ของทอดกรอบนานขึ้นได้ด้วยอะไร และน้ำมันเข้าอาหารตอนไหนกันแน่
ของทอดที่กรอบตอนยกขึ้นจากกระทะแต่แฉะตอนถึงมือลูกค้า เป็นปัญหาที่แก้ด้วยการเพิ่มไฟไม่ได้ บทความนี้อธิบายว่าความกรอบเกิดจากอะไรตามงานวิจัยที่วัดการไล่น้ำของมันฝรั่งทอดทีละอุณหภูมิ งานภาพสามมิติความเร็วสูงที่พบว่าน้ำมันส่วนใหญ่เข้าอาหารหลังยกขึ้นจากน้ำมันแล้ว ไม่ใช่ตอนทอด และทำไมข้อสรุปเรื่องอุณหภูมิถึงไม่ตรงกันในสองงานวิจัย พร้อมสิ่งที่ร้านควบคุมได้จริงในครัวและในกล่องเดลิเวอรี

ของทอดเป็นเมนูที่ขายง่ายที่สุดในร้านอาหารไทย และเป็นเมนูที่ร้องเรียนบ่อยที่สุดพร้อมกัน คำร้องเรียนมีสองแบบ แบบแรกคือ "ไม่กรอบ" แบบที่สองคือ "มันเกิน" และร้านส่วนใหญ่แก้ทั้งสองแบบด้วยวิธีเดียวกัน คือเร่งไฟให้แรงขึ้นแล้วทอดนานขึ้น
ปัญหาคือทั้งสองอย่างนั้นแก้คนละจุดกับสาเหตุจริง บทความนี้เอาสิ่งที่วัดได้จากงานวิจัยมาเรียงให้เห็นว่าความกรอบเกิดจากอะไร น้ำมันเข้าอาหารตอนไหน และจุดไหนที่ร้านควบคุมได้จริงโดยไม่ต้องเปลี่ยนสูตร
ความกรอบ คือผลของการไล่น้ำออกจากผิว
เวลาอาหารลงน้ำมันร้อน น้ำที่ผิวอาหารระเหยออกอย่างรวดเร็ว ชั้นนอกจึงแห้งและแข็งตัวกลายเป็นเปลือก ส่วนน้ำที่อยู่ลึกเข้าไปยังคงอยู่ ทำให้เนื้อในยังชุ่ม สิ่งที่เรียกว่ากรอบคือสภาพที่เปลือกแห้งพอจนแตกเมื่อกัด ในขณะที่เนื้อในยังมีน้ำอยู่
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Foods เมื่อปี 2565 วัดการถ่ายเทความร้อนและการสูญเสียน้ำของมันฝรั่งทอดที่อุณหภูมิ 150 ถึง 190 องศาเซลเซียส และรายงานว่า
"The water loss rate (k w) and water effective diffusion of fries increased with the increasing frying temperature. The k w of fries fried at 150–190 °C were 0.2391, 0.2414, 0.3205, 0.3998, and 0.3931, respectively... The hardness and crispness of fries increased with increased frying temperature. The highest overall acceptability scores of fries were fried at 170 °C."
— Monitoring the Changes in Heat Transfer and Water Evaporation of French Fries during Frying to Analyze Its Oil Uptake and Quality · Foods 2022, 11(21), 3473
สองประโยคนี้ให้ข้อมูลที่ร้านใช้ได้สองข้อ ข้อแรกคือ อุณหภูมิที่สูงขึ้นไล่น้ำได้เร็วขึ้นจริง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ของทอดจากหม้อที่ร้อนพอกรอบกว่าของทอดจากน้ำมันที่ยังไม่ถึงอุณหภูมิ ข้อที่สองคือ จุดที่คนชอบที่สุดไม่ใช่จุดที่ร้อนที่สุด คะแนนการยอมรับโดยรวมสูงสุดอยู่ที่ 170 องศาเซลเซียส ไม่ใช่ 190 องศา เพราะที่ร้อนเกินไป สีเข้มเกินและเนื้อในแห้งก่อนที่เปลือกจะได้ที่
น้ำมันเข้าอาหารตอนไหน คำตอบไม่ใช่ตอนที่คิดกัน
ความเข้าใจทั่วไปคือน้ำมันซึมเข้าอาหารระหว่างที่อาหารอยู่ในหม้อ แต่งานวิจัยที่ใช้การถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูงเพื่อดูโครงสร้างจุลภาคระหว่างทอดและระหว่างพักหลังทอด สรุปไว้ต่างจากนั้น
"Several experimental studies and numerical models focused on oil uptake dynamics have demonstrated oil ingress to primarily occur after removal from the frying oil. Additionally, oil uptake in the crust micropores has been ascribed to changes in capillary pressures..."
