Ginzii
จัดการร้าน

ร้านเล็กจำเป็นต้องมี POS ไหม หรือจดสมุดกับเครื่องคิดเลขก็พอ

ตอบตรงว่าร้านแบบไหนยังไม่ต้องมีระบบ POS และแบบไหนถึงเวลาแล้ว พร้อมจุดที่สมุดเริ่มเอาไม่อยู่ ข้อกฎหมายที่ร้านยังไม่จด VAT ก็ต้องทำ และวิธีเริ่มแบบไม่ต้องรื้อทั้งร้าน

ทีม Ginziiอ่าน 9 นาที

มือเจ้าของร้านอาหารเล็กถือปากกาเหนือสมุดเปล่าข้างเครื่องคิดเลขบนเคาน์เตอร์ไม้

เราขายระบบ POS แต่คำตอบตรง ๆ ของคำถามนี้คือ ร้านจำนวนไม่น้อยยังไม่จำเป็นต้องมี และการซื้อระบบมาก่อนที่ร้านจะต้องการ มักจบด้วยการเลิกใช้แล้วกลับไปจดสมุดเหมือนเดิม — เราเห็นแบบนี้บ่อยพอที่จะบอกตรง ๆ ว่าอย่าเพิ่งรีบซื้อ

คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ "POS ดีกว่าสมุดไหม" แต่คือ "ตอนนี้ร้านผมเจอปัญหาที่สมุดเริ่มเอาไม่อยู่แล้วหรือยัง"

สมุดกับเครื่องคิดเลขทำอะไรได้ดีจริง

ก่อนจะพูดถึงข้อจำกัด ต้องยอมรับก่อนว่าวิธีนี้มีข้อดีที่ระบบไหนก็สู้ไม่ได้

  • ต้นทุนแทบเป็นศูนย์ และไม่มีค่ารายเดือน — ที่จ่ายจริงคือเวลาที่ใช้รวมยอดตอนปิดร้าน
  • ไม่ต้องพึ่งเน็ต ไม่ต้องชาร์จแบต ไฟดับก็ยังขายได้ (แลกกับความเสี่ยงคนละแบบ คือถ้าเล่มหายหรือเปียกน้ำ ข้อมูลหายถาวรและไม่มีสำรอง)
  • เทรนสั้นมาก พนักงานใหม่จดเป็นตั้งแต่วันแรก เหลือแค่สอนตัวย่อเมนูของร้าน
  • เร็วกว่าถ้าเมนูน้อยและคนขายคนเดียว ในสถานการณ์นี้การเขียนเลขสามตัวมักจบเร็วกว่าการกดหาเมนูบนจอ

ถ้าร้านคุณขายเมนูไม่กี่อย่าง ทำคนเดียวหรือสองคน ปิดบัญชีวันละครั้งในหัวได้ และยังไม่มีใครถามหาตัวเลขย้อนหลัง — สมุดคือเครื่องมือที่ถูกต้องสำหรับตอนนี้ ไม่ใช่ความล้าหลัง

จุดที่สมุดเริ่มเอาไม่อยู่

พูดให้ตรง: เกือบทุกข้อข้างล่างนี้ทำด้วยกระดาษได้ ถ้ามีวินัยพอ สิ่งที่เขียนไว้ตรงนี้คือจุดที่ "ทำได้" กับ "ทำได้จริงทุกวันตอนร้านแน่น" เริ่มไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

บิลกระดาษหลายเล่มและกองใบออเดอร์บนเคาน์เตอร์ร้านอาหารช่วงพีคตอนเย็น มีสองคนหยิบจับกระดาษพร้อมกัน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การจด แต่อยู่ที่ตอนปิดร้านต้องไล่เลขบิลว่าครบทุกใบไหม

1. ถ้าไม่เคยนับของเลย จะย้อนไปหาว่าของหายเท่าไหร่ไม่ได้

ตัวเลขของหายมาจากการเทียบสองอย่าง คือของที่ใช้ไปจริง กับของที่ควรถูกใช้ตามยอดขาย และของที่ใช้ไปจริงมาจากสูตรต้นทุนขาย (COGS) ที่ใช้กันทั้งในบัญชีและในครัว: ยอดตั้งต้น + ของที่รับเข้า − ยอดที่นับได้

ถ้าไม่เคยนับของเลย จะย้อนไปหาว่าเดือนที่แล้วหายไปเท่าไหร่ไม่ได้ ไม่ใช่คำนวณแล้วไม่แม่น แต่คือไม่มีตัวเลขให้คำนวณ

ข่าวดีคือแก้ได้ตั้งแต่วันนี้และไม่ต้องใช้ระบบอะไรเลย — เดินไปนับของในครัวหนึ่งรอบ ยอดที่นับได้กลายเป็นยอดตั้งต้นของรอบหน้าทันที จากนั้นนับเป็นรอบ (ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน) แล้วเก็บใบส่งของทุกใบไว้ให้ครบ ที่พังบ่อยไม่ใช่การนับ แต่คือรอบที่ขาดไปหนึ่งครั้งแล้วตัวเลขต่อไม่ติดทั้งสาย (อ่านเรื่องจัดการสต๊อก)

ข้อนี้ระบบไม่ได้ช่วยแทนการนับ — POS ที่ไม่มีคนนับสต๊อกก็คำนวณของหายไม่ได้เหมือนกัน สิ่งที่ระบบช่วยคือฝั่ง "ของที่ควรถูกใช้ตามยอดขาย" ซึ่งคำนวณเองด้วยมือได้แต่กินเวลามาก

2. ตอบเรื่องกำไรรายเมนูได้ช้าจนไม่ทันใช้

ทำด้วยกระดาษได้ ถ้าขีดนับทุกจานที่ขายแล้วมานั่งคูณต้นทุนทีละเมนู แต่กว่าจะได้คำตอบ ราคาวัตถุดิบก็ขยับไปแล้ว

ร้านที่ขายดีแต่เงินไม่เหลือ ให้สงสัยตรงนี้ก่อน — ไม่ใช่ขายไม่พอ แต่เมนูที่ขายดีที่สุดดันเป็นเมนูที่กำไรต่อจานต่ำ วงการอาหารเรียกเมนูแบบนี้ว่า Plowhorse ตามแนวคิด menu engineering ของ Kasavana และ Smith (อ่านวิธีคิดต้นทุนต่อจาน · ลองเครื่องคำนวณฟรี ไม่ต้องสมัคร)

3. เอกสารที่กฎหมายบังคับ — ข้อนี้ไม่เกี่ยวกับว่าใช้สมุดหรือระบบ

ข้อนี้ต่างจากข้ออื่นตรงที่มันเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องความสะดวก และ ร้านเล็กที่ยังไม่จด VAT ก็มีหน้าที่นี้

  • ร้านบุคคลธรรมดาที่ยังไม่จด VAT — กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(5)–(8) ที่ไม่ได้จด VAT ซึ่งร้านอาหารอยู่ในกลุ่มนี้ ต้องจัดทำ "รายงานเงินสดรับ-จ่าย" ตามแบบที่กำหนด และ ลงรายการภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่มีรายรับหรือรายจ่าย (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 161) — สมุดที่จดยอดรวมวันละบรรทัดยังไม่นับว่าครบตามแบบนี้
  • ร้านที่จด VAT แล้ว — เก็บรายงานภาษีและใบกำกับภาษีไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันยื่นแบบหรือวันทำรายงาน เลิกกิจการเก็บต่ออีก 2 ปี (ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3)
  • ร้านที่จดเป็นนิติบุคคล — เก็บบัญชีและเอกสารประกอบไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี และถ้าเอกสารหายหรือเสียหายต้องแจ้งสารวัตรบัญชีภายใน 15 วัน (พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 และ 15)

และกรอบเวลาที่ถูกตรวจย้อนหลังก็ไม่ได้สั้น — สรรพากรออกหมายเรียกได้ภายใน 2 ปีนับแต่วันยื่นแบบ ขยายได้ถึง 5 ปีถ้าเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยง ส่วนคนที่ไม่เคยยื่นแบบเลย มาตรา 23 ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาไว้ (อ่านเรื่องภาษีร้านอาหาร)

4. รวมยอดหลายคนให้ตรงกันตอนปิดร้านยาก

ข้อนี้มักถูกเล่าผิดว่า "สมุดมีเล่มเดียวเลยรับออเดอร์พร้อมกันไม่ได้" ซึ่งไม่จริง — ร้านอาหารใช้บิลสำเนาเลขรันนิ่งคนละเล่มต่อคนกันทั้งประเทศ หลายคนรับออเดอร์พร้อมกันได้อยู่แล้ว

ปัญหาจริงอยู่ตอนปิดร้าน: ต้องมีคนไล่เลขบิลว่าครบทุกใบไหม ใบที่หายไปเงียบ ๆ จะไม่มีอะไรเตือน และงานไล่เลขนี่แหละคืองานแรกที่ถูกข้ามในวันที่ร้านแน่น

5. บันทึกว่าใครทำอะไร เชื่อถือได้ยาก

เขียนชื่อคนรับออเดอร์ลงบิล และเซ็นกำกับทุกครั้งที่ยกเลิกหรือลดราคา ทำบนกระดาษได้ทั้งหมด แต่คนที่เขียนคือคนเดียวกับคนที่ได้ประโยชน์ และฉีกทิ้งได้โดยไม่เหลือร่องรอย — สิ่งที่กระดาษให้ไม่ได้จึงไม่ใช่ "การบันทึก" แต่คือ ความน่าเชื่อถือของบันทึก

หกสัญญาณว่าถึงเวลาแล้ว

ไม่ต้องครบทุกข้อ ประสบการณ์เราคือถ้าเจอพร้อมกันตั้งแต่สองข้อขึ้นไป มักคุ้มที่จะเริ่มหาระบบแล้ว — นี่เป็นเกณฑ์ที่เราตั้งเองเพื่อให้ตัดสินใจง่าย ไม่ใช่มาตรฐานอุตสาหกรรม

  1. มีคนคิดเงินมากกว่าหนึ่งคน หรือคุณเริ่มไม่ได้ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ตลอดเวลา
  2. เมนูเยอะจนจำราคาไม่หมด หรือมีตัวเลือกเยอะ เผ็ดน้อย เพิ่มไข่ พิเศษ ไม่ใส่ผัก — จุดที่การจดเริ่มผิดบ่อย (เราใช้ราว ๆ 30 รายการเป็นจุดสังเกต ไม่ใช่เส้นตายอะไร)
  3. เริ่มมีคำถามที่ตอบไม่ได้ เช่น เดือนที่แล้วขายกะเพราไปกี่จาน หรือช่วงไหนของวันคนเข้าเยอะสุด
  4. ของหายบ่อยแต่จับต้นชนปลายไม่ถูก
  5. มีเดลิเวอรีหรือออเดอร์เข้าหลายทาง แล้วเริ่มมีออเดอร์ตกหล่น (อ่านเรื่องจัดคิวออเดอร์เข้าครัว)
  6. ยอดขายเข้าใกล้ 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ต้องจด VAT (เกินแล้วต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 30 วัน) หรือเริ่มมีลูกค้าขอใบกำกับภาษี — ข้อนี้ควรเตรียมก่อนถึง ไม่ใช่หลังถึง

ถ้ายังไม่เจอสักข้อ ใช้สมุดต่อไปได้เต็มปาก (แต่ยังต้องทำรายงานเงินสดรับ-จ่ายตามข้อ 3 อยู่ดี) แล้วเอาเวลาไปโฟกัสเรื่องที่สร้างเงินมากกว่า เช่น สูตรอาหารกับทำเล (อ่านเรื่องเลือกทำเล)

สรุปว่าร้านเล็กแบบไหนยังไม่ต้องมีระบบ POS หกสัญญาณว่าถึงเวลา และเอกสารที่กฎหมายบังคับไม่ว่าจะใช้สมุดหรือระบบ
แคปเก็บไว้ได้ — ส่วนล่างคือสิ่งที่ต้องทำอยู่ดีแม้ตัดสินใจไม่ซื้อระบบ

ทางกลางที่หลายร้านมองข้าม

ไม่จำเป็นต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง สองวิธีนี้ใช้ได้จริงและเสียแรงน้อย

