว้แล้วว่าจะแบ่งอย่างไร ข้อตกลงนั้นผูกพันร้านในฐานะเงื่อนไขการจ้าง การเปลี่ยนสัดส่วนภายหลังโดยพนักงานไม่ยินยอมจึงเป็นคนละเรื่องกับการตัดสินใจว่าจะเก็บกี่เปอร์เซ็นต์จากลูกค้า

กับดักที่ร้านเล็กไม่รู้ตัว — ประโยคเดียวที่ทำให้มันกลายเป็นค่าจ้าง

ส่วนนี้คือสิ่งที่มีผลกับเงินของร้านมากที่สุดในบทความ

แนวคำพิพากษาหลักคือค่าบริการ ไม่ใช่ค่าจ้าง ตามนิยามในมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8794/2550 ซึ่งวินิจฉัยภายใต้มาตรานี้โดยตรง เขียนไว้ว่า

"การที่ลูกจ้างจะได้รับค่าบริการมากน้อยเพียงใดจึงขึ้นอยู่กับจำนวนค่าใช้จ่ายของลูกค้าเป็นสำคัญ การที่จำเลยเป็นผู้เรียกเก็บจากลูกค้าและเป็นผู้จัดแบ่งให้แก่ลูกจ้างเป็นกรณีที่จำเลยทำแทนลูกจ้างเพื่อความสะดวก … ค่าบริการจึงมิใช่ค่าจ้างตามความหมายของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5"

และในคำพิพากษาเดียวกันนี้เองที่วางเหตุผลซึ่งเป็นตัวชี้ขาดจริง ๆ ไว้ว่า

"ทั้งไม่ปรากฏว่าหากเป็นกรณีที่จำเลยไม่ได้รับเงินค่าบริการไว้หรือเงินค่าบริการที่รับไว้มีจำนวนน้อยกว่าอัตราเฉลี่ยที่จ่ายประจำเดือนแล้วจำเลยจะต้องจ่ายเงินของจำเลยเพิ่มให้ลูกจ้างแต่อย่างใด … จำเลยจึงไม่ได้มีส่วนได้เสียกับค่าบริการ"

กลับกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1969/2528 วินิจฉัยว่าค่าบริการ เป็นค่าจ้าง ในกรณีที่นายจ้างยกเลิกค่าครองชีพเดิมแล้วเปลี่ยนมาจ่ายเป็นค่าบริการแทน โดย "ตกลงกับลูกจ้างว่าค่าบริการที่ลูกจ้างจะได้รับจากจำเลยทุกเดือนจะไม่ให้น้อยกว่าเงินค่าครองชีพที่ลูกจ้างได้รับอยู่แต่เดิม" ศาลจึงถือว่ามันกลายเป็นเงินของนายจ้างที่จ่ายตอบแทนการทำงาน

เส้นแบ่งจึงไม่ได้อยู่ที่ชื่อเรียก แต่อยู่ที่คำถามเดียว คือถ้าเดือนไหนเก็บค่าบริการได้น้อย ร้านต้องควักเงินตัวเองเติมให้พนักงานไหม

เก็บได้เท่าไหร่แบ่งเท่านั้นร้านรับประกันว่าไม่ต่ำกว่าเท่านี้
สถานะเงินเงินของลูกค้า ร้านเป็นคนกลางเก็บและแบ่งแทนเงินของร้านที่จ่ายตอบแทนการทำงาน
เป็นค่าจ้างไหมไม่ใช่ (แนวคำพิพากษาหลัก)เป็น (1969/2528)
ลากอะไรตามมาไม่เข้าฐานค่าล่วงเวลา ค่าชดเชยเข้าฐานค่าล่วงเวลา ค่าชดเชย และเงินสมทบ

ประโยคที่เจ้าของร้านพูดด้วยความหวังดีว่า "ถ้าเดือนไหนเซอร์วิสชาร์จได้ไม่ถึงหัวละสองพัน เดี๋ยวร้านเติมให้" คือประโยคที่อาจเปลี่ยนสถานะของเงินก้อนนี้ทั้งก้อน และลากค่าล่วงเวลากับค่าชดเชยตามมาด้วย ถ้าจะช่วยพนักงานในเดือนที่เงียบ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือจ่ายเป็นเงินช่วยเหลือที่แยกออกมาต่างหากและระบุให้ชัดว่าเป็นคนละก้อนกัน