กลไกคือ ระหว่างทอด ไอน้ำที่พุ่งออกจากอาหารดันน้ำมันไม่ให้เข้า พอยกอาหารขึ้น ไอน้ำหยุดพุ่ง อาหารเริ่มเย็นลง ความดันภายในลดลง และน้ำมันที่เกาะอยู่ที่ผิวถูกดูดเข้าไปในรูพรุนของเปลือก
สำหรับครัว ประโยคนี้เปลี่ยนลำดับความสำคัญของงานทั้งหมด เพราะมันแปลว่า ช่วงไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาทีหลังยกตะกร้าขึ้น คือช่วงที่ตัดสินว่าของจานนั้นจะมันแค่ไหน ไม่ใช่ตอนที่ของอยู่ในหม้อ
งานเดียวกันยังวัดปริมาณน้ำมันสุดท้ายที่อุณหภูมิต่างกันไว้ด้วย
"Comparing 3D microstructures attained at different frying oil temperatures, final oil content reaches 14.4% at 180 °C, 12.2% at 150 °C, and 1.3% at 120 °C, with temperature-dependent structural changes in pore connectivity and network integrity significantly impacting the rate of oil uptake and its distribution."
จุดที่ต้องอ่านอย่างระวัง เพราะสองงานให้ทิศไม่ตรงกัน
ถ้าอ่านผ่าน ๆ ตัวเลขชุดหลังจะดูเหมือนบอกว่า "ยิ่งทอดร้อนยิ่งอมน้ำมัน" ซึ่งขัดกับสิ่งที่คนครัวเชื่อกันมาตลอด และขัดกับงานมันฝรั่งทอดที่รายงานว่าอัตราการอมน้ำมันเพิ่มขึ้นก่อนแล้วค่อยลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น
เหตุผลที่ทั้งสองงานไม่ขัดกันจริงคือมันวัดคนละอาหาร งานภาพสามมิติใช้ โดแป้งสาลี เป็นระบบจำลอง ส่วนอีกงานใช้มันฝรั่งทอดจริง โครงสร้างของสองอย่างนี้ต่างกันมาก ทั้งความชื้นเริ่มต้น ความหนาแน่น และวิธีที่เปลือกก่อตัว
ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงจึงไม่ใช่ตัวเลขอุณหภูมิ แต่คือกลไกสามข้อที่ทั้งสองงานตรงกัน
- เปลือกที่พรุนมากคือทางเข้าของน้ำมัน
- น้ำมันเข้าเป็นหลักหลังยกขึ้นจากหม้อ
- อุณหภูมิที่ตกระหว่างทอดทำให้ไล่น้ำได้ช้าลง ซึ่งยืดเวลาที่อาหารต้องอยู่ในน้ำมัน
ที่บทความนี้ไม่พูดถึง เราไม่ได้เขียนเรื่องการทอดสองครั้งไว้ในบทความนี้ ทั้งที่เป็นเทคนิคที่ร้านใช้กันจริง เพราะยังหางานวิจัยที่เปิดอ่านฉบับเต็มได้และวัดผลไว้ชัดเจนไม่ได้ในรอบการตรวจนี้ เราจึงเลือกไม่อ้างตัวเลขใด ๆ เกี่ยวกับมันแทนที่จะเขียนจากความเชื่อ
สิ่งที่ควบคุมได้จริงในครัว เรียงตามผลที่ได้ต่อแรงที่ลง
1. อย่าให้อุณหภูมิน้ำมันตก
