Ginzii
จัดการร้าน

รับเงินด้วย QR พร้อมเพย์ในร้านอาหาร เงินหายตรงไหนได้บ้าง

ร้านอาหารส่วนใหญ่แปะ QR พร้อมเพย์ไว้หน้าเคาน์เตอร์แล้วให้ลูกค้าพิมพ์ยอดเอง บทความนี้แยกให้เห็นว่า QR แบบแปะกับ QR ที่ผูกยอดมาแล้วต่างกันตรงไหน เงินรั่วได้ที่จุดไหนบ้าง และเกณฑ์ที่ธนาคารต้องส่งชื่อเจ้าของบัญชีให้สรรพากรคืออะไร

ทีม Ginziiอ่าน 13 นาที
พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ร้านอาหารกำลังยื่นแท็บเล็ตให้ลูกค้าสแกนจ่ายเงิน
จุดที่เงินรั่วในร้านอาหารส่วนใหญ่ ไม่ได้อยู่ที่ครัว แต่อยู่ที่ตรงนี้

ร้านอาหารเกือบทุกร้านในไทยตอนนี้รับโอน และเกือบทุกร้านรับโอนด้วยวิธีเดียวกัน คือปริ้นต์ QR พร้อมเพย์ออกมาแผ่นหนึ่ง ใส่กรอบอะคริลิกวางไว้ข้างเครื่องคิดเงิน แล้วบอกลูกค้าว่า "สแกนแล้วใส่ยอดเองนะคะ"

มันใช้ได้ และมันฟรี แต่มันย้ายภาระสองอย่างไปไว้ที่ลูกค้าและที่คนเก็บเงิน คือ การพิมพ์ยอดให้ถูก กับ การตรวจว่าเงินเข้าจริงหรือยัง และภาระสองอย่างนี้เองที่ทำให้ยอดในบัญชีตอนปิดร้านไม่ตรงกับยอดขาย

บทความนี้ไม่ได้จะบอกว่าอย่ารับโอน แต่จะแยกให้เห็นว่า QR ที่แปะไว้กับ QR ที่ผูกยอดมาแล้วต่างกันตรงไหนในทางเทคนิค เงินรั่วได้ที่จุดไหนบ้าง ค่าธรรมเนียมจริง ๆ เป็นยังไง และเรื่องที่เจ้าของร้านหลายคนเพิ่งมารู้ทีหลัง คือเกณฑ์ที่กฎหมายบังคับให้ธนาคารส่งชื่อเจ้าของบัญชีให้กรมสรรพากร

QR สองแบบที่หน้าตาเหมือนกัน แต่ทำงานคนละอย่าง

QR พร้อมเพย์ที่ใช้กันในไทยอยู่บนมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ทั่วโลก คือ EMVCo ซึ่งสมาคมธนาคารไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยนำมากำหนดเป็นมาตรฐาน Thai QR Payment ให้ทุกธนาคารอ่าน QR ของกันและกันได้

ข้างใน QR ไม่ได้มีแค่ "เลขบัญชีปลายทาง" อย่างเดียว แต่เป็นชุดข้อมูลหลายฟิลด์ และฟิลด์แรกสุดฟิลด์หนึ่งชื่อ Point of Initiation Method เป็นตัวบอกว่า QR ใบนี้ตั้งใจให้ใช้แบบไหน

  • ค่า 11 = QR ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ซ้ำได้หลายครั้ง — คือใบที่ปริ้นต์แล้วแปะไว้
  • ค่า 12 = QR ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ครั้งเดียว — คือใบที่เครื่องสร้างขึ้นใหม่ต่อการจ่ายหนึ่งครั้ง

ความต่างที่เจ้าของร้านต้องสนใจไม่ใช่ตัวเลข 11 กับ 12 แต่คือสิ่งที่ตามมาจากมัน

QR ที่แปะไว้ (ใช้ซ้ำ)QR ที่สร้างต่อบิล (ใช้ครั้งเดียว)
ยอดเงินไม่ได้อยู่ใน QR ลูกค้าพิมพ์เองฝังมากับ QR ยอดเด้งขึ้นเอง
ใครรับผิดชอบว่ายอดถูกลูกค้าระบบที่ออกบิล
ผูกกับบิลไหนไม่ผูกผูกกับบิลใบนั้นใบเดียว
ต้นทุนเริ่มต้นปริ้นต์แผ่นเดียวจบต้องมีเครื่องที่สร้าง QR ได้
ตารางเปรียบเทียบ QR พร้อมเพย์แบบแปะไว้กับแบบผูกยอด แสดงว่ายอดเงินอยู่ที่ไหนและใครรับผิดชอบ
ความต่างจริงไม่ได้อยู่ที่รูป QR แต่อยู่ที่ว่ายอดเงินถูกฝังมาแล้วหรือยัง