ข้อจำกัดที่ควรรู้ไว้ตอนอ่าน คำพิพากษาที่ 1969/2528 ตัดสินภายใต้ประกาศกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นกฎหมายฉบับก่อนพระราชบัญญัติปี 2541 และเรายังไม่พบคำพิพากษายุคหลังที่วินิจฉัยว่าค่าบริการเป็นค่าจ้างภายใต้มาตรา 5 โดยตรง สิ่งที่พูดได้คือเหตุผลเรื่องการรับประกันยอดยังเป็นเกณฑ์ที่ศาลใช้อยู่ ไม่ใช่ว่ามีคำพิพากษาใหม่มายืนยันผลลัพธ์ซ้ำ

ประกันสังคม

ในทางประกันสังคม ค่าบริการที่เก็บจากลูกค้ามาแบ่งให้พนักงาน ไม่ต้องนำมารวมเป็นฐานคำนวณเงินสมทบ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5734/2561 ด้วยเหตุผลชุดเดียวกัน คือมันไม่ใช่เงินที่นายจ้างจ่าย แต่เป็นเงินของลูกค้าที่นายจ้างเก็บแทน ⇒ ตราบใดที่ร้านยังไม่ได้รับประกันยอดขั้นต่ำ เงินก้อนนี้อยู่นอกฐานทั้งฝั่งค่าจ้างและฝั่งเงินสมทบ

ค่าบริการไม่ใช่ทิป

จุดที่ลูกค้ากับร้านเข้าใจไม่ตรงกันมากที่สุดคือตรงนี้ คำแถลงของ สคบ. แยกไว้ตั้งแต่ประโยคแรกว่าค่าบริการ "แตกต่างจากการให้ทิป (สินน้ำใจ) ที่ให้โดยสมัครใจ" ทิปคือเงินที่ลูกค้าตัดสินใจให้เอง ส่วนค่าบริการคือรายการที่ร้านเรียกเก็บตามอัตราที่ประกาศไว้

ที่ตามมาคือกติกาข้อหนึ่งซึ่งร้านควรถือเป็นของตัวเอง ถ้าร้านไม่ได้แบ่งเงินก้อนนี้ให้พนักงาน ก็ไม่ควรสื่อสารกับลูกค้าว่ามันเป็นเงินของพนักงาน เพราะนั่นคือสิ่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจเมื่อเห็นคำว่าค่าบริการ ร้านที่แบ่งจริงพูดได้เต็มปากและควรพูด ส่วนร้านที่ไม่ได้แบ่งก็แค่ไม่ต้องเอาพนักงานมาเป็นเหตุผลในคำอธิบายของตัวเอง

ถ้าตกลงแล้วไม่ทำตาม

พนักงานที่ไม่ได้รับส่วนแบ่งตามที่ตกลงไว้มีทางไปสองทาง และทางไหนได้ผลขึ้นอยู่กับคำตอบของหัวข้อก่อนหน้าพอดี ถ้าค่าบริการก้อนนั้นเข้าข่ายเป็นค่าจ้าง พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจสั่งให้จ่ายได้ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่ถ้าไม่ใช่ค่าจ้าง เรื่องนั้นเป็นการผิดข้อตกลง ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานสั่งแทนไม่ได้ ต้องไปฟ้องศาลแรงงานเอง

ในมุมของร้าน สิ่งที่ตัดปัญหานี้ได้ตั้งแต่ต้นคือ เขียนกติกาการแบ่งเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่วันรับเข้าทำงาน ว่าแบ่งกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดที่เก็บได้ นับรอบอย่างไร หักอะไรก่อนบ้าง และคนที่เข้าใหม่กลางเดือนคิดอย่างไร เอกสารแผ่นเดียวนี้ราคาถูกกว่าการไปเถียงกันตอนมีคนลาออกมาก