ตัวการอันดับหนึ่งคือการใส่ของลงหม้อมากเกินไปในครั้งเดียว น้ำมันเย็นลงทันที ไอน้ำที่ควรพุ่งออกอย่างแรงกลายเป็นเดือดเบา ๆ ของจึงแช่อยู่ในน้ำมันนานขึ้นกว่าจะแห้ง วิธีแก้ไม่ใช่การเร่งไฟหลังใส่ของแล้ว แต่คือลดปริมาณต่อรอบลง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่เราเขียนไว้ในบทความ ทำไมพนักงานใหม่ผัดไม่เหมือนเจ้าของ คือปริมาณต่อรอบเป็นตัวแปรที่คนใหม่มักตั้งผิด
2. สะเด็ดน้ำมันทันทีที่ยกขึ้น และให้ลอยจากพื้นผิว
จากกลไกที่งานวิจัยอธิบายไว้ น้ำมันที่ค้างอยู่ที่ผิวคือน้ำมันที่กำลังจะถูกดูดเข้าไป การเขย่าตะกร้าให้สะเด็ดสองสามครั้งทันทีที่ยกขึ้นจึงไม่ใช่ท่าประดับ แต่คือการลดปริมาณน้ำมันที่รอเข้าอยู่ที่ผิว
ส่วนการพัก ให้วางบนตะแกรงที่ยกชิ้นอาหารลอยขึ้นและมีอากาศไหลได้รอบด้าน ไม่ใช่วางบนถาดทึบหรือกองซ้อนกันในกะละมัง เพราะไอน้ำที่ยังออกจากอาหารจะถูกกักไว้ใต้ชิ้นแล้วควบแน่นกลับเป็นน้ำที่ผิว ทำให้เปลือกที่เพิ่งแห้งนิ่มลง
3. อย่าปิดฝาตอนของยังร้อน
หลักการเดียวกับข้อบน แต่เกิดในกล่อง ของทอดที่ปิดฝาทันทีจะสร้างไอน้ำในกล่องจนควบแน่นที่ฝาแล้วหยดกลับลงบนอาหาร ถ้าจำเป็นต้องปิดเพื่อความสะอาด ให้มีทางระบายไอน้ำ และอย่าวางของทอดซ้อนกันหลายชั้น
4. แยกของที่มีน้ำออกจากของทอดเสมอ
น้ำจิ้ม น้ำแกง ผักสด และข้าวที่ยังร้อน ล้วนเป็นแหล่งไอน้ำ การใส่รวมกล่องเดียวกับของทอดคือการรับประกันว่าลูกค้าจะได้ของนิ่ม เรื่องบรรจุภัณฑ์กับอาหารร้อนมีรายละเอียดที่ควรรู้เพิ่มอยู่ในบทความ ใส่อาหารร้อนในถุงพลาสติกกับกล่องโฟม
5. ตรวจคุณภาพน้ำมันก่อนโทษสูตร
ร้านที่อยู่ ๆ ของทอดมันเยิ้มขึ้นทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนอะไร มักเจอสาเหตุที่คุณภาพน้ำมัน ไม่ใช่ที่แป้งหรือไฟ เรื่องนี้มีเกณฑ์ตามกฎหมายไทยกำกับอยู่ด้วย รายละเอียดว่ากฎหมายวัดที่อะไร วัดเองได้ด้วยอะไร และราคาเท่าไหร่ อยู่ในบทความ น้ำมันทอดซ้ำใช้ได้ถึงไหน
เช็คลิสต์สำหรับกะพรุ่งนี้
| จุด | ทำอะไร | ทำไม |
|---|---|---|
| ก่อนทอด | รอให้น้ำมันถึงอุณหภูมิจริงก่อนใส่ของ ใช้เทอร์โมมิเตอร์ ไม่ใช่ดูฟอง | ฟองบอกว่ามีน้ำ ไม่ได้บอกอุณหภูมิ |
| ระหว่างทอด | ลดปริมาณต่อรอบลงจนอุณหภูมิไม่ตกเกินไป | อุณหภูมิตก = อยู่ในน้ำมันนานขึ้น |
| ทันทีที่ยกขึ้น | เขย่าสะเด็ด 2 ถึง 3 ครั้ง | ลดน้ำมันที่ผิวก่อนถูกดูดเข้า |
| ระหว่างพัก | วางบนตะแกรงยกสูง ไม่ซ้อนชั้น | กันไอน้ำควบแน่นกลับ |