พูดอีกแบบคือ QR ที่แปะไว้ทำหน้าที่แค่ "บอกว่าโอนเข้าบัญชีไหน" ส่วนเรื่องโอนเท่าไหร่ เป็นข้อตกลงปากเปล่าระหว่างคนเก็บเงินกับลูกค้า ที่ไม่มีอะไรบันทึกไว้เลย

เงินรั่วได้ที่ไหนบ้าง

เมื่อยอดเงินไม่ได้อยู่ใน QR ช่องว่างจะเปิดขึ้น 4 จุด และทั้ง 4 จุดเกิดตอนที่ร้านกำลังยุ่งที่สุด

1. พิมพ์ยอดตกหลัก บิล 185 พิมพ์เป็น 18.5 หรือบิล 1,850 พิมพ์เป็น 185 เป็นความผิดพลาดโดยสุจริตที่เกิดได้ทุกวัน และคนเก็บเงินจะรู้ก็ต่อเมื่อไปเปิดดูยอดในแอปธนาคาร ซึ่งช่วงพีคไม่มีใครมีเวลาทำ

2. จ่ายไม่ครบโดยตั้งใจ ต่างจากข้อแรกตรงที่แยกไม่ออกจากข้อแรก ณ ตอนนั้น เพราะทั้งสองกรณีหน้าจอที่ยื่นมาให้ดูก็คือสลิปที่โอนสำเร็จเหมือนกัน

3. สลิปที่ไม่ตรงกับเงินที่เข้าจริง ภาพสลิปเป็นแค่รูปภาพ การดูรูปด้วยตาเปล่าไม่ได้ยืนยันว่าเงินเข้าบัญชีแล้ว สิ่งที่ยืนยันได้มีอย่างเดียวคือรายการเดินบัญชีฝั่งผู้รับ ร้านที่โดนมักโดนตอนคนแน่นและคนเก็บเงินได้แค่ชำเลืองมองหน้าจอ

4. เงินเข้าแล้วแต่ไม่รู้ว่าของโต๊ะไหน ข้อนี้เป็นข้อที่เจ็บที่สุดตอนปิดร้าน เพราะรายการที่เข้ามาในบัญชีมีแต่ชื่อผู้โอนกับเวลา ไม่มีเลขบิล พอยอดรวมไม่ตรง จะไล่ย้อนว่าใบไหนขาดต้องนั่งจับคู่เวลาทีละรายการ และต่อให้จับคู่เจอ ก็ทวงไม่ได้อยู่ดีเพราะลูกค้ากลับไปแล้ว

จุดที่ 4 นี่เองที่อธิบายว่าทำไมร้านที่ "ไม่เคยโดนโกงเลย" ถึงยังมียอดไม่ตรงตอนปิดร้าน — เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่มีคนโกง แต่อยู่ที่ไม่มีอะไรผูกเงินหนึ่งก้อนเข้ากับบิลหนึ่งใบ

ถ้าร้านของคุณยังปิดยอดด้วยการกวาดตาดูแอปธนาคารตอนดึก แล้วรู้สึกว่า "น่าจะครบ" นั่นแปลว่าคุณยังไม่มีวิธีรู้ว่าไม่ครบ ไม่ใช่แปลว่าครบ

การผูกยอดเข้ากับ QR ปิดจุดที่ 1, 2 และ 4 ได้ทันที เพราะยอดถูกกำหนดจากฝั่งร้านไม่ใช่ฝั่งลูกค้า และ QR ใบนั้นเกิดมาเพื่อบิลใบเดียว ส่วนจุดที่ 3 ยังต้องอาศัยการยืนยันจากรายการเดินบัญชีอยู่ดี ไม่มี QR แบบไหนแก้ให้ได้

ค่าธรรมเนียม เรื่องที่อย่าเหมารวมว่าฟรี

ข้อมูลที่หาเจอตามเว็บทั่วไปมักสรุปสั้น ๆ ว่า "พร้อมเพย์ฟรี" ซึ่งจริงไม่ครบ

ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศเพดานค่าธรรมเนียมพร้อมเพย์ไว้เป็นขั้นตามมูลค่าธุรกรรม โดยรายการไม่เกิน 5,000 บาทคิดฟรี รายการมากกว่า 5,000 ถึง 30,000 บาทคิดไม่เกิน 2 บาท และไล่ขึ้นไปจนถึงรายการมากกว่า 100,000 บาทคิดไม่เกิน 10 บาท ตัวเลขเหล่านี้เป็น เพดาน ไม่ใช่ราคาที่ต้องเก็บ และ ธปท. ระบุเองว่าตั้งแต่ปี 2561 ธนาคารส่วนใหญ่ยกเว้นค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลไปแล้ว