ร้านเล็กควรเก็บค่าบริการไหม

คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียว และการตอบแบบเลือกข้างจะทำให้ร้านตัดสินใจผิดได้ทั้งสองทาง สิ่งที่ทำได้คือวางเงื่อนไขให้ครบแล้วให้ร้านเลือกเอง

เหตุผลที่ร้านเก็บแล้วสมเหตุสมผล คือร้านที่มีงานบริการจริงเกิดขึ้นนอกเหนือจากการยกอาหาร เช่น ร้านนั่งทานที่มีพนักงานประจำโต๊ะ ร้านที่รับจัดโต๊ะให้กลุ่มใหญ่ ร้านที่ต้องเตรียมอุปกรณ์ต่อโต๊ะเยอะ หรือร้านที่ลูกค้านั่งนาน การมีค่าบริการทำให้ร้านขึ้นราคาอาหารช้าลงได้ เพราะต้นทุนงานบริการถูกแยกออกมาแทนที่จะซ่อนอยู่ในราคาต่อจาน และในร้านที่แบ่งให้พนักงาน มันเป็นเครื่องมือรักษาคนที่ตรงกว่าการขึ้นเงินเดือนคงที่ เพราะโตตามยอดขายที่คนกลุ่มนั้นช่วยทำ

เหตุผลที่ร้านเล็กหลายร้านไม่ควรเก็บ คือเมื่อรูปแบบร้านไม่มีบริการที่พิเศษไปกว่าปกติจริง ๆ ค่าบริการจะกลายเป็นการขึ้นราคาที่ลูกค้ารู้ตัวตอนจ่ายเงิน ซึ่งเป็นจังหวะที่แย่ที่สุดในการทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่ดี ร้านตามสั่ง ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านที่ลูกค้าสั่งที่เคาน์เตอร์แล้วยกเอง หรือร้านที่ขายกลับบ้านเป็นหลัก เก็บแล้วได้เงินเพิ่มน้อยแต่แลกด้วยแรงเสียดทานที่หน้าเคาน์เตอร์ทุกบิล

ทางที่สามซึ่งร้านขนาดกลางหลายร้านเลือกคือ บวกเข้าไปในราคาอาหารตรง ๆ แล้วไม่มีบรรทัดค่าบริการเลย วิธีนี้ไม่ได้เป็นการเลี่ยงข้อ 9 แต่เป็นทางที่ตรงกับเจตนาของข้อ 9 มากที่สุด เพราะสิ่งที่ข้อ 9 ต้องการคือไม่ให้มีตัวเลขที่ลูกค้าไม่รู้ล่วงหน้าโผล่ขึ้นมาตอนจ่ายเงิน เมื่อราคาบนป้ายคือราคาที่จ่ายจริง ปัญหาก็ถูกแก้ที่ต้นทาง ข้อเสียคือราคาต่อจานบนป้ายจะดูสูงกว่าร้านข้าง ๆ ที่ใช้วิธีเก็บทีหลัง ซึ่งเป็นการแลกที่ต้องตัดสินใจจากประเภทลูกค้าของตัวเอง

แต่ถ้าเลือกทางนี้ มีสองอย่างที่ทำไม่ได้ คือบวกเข้าราคาแล้วยังเก็บค่าบริการซ้ำอีกชั้นตอนคิดเงิน ซึ่งผิดตรงไปตรงมา และการโฆษณาว่าร้านนี้ไม่คิดค่าบริการเพื่อให้ดูถูกกว่าร้านข้าง ๆ ทั้งที่บวกไว้ในราคาแล้ว ข้อหลังอาจไม่ขัดข้อ 11 เพราะยอดที่เก็บยังตรงกับที่แสดง แต่มันทำให้ลูกค้าเข้าใจผิด ซึ่งเป็นเชื้อของดราม่าชุดเดียวกับที่บทความนี้เปิดหัวไว้ ถ้าเลือกทางนี้ควรคำนวณย้อนกลับจาก ต้นทุนอาหารต่อจาน ก่อน แทนที่จะบวกสิบเปอร์เซ็นต์ลงไปทุกเมนูเท่ากันหมด เพราะเมนูที่กำไรบางอยู่แล้วจะรับการขึ้นราคาแบบนั้นไม่ไหว

และมีเหตุผลที่หนักกว่าเรื่องแรงเสียดทาน คือคำแถลงของ สคบ. ที่ยกมาข้างต้นบอกให้คำนึงถึง "บริการที่เป็นพิเศษกว่าค่าบริการตามปกติ" ร้านที่ลูกค้าสั่งเอง ยกเอง เก็บโต๊ะเอง ตอบคำถามนี้ไม่ได้ตั้งแต่ต้น การเก็บค่าบริการในร้านรูปแบบนั้นจึงไม่ใช่การคิดค่าบริการ แต่คือการขึ้นราคาโดยเรียกชื่ออื่น ซึ่งถ้าจะขึ้นราคาก็ควรขึ้นบนป้ายให้ตรงไปตรงมามากกว่า

อีกกรณีที่แยกจากหน้าร้านคือ งานจัดเลี้ยงและงานเหมา ซึ่งค่าบริการมักไม่ได้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ลอย ๆ แต่คิดจากจำนวนพนักงานที่ต้องพาไปหน้างานและชั่วโมงที่ต้องอยู่ วิธีตั้งราคาแบบนั้นอยู่ในบท ตั้งราคางานเหมาและออกบูธ และสิ่งที่ต้องเขียนลงใบเสนอราคาให้ครบอยู่ในบท เงื่อนไขก่อนรับงานจัดเลี้ยง

ถ้าตัดสินใจเก็บ มีสามข้อที่ต้องทำให้ครบ คือแสดงในเมนูทุกหน้าที่มีราคา แยกบรรทัดในบิล และตกลงกับพนักงานให้ชัดเป็นลายลักษณ์อักษรว่าแบ่งอย่างไร ทั้งสามข้อนี้ทำครั้งเดียวแล้วจบ ต่างจากการมาแก้ทีหลังตอนมีเรื่องแล้ว

ถ้าลูกค้าปฏิเสธจ่ายหน้าร้าน

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นจริงและจบได้ไม่ยากถ้ารู้ว่ากติกาอยู่ตรงไหน

สิ่งแรกที่ต้องทำในหัวคือถามตัวเองว่า ร้านแสดงไว้ครบหรือไม่ เพราะคำตอบนี้เปลี่ยนทุกอย่าง คำแถลงของ สคบ. ระบุว่าหากผู้ประกอบธุรกิจไม่ได้แสดงค่าใช้จ่ายอื่นไว้ "ผู้บริโภคอาจปฏิเสธไม่ชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ และสามารถร้องทุกข์ต่อกรมการค้าภายใน" ส่วนเอกสาร สคบ. อีกฉบับเขียนตรงกันว่าถ้าไม่แสดงไว้ ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องจ่าย

กรณีที่ร้านแสดงไม่ครบ ต้องตัดค่าบริการออกจากบิลนั้น และควรเข้าใจให้ตรงว่านี่ไม่ใช่การยกให้ เพราะตามที่ สคบ. ระบุไว้เอง เมื่อร้านไม่ได้แสดงค่าใช้จ่ายนั้นไว้ ผู้บริโภคปฏิเสธไม่ชำระได้ แปลว่ามันเป็นเงินที่ร้านไม่มีฐานให้เรียกเก็บมาตั้งแต่ต้น การยืนยันเก็บจึงไม่ใช่การรักษาสิทธิ์ของร้าน แต่คือการเก็บเงินที่ตัวเองยังไม่ได้บอกไว้ว่าจะเก็บ และให้ถือว่าบิลก่อนหน้าที่เก็บไปในสภาพเดียวกันก็อยู่ในสถานะเดียวกัน งานของวันนั้นจึงไม่ใช่การรอคนถัดไปมาทัก แต่คือแก้เมนูกับป้ายให้ครบก่อนเปิดรอบต่อไป