ใช้ระบบเฉพาะงานที่กระดาษทำได้ช้าที่สุด — เช่น บันทึกยอดขายกับต้นทุนต่อจานในระบบ แต่ยังรับออเดอร์ด้วยกระดาษเหมือนเดิม คุณจะได้คำตอบเรื่องกำไรโดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีทำงานหน้าร้าน

เริ่มจากแพ็กเกจฟรีที่ไม่มีวันหมดอายุ — ทดสอบด้วยเมนูจริงของร้านสักช่วงพีคหนึ่ง ถ้าไม่เข้ากับร้านก็เลิกใช้โดยไม่เสียอะไร (อ่านเรื่องโปรแกรมฟรีว่ามีกี่แบบและต่างกันยังไง)

สิ่งที่ไม่ควรทำคือย้ายทั้งร้านในวันเดียวช่วงเทศกาล ถ้าจะเริ่มจริง มีเช็กลิสต์วางระบบ POS ก่อนเปิดร้านไล่ตามไทม์ไลน์ไว้ให้แล้ว และถ้าถึงขั้นเลือกเจ้าแล้ว มีแปดข้อที่ต้องถามก่อนเซ็น

คำถามที่ควรตอบให้ได้ก่อนจ่ายเงิน

ถ้าคิดจะเริ่ม ลองตอบสามข้อนี้ก่อน ถ้าตอบไม่ได้แปลว่ายังไม่ถึงเวลา

  • ปัญหาที่อยากแก้คืออะไร ตอบให้เป็นประโยคเดียว เช่น "อยากรู้ว่าเมนูไหนกำไร" หรือ "ออเดอร์ตกหล่นช่วงเย็น" — ถ้าตอบได้แค่ "อยากดูโปร" นั่นยังไม่ใช่ปัญหา
  • ใครจะเป็นคนกดในร้าน ถ้าคำตอบคือคุณคนเดียวและคุณอยู่ในครัวตลอด ระบบจะไม่ถูกใช้จริง
  • จะรู้ได้ยังไงว่าคุ้ม ตั้งไว้ล่วงหน้าว่าอีกหนึ่งเดือนจะดูอะไร เช่น ของหายลดลงไหม หรือปิดร้านเร็วขึ้นกี่นาที

แล้ว Ginzii เหมาะกับร้านเล็กแค่ไหน

พูดตามตรงทั้งสองด้าน

เหมาะ ถ้าคุณอยากเริ่มโดยไม่เสียเงินก่อน — แพ็กเกจฟรีไม่มีวันหมดอายุ ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ใช้บนแท็บเล็ตหรือมือถือที่มีอยู่แล้ว และได้เครื่องมือคิดต้นทุนต่อจานกับบันทึกของเสียตั้งแต่แพ็กเกจฟรี ซึ่งตรงกับข้อ 1 และข้อ 2 ที่กระดาษทำได้ช้าที่สุดพอดี

ยังไม่เหมาะ ถ้าร้านคุณขายทุกวันอยู่แล้ว เพราะแพ็กเกจฟรีจำกัด 50 บิลต่อเดือน ซึ่งเหมาะกับการทดลองมากกว่าการใช้งานจริง ร้านที่ขายทุกวันจะชนเพดานภายในไม่กี่วันแล้วต้องขยับเป็น Mini ฿99 ต่อเดือน (500 บิลต่อเดือน) — ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะได้ใช้จริง อย่าเพิ่งจ่าย ลองฟรีให้ครบหนึ่งช่วงพีคก่อน

และถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่เจอสัญญาณสักข้อในหกข้อข้างบน — คำแนะนำของเราคืออย่าเพิ่งซื้ออะไรทั้งนั้น จดสมุดต่อไป ทำรายงานเงินสดรับ-จ่ายให้ครบตามที่กฎหมายกำหนด แล้วกลับมาอ่านใหม่ตอนที่เริ่มมีคำถามที่สมุดตอบไม่ทัน

ดูรายละเอียดทุกแพ็กเกจและเริ่มใช้ฟรี เมื่อถึงเวลานั้น

เห็นต้นทุนร้านชัดตั้งแต่วันแรก

Ginzii คือระบบ POS สำหรับร้านอาหารและคาเฟ่เปิดใหม่ในไทย รู้ต้นทุนต่อจานและของเสียได้จริง เริ่มใช้ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มใช้ฟรี