สิ่งที่ต้องระวังคือ พร้อมเพย์สำหรับนิติบุคคลมีตารางค่าธรรมเนียมแยกต่างหากจากบุคคลธรรมดา ธปท. แยกเอกสารสองชุดนี้ออกจากกันชัดเจน ดังนั้นถ้าร้านของคุณจดเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนแล้วผูกพร้อมเพย์ในนามนิติบุคคล อย่าเดาว่าฟรีเหมือนบัญชีส่วนตัว ให้ถามธนาคารที่ใช้อยู่โดยตรง เพราะแต่ละธนาคารกำหนดไม่เหมือนกัน

ส่วนร้านที่ยังรับโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของเจ้าของ ตรงนี้พาไปสู่เรื่องถัดไปซึ่งสำคัญกว่าค่าธรรมเนียมมาก

เกณฑ์ที่ธนาคารต้องส่งชื่อคุณให้สรรพากร

เรื่องนี้เป็นกฎหมายที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2562 แต่เจ้าของร้านจำนวนมากยังไม่รู้ หรือรู้แบบผิด ๆ จากที่แชร์กันในกลุ่ม

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 เพิ่มมาตรา 3 สัตตรส เข้ามาในประมวลรัษฎากร กำหนดให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินของรัฐ และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ มีหน้าที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มี "ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ" ในปีที่ล่วงมา ต่อกรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

ตัวบทนิยาม "ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ" ไว้สองแบบ เข้าข้อใดข้อหนึ่งก็ถูกรายงาน

  1. ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป (ไม่ดูจำนวนเงินเลย)
  2. ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่ 400 ครั้ง และมียอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป
แผนภาพเกณฑ์ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ สองเงื่อนไขที่ทำให้ธนาคารต้องรายงานชื่อเจ้าของบัญชีให้กรมสรรพากร
เข้าข้อใดข้อหนึ่งก็ถูกรายงาน และร้านอาหารที่รับโอนทุกบิลเข้าข้อแรกได้ง่ายกว่าที่คิด

ลองนับดูว่าร้านอาหารเข้าเกณฑ์ง่ายแค่ไหน ร้านที่มีลูกค้าโอนวันละ 30 บิล เปิด 26 วันต่อเดือน จะได้เดือนละ 780 ครั้ง คูณ 12 เดือนเท่ากับ 9,360 ครั้งต่อปี ซึ่งเกินเกณฑ์ 3,000 ครั้งไปสามเท่ากว่า โดยที่ยอดรวมทั้งปีอาจยังไม่ถึงสองล้านบาทด้วยซ้ำ เพราะเกณฑ์ข้อแรกไม่ดูจำนวนเงิน

ร้านเล็กที่มีลูกค้าโอนวันละ 10 บิล ก็ยังได้ปีละราว 3,120 ครั้ง ซึ่งก็เกินเช่นกัน

สามจุดที่คนมักเข้าใจผิด

หนึ่ง ถูกรายงานไม่ได้แปลว่าต้องเสียภาษีเพิ่ม กรมสรรพากรระบุในเอกสารถาม-ตอบของตัวเองว่า ข้อมูลที่สถาบันการเงินรายงานมา "เพียงอย่างเดียวนั้นย่อมไม่เพียงพอต่อการระบุว่าเจ้าของข้อมูลเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีไม่ถูกต้อง" และ "กรมสรรพากรจะไม่ใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อการประเมินภาษีโดยตรง" แต่จะเอาไปประมวลผลรวมกับข้อมูลอื่นก่อน

สอง ข้อมูลที่ส่งเป็นยอดรวม ไม่ใช่รายการทีละรายการ สิ่งที่ธนาคารส่งมีแค่เลขประจำตัวประชาชน ชื่อ-นามสกุล เลขที่บัญชี จำนวนครั้งรวมทั้งปี และมูลค่ารวมทั้งปี กรมสรรพากรระบุเองว่า "รายการข้อมูลข้างต้นจะกำหนดให้รายงานเป็นยอดรวม มิได้มีการรายงานเป็นราย transaction"