| ตอนแพ็ก | เว้นช่องระบายไอน้ำ แยกของเปียกออก | ไอน้ำคือศัตรูของเปลือก |
| ท้ายกะ | ตรวจสภาพน้ำมัน จดวันที่เปลี่ยน | คุณภาพน้ำมันเปลี่ยนทั้งรสและความมัน |
สรุปให้สั้นที่สุด
ความกรอบมาจากการไล่น้ำออกจากผิวจนเกิดเปลือก ส่วนความมันมาจากน้ำมันที่ถูกดูดเข้ารูพรุนของเปลือกเป็นหลัก หลังจากยกอาหารขึ้นจากหม้อแล้ว สองอย่างนี้จึงถูกตัดสินคนละช่วงเวลา และร้านที่แก้ปัญหาด้วยการเร่งไฟอย่างเดียวกำลังแก้อยู่ช่วงเดียว
ของที่ให้ผลมากที่สุดต่อแรงที่ลงไป ไม่ใช่การเปลี่ยนสูตรแป้ง แต่คือการไม่ปล่อยให้อุณหภูมิน้ำมันตก การสะเด็ดน้ำมันทันที การพักบนตะแกรงแทนถาดทึบ และการแยกของเปียกออกจากของทอดตอนแพ็ก ทั้งสี่ข้อนี้ไม่มีข้อไหนต้องลงทุนเพิ่มเกินหลักร้อย
ส่วนตัวเลขอุณหภูมิที่เห็นในบทความต่าง ๆ ให้ใช้เป็นจุดตั้งต้นเท่านั้น เพราะงานวิจัยที่วัดคนละอาหารยังให้ทิศทางไม่ตรงกัน สิ่งที่เชื่อได้มากกว่าคือการทดสอบกับเมนูของร้านตัวเอง แล้วจดไว้ว่ารอบไหนใช้อุณหภูมิเท่าไหร่และผลเป็นยังไง
ร้านที่ขายของทอดเป็นเมนูหลักมักไม่รู้ว่าต้นทุนน้ำมันต่อจานจริง ๆ อยู่ที่เท่าไหร่ เพราะมันไม่ได้ถูกตัดออกจากสต๊อกทีละจาน Ginzii เป็นระบบขายหน้าร้านสำหรับร้านอาหารไทยที่เก็บยอดขายรายจานไว้ให้ตั้งแต่บิลแรก มีแพ็กเกจฟรีให้เริ่มได้โดยไม่ต้องจ่าย
รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น
กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน
คำนวณต้นทุนต่อจานฟรีหรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
บทความนี้มีประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนที่ทำร้านได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
- น้ำมันเข้าอาหารตอนทอดหรือตอนยกขึ้น
- งานวิจัยที่ถ่ายภาพสามมิติความเร็วสูงระหว่างทอดและระหว่างพักหลังทอด สรุปไว้ว่าการเข้าของน้ำมันเกิดขึ้นเป็นหลักหลังนำอาหารออกจากน้ำมันแล้ว โดยน้ำมันที่เกาะอยู่ที่ผิวถูกดูดเข้าไปในรูพรุนของเปลือกด้วยแรงคาปิลลารีตอนอาหารเย็นลง ความหมายกับครัวคือช่วงไม่กี่วินาทีหลังยกตะกร้าขึ้นมีผลกับความมันของอาหารมากกว่าที่ร้านส่วนใหญ่คิด และการสะเด็ดน้ำมันทันทีจึงสำคัญกว่าการปรับไฟ
- ทอดที่อุณหภูมิสูงขึ้นแล้วอมน้ำมันน้อยลงจริงไหม
- ไม่ตรงไปตรงมาแบบนั้น งานที่วัดมันฝรั่งทอดที่ 150 ถึง 190 องศาเซลเซียสพบว่าอัตราการอมน้ำมันเพิ่มขึ้นก่อนแล้วค่อยลดลง โดยสูงสุดอยู่ช่วงกลาง ส่วนงานที่ถ่ายภาพโครงสร้างจุลภาคของโดแป้งสาลีพบว่าที่ 180 องศามีปริมาณน้ำมันสุดท้ายสูงกว่าที่ 150 และ 120 องศา เพราะเปลือกที่เกิดขึ้นมีรูเปิดที่ผิวมากกว่า สองงานนี้ใช้อาหารคนละชนิดจึงให้ทิศทางไม่เหมือนกัน ข้อสรุปที่ปลอดภัยสำหรับร้านคือห้ามใช้ตัวเลขจากงานใดงานหนึ่งไปฟันธงกับเมนูของตัวเอง แต่ให้ทดสอบกับของจริงที่ร้านทอดอยู่
- พักของทอดบนกระดาษซับกับบนตะแกรง ต่างกันจริงไหม
- ต่างกันที่การระบายไอน้ำ อาหารที่เพิ่งขึ้นจากน้ำมันยังปล่อยไอน้ำออกจากตัวเองต่ออีกพักหนึ่ง ถ้าวางบนพื้นผิวทึบหรือวางซ้อนกัน ไอน้ำจะถูกกักไว้ใต้ชิ้นอาหารแล้วควบแน่นกลับเป็นน้ำที่ผิว ทำให้เปลือกที่เพิ่งกรอบนิ่มลง ตะแกรงที่ยกชิ้นอาหารให้ลอยและมีอากาศไหลได้รอบด้านจึงรักษาความกรอบได้นานกว่า หลักการเดียวกันใช้กับการวางในกล่องเดลิเวอรีด้วย
- ทำยังไงให้ของทอดเดลิเวอรีถึงมือลูกค้าแล้วยังกรอบ
- สามอย่างที่ได้ผลที่สุดคือ ทำให้ไอน้ำออกจากกล่องได้ ไม่วางชิ้นทับกันจนไอน้ำถูกกัก และแยกของที่มีน้ำอย่างน้ำจิ้มหรือน้ำแกงออกจากของทอดเสมอ ส่วนการเพิ่มความกรอบด้วยการทอดนานขึ้นมักได้ผลตรงข้ามเพราะสีเข้มเกินและเนื้อในแห้ง ถ้าจะแก้เรื่องเดลิเวอรีจริงจัง ให้เริ่มจากบรรจุภัณฑ์และการจัดวางก่อนไปแตะสูตร
- น้ำมันเก่ามีผลกับความกรอบไหม
- มีผล และเป็นเรื่องที่กฎหมายไทยกำหนดเกณฑ์ไว้ด้วย น้ำมันที่ใช้ซ้ำจนเสื่อมสภาพจะเปลี่ยนคุณสมบัติการถ่ายเทความร้อนและการเกาะที่ผิวอาหาร ร้านที่เจอปัญหาของทอดมันเยิ้มขึ้นทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนสูตร ควรเริ่มตรวจจากคุณภาพน้ำมันก่อนอย่างอื่น รายละเอียดเรื่องเกณฑ์สารโพลาร์และวิธีวัดอยู่ในบทความเรื่องน้ำมันทอดซ้ำของเรา
- ควรตั้งอุณหภูมิน้ำมันที่เท่าไหร่
- ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกเมนู เพราะขึ้นกับความหนาของชิ้น ความชื้นของวัตถุดิบ และแป้งที่ใช้ชุบ งานที่วัดมันฝรั่งทอดพบว่าคะแนนการยอมรับโดยรวมสูงสุดอยู่ที่ 170 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดอ้างอิงที่ดีสำหรับของทอดแป้งชุบทั่วไป แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขคือการรักษาอุณหภูมิให้นิ่ง เพราะการใส่ของลงไปทีละมาก ๆ ทำให้อุณหภูมิตกและของอมน้ำมันมากขึ้น