กรณีที่ร้านแสดงครบแล้ว ลูกค้าเพียงไม่ทันสังเกต ทางที่ได้ผลคือให้พนักงานชี้ให้ดูที่เมนูหน้าที่ลูกค้าสั่งเอง ไม่ใช่หน้าปกหรือป้ายหลังเคาน์เตอร์ เพราะจุดที่ลูกค้ายอมรับได้เร็วที่สุดคือเห็นว่ามันอยู่ตรงหน้าที่ตัวเองเปิดอ่านจริง ๆ และควรเตรียมประโยคมาตรฐานให้พนักงานไว้หนึ่งประโยคแทนที่จะให้แต่ละคนคิดเอง เพราะน้ำเสียงที่ต่างกันคือสิ่งที่ทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นโพสต์

สิ่งที่ห้ามทำ คือกักบัตรหรือของลูกค้าไว้ ปฏิเสธไม่ให้ออกจากร้าน หรือใช้พนักงานหลายคนยืนล้อม ข้อนี้ไม่ได้ห้ามเพราะกลัวมีคนถ่ายคลิป แต่เพราะการหน่วงเหนี่ยวตัวคนไว้เพื่อทวงเงินเป็นคนละเรื่องกับข้อพิพาทเรื่องบิล และร้านไม่มีอำนาจนั้นแม้ในบิลที่ร้านเป็นฝ่ายถูก ทางที่ถูกคือบันทึกรายละเอียดไว้ ปล่อยลูกค้ากลับ แล้วถ้ายืนยันว่าร้านแสดงไว้ครบจริง ค่อยว่ากันตามช่องทางที่มี

ตั้งค่าให้ระบบทำแทนคน

ถ้าอ่านทั้งบทความแล้วสรุปเป็นงานที่ต้องทำ จะเหลือสามอย่างคือ ให้ค่าบริการปรากฏในเมนูทุกที่ที่มีราคา ให้บิลแยกบรรทัดค่าบริการเป็นเงินบาท และให้ VAT คิดจากยอดที่รวมค่าบริการแล้ว

สองข้อหลังเป็นงานที่ระบบขายหน้าร้านทำซ้ำได้ทุกบิลโดยไม่ต้องพึ่งความจำของคน ร้านที่คิดมือแล้วบิลตรงกับที่ประกาศไว้ทุกใบก็ทำถูกตามข้อ 11 วรรคหนึ่งเหมือนกัน จุดที่ระบบช่วยคือทำให้มันตรงเท่ากันไม่ว่าใครเข้ากะ และทำให้บรรทัดค่าบริการอยู่บนใบเสร็จทุกใบโดยไม่ต้องมีใครจำ

ใน Ginzii ค่าบริการตั้งเป็นเปอร์เซ็นต์ระดับสาขา ระบบคิดให้ทุกบิลอัตโนมัติ แยกบรรทัดค่าบริการออกมาในใบเสร็จ และคำนวณ VAT จากยอดที่รวมค่าบริการแล้ว ตรงกับที่กรมสรรพากรวินิจฉัยไว้ ส่วนลำดับการหักส่วนลดเป็นการตั้งค่าของระบบ ตั้งได้ทั้งในแอปบนมือถือและบนเว็บ ร้านที่อยากลองก่อนตัดสินใจ โหลดแอป Ginzii POS ได้ฟรีจาก Google Play แล้วตั้งค่าบริการของสาขาได้ตั้งแต่บิลแรก

และมีสามข้อที่ระบบยังทำแทนไม่ได้ ควรรู้ไว้ก่อนตั้ง ข้อแรกคือเมนู เพราะกฎหมายสนใจว่าลูกค้าเห็นก่อนสั่งหรือไม่ ซึ่งต้องแก้ที่กระดาษหรือที่ป้ายด้วยมือ และหน้าเมนู QR ก็ยังไม่มีที่ให้ใส่ข้อความค่าบริการ ต้องเขียนกำกับไว้ที่ป้ายตั้งโต๊ะแทน ข้อสองคือเมื่อตั้งค่าบริการไว้ที่สาขา มันจะเกาะไปกับทุกบิลรวมถึงบิลกลับบ้าน ยังแยกตามประเภทออร์เดอร์ไม่ได้ ร้านที่ขายทั้งนั่งทานและกลับบ้านจึงต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งสาขา ข้อสามคือถ้าจะยกเว้นค่าบริการให้บิลใดบิลหนึ่ง ยังไม่มีปุ่มปิดรายบิล ต้องกดเป็นส่วนลดแทน และตัวเลขที่ต้องกดคือ 9.09% ของค่าอาหาร ไม่ใช่ 10% เพราะระบบคิดค่าบริการจากยอดหลังหักส่วนลด กดส่วนลด 10% จะเหลือค่าบริการติดอยู่บนบิลเสมอ

รวมแล้วสิ่งที่ตัดความเสี่ยงได้มากที่สุดยังเป็นงานครึ่งชั่วโมงบนเมนูกับป้าย ไม่ใช่งานที่ซื้อระบบมาแล้วจบ

สรุปสิ่งที่ต้องจำ

  • สิ่งที่กฎหมายบังคับคือการแสดง ไม่ใช่เพดาน ⇒ ถ้าเก็บค่าบริการ ต้องแสดงให้ชัดเจนและครบถ้วนควบคู่กับราคาอาหารในแต่ละรายการ นี่คืองานที่ทำได้ภายในครึ่งชั่วโมงและตัดความเสี่ยงเกือบทั้งหมด
  • ตัวเลข 10% เป็นธรรมเนียมตลาด ไม่ใช่เพดานตามตัวบท และประกาศที่คนอ้างกันออกตามมาตรา 28 ซึ่งเป็นอำนาจสั่งให้แสดงราคา ตั้งเพดานไม่ได้ตั้งแต่ต้น
  • ไม่มีเพดานไม่ได้แปลว่าเก็บเท่าไหร่ก็ได้ เพราะมาตรา 29 ห้ามจงใจทำให้ค่าบริการสูงเกินสมควร และโทษของฐานนั้นอยู่ที่มาตรา 41 ซึ่งหนักกว่ามาก แต่วัดเป็นรายกรณีจากราคาตลาด ไม่ใช่จากเปอร์เซ็นต์
  • โทษของการไม่แสดงราคาเป็น ความผิดทางพินัย ปรับไม่เกิน 10,000 บาท ตั้งแต่ 25 ตุลาคม 2566 ไม่ใช่โทษอาญาแล้ว และอัตราที่เก็บจริงอยู่ที่ 1,000 ถึง 3,000 บาท
  • ร้านที่จด VAT ต้องคิดภาษีจากยอดที่รวมค่าบริการแล้ว ⇒ ลูกค้าจ่ายจริงสูงกว่าราคาบนเมนู 17.7% ไม่ใช่ 10% และค่าบริการเป็นรายได้ของกิจการที่ต้องลงบัญชี
  • ในทางแรงงาน ค่าบริการโดยปกติ ไม่ใช่ค่าจ้าง แต่จะกลายเป็นค่าจ้างทันทีถ้าร้านรับประกันยอดขั้นต่ำให้พนักงาน ซึ่งลากค่าล่วงเวลาและค่าชดเชยตามมา
  • ถ้าร้านแสดงไม่ครบ ลูกค้าปฏิเสธจ่ายได้ และเงินนั้นไม่ใช่ของร้านตั้งแต่ต้น ส่วนการเก็บน้อยกว่าที่แสดงไว้ทำได้เสมอ ไม่ผิดกฎ

รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น

กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน

คำนวณต้นทุนต่อจานฟรี

หรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

บทความนี้มีประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนที่ทำร้านได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

กฎหมายห้ามเก็บค่าบริการเกิน 10% จริงไหม
เมื่อไล่ตัวบทจริงกลับไม่พบเพดานนั้น ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 73 พ.ศ. 2569 เรื่องการแสดงราคาสินค้าและค่าบริการ ทั้งฉบับไม่มีตัวเลขเพดานเปอร์เซ็นต์ใด ๆ สิ่งที่ข้อ 9 บังคับคือถ้าเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นนอกเหนือจากราคาที่แสดงไว้ ต้องแสดงค่าใช้จ่ายนั้นให้ชัดเจนและครบถ้วนควบคู่กับการแสดงราคา ส่วนตัวเลข 10% ที่คนจำกันได้ปรากฏในเอกสารเผยแพร่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเมื่อปี 2560 ซึ่งให้เหตุผลว่าเป็นอัตราที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่รับทราบตามสากลและยอมรับได้ และท้ายเอกสารระบุเองว่าเรียบเรียงจากข่าว ต่อมาเมื่อ 4 ตุลาคม 2565 สคบ. แถลงเรื่องนี้อีกครั้งโดยอ้างเลขข้อของประกาศ และใช้คำว่าควรกำหนดราคาที่เหมาะสมตามสมควร ไม่มีตัวเลข 10% อยู่ในนั้น
ถ้าไม่มีเพดาน แปลว่าเก็บกี่เปอร์เซ็นต์ก็ได้ใช่ไหม
ไม่ใช่ การไม่มีเพดานที่เขียนเป็นตัวเลขไม่ได้แปลว่าไม่มีข้อจำกัด พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 29 ห้ามทำให้ราคาสินค้าหรือค่าบริการสูงเกินสมควรหรือทำให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคา โดยใช้ได้ไม่ว่าสินค้าหรือบริการนั้นจะเป็นสินค้าควบคุมหรือไม่ก็ตาม และบทลงโทษของฐานค้ากำไรเกินควรอยู่ที่มาตรา 41 คือจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต่างกันตรงที่มันไม่ได้ผูกกับตัวเลขตายตัว แต่ผูกกับคำว่าสูงเกินสมควรซึ่งต้องดูเป็นรายกรณี
ค่าบริการต้องแสดงตรงไหนบ้างถึงจะครบตามกฎหมาย
ข้อความที่รัดกุมที่สุดคือคำแถลงของ สคบ. ที่ว่าหากมีการเรียกเก็บโดยคิดจากราคาค่าอาหาร ต้องมีการแสดงไว้ควบคู่กับการแสดงราคาอาหารในแต่ละรายการ นั่นแปลว่าการเขียนบรรทัดเดียวไว้หน้าปกเมนูว่าคิดค่าบริการ 10% ยังไม่ใช่สิ่งที่ตัวบทเรียกร้องเต็มที่ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือให้ทุกหน้าที่มีรายการอาหารมีข้อความกำกับอยู่ในสายตาเดียวกับราคา ส่วนการติดไว้หน้าร้าน สคบ. ใช้คำว่าควร ไม่ใช่ต้อง แต่ทำแล้วช่วยได้จริงเพราะลูกค้ารู้ก่อนนั่ง
ไม่แสดงค่าบริการแล้วโทษเท่าไหร่ ติดคุกไหม
ไม่ติดคุก และตั้งแต่ 25 ตุลาคม 2566 มันไม่ใช่โทษอาญาแล้วด้วย ตัวบทมาตรา 40 ฉบับปัจจุบันเขียนว่าผู้ใดไม่แสดงราคาหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา 28 มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งเป็นผลจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ที่เปลี่ยนความผิดอาญาซึ่งมีโทษปรับสถานเดียวให้เป็นความผิดทางพินัย ค่าปรับเป็นพินัยไม่ถูกบันทึกเป็นประวัติอาชญากรรม และในทางปฏิบัติกรมการค้าภายในระบุอัตราที่ใช้จริงไว้เองว่าร้านค้าทั่วไป 1,000 ถึง 2,000 บาท และนิติบุคคล 3,000 บาท ตัวเลขหนึ่งหมื่นจึงเป็นเพดาน ไม่ใช่ค่าปรับมาตรฐาน
ร้านจด VAT ต้องคิด VAT บนค่าบริการด้วยไหม
ต้อง กรมสรรพากรเคยตอบข้อหารือเรื่องนี้ไว้ตรง ๆ ตามหนังสือเลขที่ กค 0702/4116 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2560 ว่าค่าบริการที่เรียกเก็บเป็นอัตราร้อยละของค่าอาหารถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าอาหารตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร เข้าลักษณะเป็นการให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(10) และถือเป็นรายได้ของกิจการตามมาตรา 65 ที่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ในทางปฏิบัติแปลว่าฐาน VAT คือยอดอาหารบวกค่าบริการ ไม่ใช่ยอดอาหารอย่างเดียว
เก็บค่าบริการแล้วต้องแบ่งให้พนักงานตามกฎหมายไหม
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่คุ้มครองลูกจ้างในร้านอาหาร ไม่ได้พูดถึงค่าบริการเลยแม้แต่คำเดียว จึงไม่มีมาตราใดบังคับว่าเก็บแล้วต้องแบ่ง ไม่มีสัดส่วนขั้นต่ำ และไม่มีโทษสำหรับการไม่แบ่ง แต่เมื่อร้านประกาศหรือตกลงกับพนักงานไว้แล้วว่าจะแบ่งอย่างไร ข้อตกลงนั้นผูกพันร้านในฐานะเงื่อนไขการจ้าง จุดที่ต้องระวังที่สุดคือการบอกพนักงานว่าถ้าเดือนไหนเก็บได้น้อย ร้านจะเติมให้จนถึงยอดหนึ่ง เพราะแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแยกว่าค่าบริการเป็นค่าจ้างหรือไม่ ตรงที่นายจ้างรับประกันยอดขั้นต่ำหรือเปล่า ถ้ารับประกัน มันกลายเป็นเงินของนายจ้างที่จ่ายตอบแทนการทำงาน แล้วลากค่าล่วงเวลา ค่าชดเชย และเงินสมทบตามมาทั้งพวง
ค่าบริการต้องนำมารวมเป็นฐานคำนวณเงินสมทบประกันสังคมไหม
ไม่ต้อง ตราบใดที่เป็นเงินที่ร้านเก็บจากลูกค้ามาแบ่งให้พนักงานโดยไม่ได้รับประกันยอดขั้นต่ำ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5734/2561 ด้วยเหตุผลว่ามันไม่ใช่เงินที่นายจ้างจ่าย แต่เป็นเงินของลูกค้าที่นายจ้างเก็บแทน และควรรู้ไว้ด้วยว่ากฎหมายภาษีกับกฎหมายแรงงานมองเงินก้อนนี้คนละแบบโดยไม่ขัดกัน ศาลฎีกาเคยเขียนไว้ในคำพิพากษาที่ 8245/2560 ว่าความเห็นของกรมสรรพากรเรื่องนี้เป็นความเห็นของกรมสรรพากร ไม่ใช่กฎหมายแรงงาน ดังนั้นการที่สรรพากรถือว่าเป็นรายได้ของกิจการ ไม่ได้ทำให้มันกลายเป็นค่าจ้างในทางแรงงาน
ลูกค้าปฏิเสธไม่จ่ายค่าบริการหน้าร้าน ทำยังไง
ต้องแยกก่อนว่าร้านแสดงไว้ครบหรือไม่ คำแถลงของ สคบ. ระบุว่าถ้าผู้ประกอบธุรกิจไม่ได้แสดงค่าใช้จ่ายนั้นไว้ ผู้บริโภคอาจปฏิเสธไม่ชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ และสามารถร้องทุกข์ต่อกรมการค้าภายใน ดังนั้นหน้างานถ้าพบว่าร้านแสดงไม่ครบ ต้องตัดค่าบริการออกจากบิลนั้น เพราะเป็นเงินที่ร้านยังไม่มีฐานให้เรียกเก็บ ไม่ใช่การยกให้ แล้วแก้เมนูกับป้ายให้ครบในวันเดียวกัน ส่วนกรณีที่ร้านแสดงครบแล้วแต่อยากลดหรือยกเว้นให้ลูกค้าบางราย ทำได้ไม่ผิดกฎตามประกาศข้อ 11 วรรคสอง ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน สิ่งที่ห้ามทำในทุกกรณีคือกักบัตรหรือของลูกค้าไว้ หรือไม่ให้ออกจากร้าน