สาม เกณฑ์นี้ปรับได้เฉพาะขาขึ้น ตัวบทเขียนว่าจำนวนครั้งหรือยอดรวม "ให้กำหนดเพิ่มขึ้นได้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง" แปลว่าออกกฎกระทรวงมาผ่อนให้สูงขึ้นได้ แต่กดให้ต่ำกว่า 400 ครั้ง / 2 ล้านบาท / 3,000 ครั้ง ไม่ได้

จุดที่ต้องอ่านให้ละเอียด ตัวบทเขียนว่า "ทุกบัญชีรวมกัน" เฉย ๆ ไม่ได้เขียนว่ารวมข้ามธนาคาร แต่หน้าที่รายงานถูกจำกัดไว้ที่ข้อมูล "เฉพาะที่อยู่ในความครอบครอง" ของผู้รายงานแต่ละราย ⇒ ในทางปฏิบัติแต่ละธนาคารนับได้เฉพาะบัญชีที่อยู่กับตัวเอง ไม่ได้เห็นบัญชีที่คุณมีอยู่ธนาคารอื่น แต่กรมสรรพากรได้รับรายงานจากทุกธนาคาร ⇒ การกระจายบัญชีหลายธนาคารอาจทำให้แต่ละธนาคารไม่ถึงเกณฑ์ แต่ไม่ได้แปลว่ารายได้หายไปจากสายตาสรรพากร และการทำแบบนั้นก็ไม่ได้ทำให้ภาระภาษีที่แท้จริงเปลี่ยนไป

สิ่งที่ควรทำจริง ๆ ไม่ใช่หาวิธีไม่ให้ถูกรายงาน แต่คือทำให้ยอดที่เข้าบัญชี อธิบายได้ ว่ามาจากบิลใบไหนบ้าง ซึ่งวนกลับมาที่ปัญหาเดิมของ QR ที่ไม่ผูกยอด เพราะถ้าเงินก้อนหนึ่งไม่รู้ว่ามาจากบิลไหน ก็อธิบายไม่ได้อยู่ดี

เรื่องเอกสารและการลงรายการรับ-จ่ายที่เกี่ยวข้องกับตรงนี้ เราเขียนแยกไว้ใน ร้านเล็กต้องมี POS ไหม จดสมุดพอไหม และเรื่องการจดทะเบียนกับภาษีของร้านอาหารอยู่ใน เปิดร้านอาหารต้องจดทะเบียนและขอใบอนุญาตอะไรบ้าง

แล้วควรทำยังไง

เรียงจากที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องซื้ออะไร ไปจนถึงที่ต้องเปลี่ยนเครื่องมือ

ระดับที่ 1 ทำได้พรุ่งนี้เช้า แยกบัญชีรับเงินร้านออกจากบัญชีใช้จ่ายส่วนตัวให้ขาด อย่างน้อยตอนไล่ยอดจะไม่มีเงินโอนจากญาติปนเข้ามา และตอนต้องชี้แจงก็อธิบายง่ายกว่ามาก

ระดับที่ 2 เปลี่ยนวิธีตรวจ เลิกตัดสินว่าเงินเข้าจากการดูรูปสลิป ให้ยืนยันจากการแจ้งเตือนเงินเข้าหรือรายการเดินบัญชีฝั่งร้านเท่านั้น ข้อนี้ไม่ต้องใช้เงินเลย ใช้แค่การตกลงกันในทีมว่าจะไม่ปล่อยลูกค้าไปก่อนเห็นเงินเข้าจริง

ระดับที่ 3 ผูกยอดเข้ากับ QR ให้เครื่องที่ออกบิลเป็นคนสร้าง QR พร้อมยอด แทนที่จะให้ลูกค้าพิมพ์ ตรงนี้ปิดทั้งการพิมพ์ผิด การจ่ายไม่ครบ และการไม่รู้ว่าเงินก้อนไหนของบิลไหน ในคราวเดียว

ถ้ายังไม่มีระบบที่ทำระดับที่ 3 ได้ กินซี่ (Ginzii) สร้าง QR พร้อมเพย์จากยอดค้างของบิลใบนั้นให้เลย ลูกค้าสแกนแล้วยอดขึ้นเอง ไม่ต้องพิมพ์ และใช้ได้ตั้งแต่แพ็กเกจฟรี

พูดให้ครบทั้งสองด้าน — กินซี่ไม่ได้ตรวจสลิปอัตโนมัติ พนักงานยังต้องเช็คว่าเงินเข้าบัญชีร้านจริงก่อนกดยืนยันรับเงินอยู่ดี ซึ่งตรงกับที่เขียนไว้ข้างบนว่าจุดที่ 3 ไม่มี QR แบบไหนแก้ให้ได้ สิ่งที่ระบบช่วยคือปิดจุดที่ 1, 2 และ 4 ให้ และทำให้ทุกยอดที่รับมาผูกกับบิลใบหนึ่งเสมอ ดูวิธีเริ่มได้ที่ หน้าดาวน์โหลด

คำถามที่เจ้าของร้านถามบ่อย

QR ที่แปะไว้หน้าร้าน ผิดกฎหมายไหม ไม่ผิด ใช้ได้ตามปกติ ประเด็นในบทความนี้เป็นเรื่องความแม่นของการเก็บเงินและการตรวจสอบย้อนหลัง ไม่ใช่เรื่องความถูกผิดตามกฎหมาย

ถ้ารับเงินสดอย่างเดียว จะไม่เข้าเกณฑ์ธุรกรรมลักษณะเฉพาะใช่ไหม เกณฑ์นับ "การฝากหรือรับโอน" ซึ่งรวมการนำเงินสดไปฝากด้วย ไม่ใช่นับเฉพาะเงินโอนเข้า ดังนั้นร้านที่รับเงินสดแล้วเอาไปฝากบ่อย ๆ ก็นับเช่นกัน

ถูกธนาคารรายงานแล้วต้องทำอะไรไหม ไม่มีขั้นตอนที่เจ้าของบัญชีต้องทำ เพราะเป็นหน้าที่ของธนาคารฝ่ายเดียว สิ่งที่ควรทำคือเก็บหลักฐานที่มาของเงินไว้ กรมสรรพากรระบุเองว่าผู้เสียภาษี "สามารถชี้แจงตามข้อเท็จจริงได้ว่าการรับโอนนั้นมิได้เป็นรายได้ของตน และอาจเก็บเอกสารของที่มาในการรับโอนเงินนั้นไว้เป็นหลักฐาน"

เงินที่เข้าบัญชีทั้งหมด ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีหรือเปล่า ไม่ กรมสรรพากรระบุว่า "การรับเงินผ่านบัญชีธนาคารนั้นมิได้หมายความว่าเงินจำนวนทั้งหมดนั้นเป็นรายได้ที่ต้องนำไปเสียภาษี" เพราะมีทั้งเงินโอนจากพ่อแม่ การคืนเงินกู้ยืม และอื่น ๆ ปนอยู่ ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ควรแยกบัญชีร้านออกจากบัญชีส่วนตัว

QR ผูกยอดต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มไหม ตัว QR ไม่ได้ทำให้ค่าธรรมเนียมเปลี่ยน เพราะค่าธรรมเนียมคิดจากธุรกรรมโอนเงินตามเพดานของ ธปท. ไม่ได้คิดจากวิธีสร้าง QR แต่ถ้าใช้บริการรับชำระเงินของผู้ให้บริการรายอื่นที่ไม่ใช่พร้อมเพย์ตรง อันนั้นมีค่าธรรมเนียมของตัวเองแยกไป ต้องดูสัญญาเป็นราย ๆ

ข้อมูลที่ธนาคารส่งให้สรรพากร เก็บไว้นานแค่ไหน ตัวบทกำหนดให้อธิบดีเก็บข้อมูลไว้ "ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่กรมสรรพากรได้รับข้อมูล"

สรุป

QR ที่แปะไว้หน้าร้านไม่ได้แย่ มันแค่ไม่ได้ทำหน้าที่ที่เจ้าของร้านคิดว่ามันทำ — มันบอกได้แค่ว่าโอนเข้าบัญชีไหน ไม่ได้บอกว่าโอนเท่าไหร่ และไม่ได้ผูกเงินก้อนนั้นเข้ากับบิลใบไหน

ช่องว่างสองอย่างนี้ทำให้เกิดสองปัญหาที่ดูไม่เกี่ยวกันแต่มีต้นตอเดียว คือยอดตอนปิดร้านไม่ตรง กับการอธิบายที่มาของเงินในบัญชีไม่ได้เมื่อถึงเวลาต้องอธิบาย

ทางแก้ที่ตรงที่สุดคือให้ยอดเงินถูกกำหนดจากฝั่งร้าน ไม่ใช่ฝั่งลูกค้า ส่วนเรื่องเกณฑ์ 400 ครั้ง 2 ล้านบาท และ 3,000 ครั้ง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัวหรือหาทางหลบ แต่เป็นเรื่องที่ควรรู้ไว้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน เพราะร้านอาหารที่รับโอนตามปกติเข้าเกณฑ์ได้ง่ายกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดมาก

รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น

กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน

คำนวณต้นทุนต่อจานฟรี

หรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต