Ginzii
จัดการร้าน

น้ำมันทอดซ้ำใช้ได้ถึงไหน กฎหมายไทยกำหนดตัวเลขไว้แล้ว และร้านวัดเองได้

ร้านอาหารส่วนใหญ่เปลี่ยนน้ำมันตอนที่เห็นว่ามันดำ แต่กฎหมายไทยไม่ได้วัดที่สี มันวัดที่ค่าสารโพลาร์ซึ่งต้องไม่เกินร้อยละ 25 ของน้ำหนัก บทความนี้ไล่ให้เห็นว่าตัวบทเขียนว่าอะไร ร้านแบบไหนอยู่ในวงและแบบไหนไม่อยู่ ถูกตรวจแล้วเกิดอะไรขึ้นจริง ทำไมการดูสีถึงเชื่อไม่ได้ ชุดทดสอบราคาเท่าไหร่ซื้อที่ไหน และเรื่องไอน้ำมันกับสุขภาพคนหน้ากระทะที่หลักฐานบอกได้แค่ไหน

ทีม Ginziiอ่าน 14 นาที
แชร์
กระทะเหล็กใบใหญ่ตั้งบนเตาแก๊สในครัวร้านอาหารตามสั่ง มีน้ำมันสีอำพันเข้มอยู่ในกระทะ ตะแกรงกรองวางพาดขอบ และถาดหมูหมักรอทอดวางอยู่ข้าง ๆ
น้ำมันในกระทะที่สีเข้มขึ้นเรื่อย ๆ คือภาพที่ครัวร้านตามสั่งเห็นทุกวัน แต่สีไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายใช้วัด

ในครัวร้านอาหารเกือบทุกร้าน คนตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนน้ำมันเมื่อไหร่ด้วยสามอย่าง คือสีที่เข้มขึ้น กลิ่นที่เริ่มหืน และฟองที่ขึ้นเยอะกว่าเดิม สามอย่างนี้ดีกว่าไม่ดูอะไรเลย แต่ไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายใช้วัด

สิ่งที่กฎหมายไทยใช้วัดคือค่าที่เรียกว่า สารโพลาร์ และมีตัวเลขกำกับไว้ชัดเจนมาตั้งแต่ปี 2547

ตัวบทเขียนว่าอะไร

มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขสองฉบับที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ และตัวที่ครอบร้านอาหารตรงที่สุดคือฉบับแรก

ฉบับที่ 283 พ.ศ. 2547 เรื่องกำหนดปริมาณสารโพลาร์ในน้ำมันที่ใช้ทอดหรือประกอบอาหารเพื่อจำหน่าย กำหนดว่าน้ำมันที่ใช้ทอดหรือประกอบอาหารเพื่อจำหน่าย มีสารโพลาร์ได้ ไม่เกินร้อยละ 25 ของน้ำหนัก มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 6 พฤศจิกายน 2547

คำที่ทำให้ฉบับนี้ครอบกว้างคือ ประกอบอาหาร ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าน้ำมันนั้นต้องผ่านการทอดมาก่อน และนิยามคำว่าน้ำมันในประกาศคือ "น้ำมันและไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์ และใช้เป็นอาหารได้" ⇒ ครอบทั้งน้ำมันพืชและน้ำมันหมู

ฉบับที่ 347 พ.ศ. 2555 เรื่องวิธีการผลิตอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ เจาะจงไปที่น้ำมันที่ผ่านการทอดมาแล้ว ข้อ 3 เขียนไว้ว่า

ผู้ผลิตอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำในการผลิตอาหารเพื่อจำหน่าย เช่น การทอด ทา ผัด หรือใช้เป็นส่วนผสมหรือส่วนประกอบของอาหาร ต้องใช้น้ำมันทอดซ้ำที่มีสารโพลาร์ ไม่เกินร้อยละ ๒๕ ของน้ำหนัก

และนิยามในฉบับนี้เขียนว่าน้ำมันทอดซ้ำหมายถึง "น้ำมันหรือไขมันที่ใช้เป็นอาหาร และผ่านการทอดอาหารมาแล้ว" ไม่มีเงื่อนไขเรื่องจำนวนครั้ง แปลว่าน้ำมันที่ทอดไปแล้วหนึ่งรอบก็เข้านิยามนี้แล้ว

"ผู้ผลิตอาหาร" หมายถึงร้านเราด้วยหรือเปล่า

คำว่า ผู้ผลิตอาหาร อ่านผ่าน ๆ แล้วเหมือนพูดถึงโรงงาน แต่คำนี้มีนิยามอยู่ในมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และนิยามนั้นกว้างกว่าที่คิด

"ผลิต" หมายความว่า ทำ ผสม ปรุงแต่ง และหมายความรวมถึงแบ่งบรรจุด้วย

คำว่า ทำ และ ปรุงแต่ง อยู่ในนิยามนี้ ร้านอาหารที่ปรุงของขายหน้าร้านจึงเข้าข่าย และไม่ใช่แค่การตีความบนกระดาษ เอกสารของสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานครที่วางแผนเฝ้าระวังสารโพลาร์ในตลาด ระบุเองว่าใช้ประกาศทั้งสองฉบับนี้เป็นหลักเกณฑ์ตรวจ สถานประกอบการจำหน่ายอาหาร เดือนละหลายครั้ง

ร้านแบบไหนไม่อยู่ในวง

เรื่องนี้ต้องพูดให้ครบ ไม่ใช่ขยายวงให้กลัวไว้ก่อน

ถ้าร้านรินน้ำมันใหม่จากขวดผัดทีละจาน แล้วไม่ได้เก็บน้ำมันนั้นไว้ใช้ต่อ น้ำมันนั้น ไม่เข้านิยามน้ำมันทอดซ้ำ ของฉบับ 347 ตั้งแต่แรก เพราะยังไม่เคยผ่านการทอดอาหาร

ส่วนร้านที่เก็บน้ำมันซึ่งทอดไก่ทอดหมูไว้ แล้วตักมาผัดต่อในวันถัดไป อันนั้นเข้าเต็มตัว และเป็นวิธีที่ร้านตามสั่งจำนวนมากทำกันจริง

โทษเท่าไหร่ และถูกตรวจแล้วเกิดอะไรขึ้น

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาออกคำชี้แจงประกาศทั้งสองฉบับนี้เมื่อ 7 มกราคม 2556 และระบุบทลงโทษไว้สองชั้น

ชั้นแรก น้ำมันที่ใช้ทอดหรือประกอบอาหารเพื่อจำหน่ายที่มีสารโพลาร์เกินเกณฑ์ ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 25(3) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท ซึ่งอยู่ในมาตรา 60

ชั้นที่สอง กรณีฝ่าฝืนประกาศเรื่องวิธีการผลิตอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ ซึ่งออกตามมาตรา 6(7) มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตามมาตรา 49

แต่ตัวเลขค่าปรับไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างแรก เอกสารแผนเฝ้าระวังของหน่วยงานเขียนขั้นตอนไว้เองว่า เมื่อตรวจพบเกินเกณฑ์ ขั้นแรกคือ แจ้งเตือนให้ปรับปรุงและให้เปลี่ยนน้ำมัน แล้ว กลับมาตรวจซ้ำ ถ้ายังพบเกินเกณฑ์อีกจึงพิจารณาดำเนินคดี

รู้ลำดับนี้แล้วมีประโยชน์สองอย่าง อย่างแรกคือไม่ต้องตกใจเกินเหตุ อย่างที่สองคือรู้ว่าจังหวะที่ควรรีบแก้จริง ๆ คือหลังโดนเตือนครั้งแรก ไม่ใช่ตอนถูกตรวจครั้งที่สอง

เรื่องนี้เกิดกับร้านแบบไหน

มีงานที่ลงพื้นที่วัดจริงแล้วตีพิมพ์ไว้ เป็นการศึกษาปริมาณสารโพลาร์ในน้ำมันทอดซ้ำของผู้ประกอบการในเขตสุขภาพที่ 10 เผยแพร่ในวารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี ปี 2564 เก็บตัวอย่างจากผู้ประกอบการร้านอาหารทอด 340 ร้าน ใน 5 จังหวัด ระหว่าง 1 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2564 และกลุ่มตัวอย่างเป็น ร้านอาหารตามสั่งถึงร้อยละ 66.8 โดย เจ้าของร้านเป็นผู้ดูแลร้านเองร้อยละ 97.1

ผลรวมคือ ผ่านเกณฑ์ 299 ร้าน หรือร้อยละ 87.9 ส่วนที่เหลือ 41 ร้าน หรือร้อยละ 12.1 เกินเกณฑ์ ซึ่งก็คือประมาณหนึ่งในแปดร้าน

ตัวเลขนี้อ่านได้สองทางและควรอ่านทั้งสองทาง ทางแรกคือร้านเล็กที่เจ้าของยืนทำเองส่วนใหญ่คุมได้อยู่แล้ว ทางที่สองคือยังมีอีกหนึ่งในแปดที่ไม่ผ่าน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงพอจะแปลว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญของร้านใดร้านหนึ่ง

ส่วนที่มีประโยชน์กับการวางแผนมากที่สุดคือการกระจายตัว งานวิจัยแบ่งผลออกเป็นสามช่วงตามชุดทดสอบ

  • ช่วง 9 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งงานวิจัยระบุว่า เป็นน้ำมันที่ใช้ได้ — 180 ร้าน หรือ ร้อยละ 52.9
  • ช่วงราว 24 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งระบุว่า ยังใช้ได้ แต่ไม่ควรเติมน้ำมันใหม่เพิ่มลงไป — 119 ร้าน หรือ ร้อยละ 35.0
  • ช่วงเกิน 25 เปอร์เซ็นต์ คือเสื่อมสภาพแล้ว — 41 ร้าน หรือ ร้อยละ 12.1

ตัวที่ควรจ้องคือกลุ่มกลาง เพราะงานวิจัยเขียนไว้เองว่ากลุ่มนี้ เสี่ยงต่อการพบปริมาณสารโพลาร์เกินเกณฑ์มาตรฐาน รวมกลุ่มกลางกับกลุ่มที่เกินไปแล้วเข้าด้วยกันคือเกือบครึ่งของกลุ่มตัวอย่าง การเผลอยืดอายุน้ำมันอีกวันสองวันในสัปดาห์ที่ยุ่งจึงพาข้ามเส้นได้ไม่ยาก

อีกตัวเลขจากงานเดียวกันที่ควรรู้คือ ร้านที่ตอบว่าใช้น้ำมันซ้ำ 3 ถึง 4 ครั้ง มีอยู่ราวร้อยละ 43 ซึ่งเกินคำแนะนำของ อย. ที่บอกว่าไม่ควรเกิน 2 ครั้งไปแล้ว

การศึกษานี้เก็บข้อมูลใน 5 จังหวัดของเขตสุขภาพที่ 10 คือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ยโสธร และมุกดาหาร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 โดยเลือกร้านแบบกำหนดโควตาอำเภอละ 5 ร้าน ไม่ใช่การสุ่มทั่วประเทศ และเป็นพื้นที่ที่หน่วยงานสาธารณสุขเข้าตรวจเฝ้าระวังเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว ตัวเลขนี้จึงใช้เป็นภาพของพื้นที่นั้นในเวลานั้น ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของร้านอาหารไทยทั้งหมด

ทำไมการดูสีถึงเชื่อไม่ได้

น้ำมันที่โดนความร้อนซ้ำ ๆ พร้อมกับความชื้นจากอาหารและออกซิเจนในอากาศ จะเกิดปฏิกิริยาที่ทำให้โมเลกุลของน้ำมันแตกตัวและรวมตัวใหม่เป็นสารกลุ่มที่มีขั้ว เรียกรวมกันว่าสารโพลาร์ ยิ่งใช้นานยิ่งสะสม และสะสมแล้วไม่หายไปเอง ทางเดียวที่สารพวกนี้ออกจากกระทะคือติดไปกับอาหารที่ทอด

ส่วนสีที่เข้มขึ้นเป็นคนละกลไก สีมาจากเศษอาหารที่ไหม้ค้างในน้ำมัน เครื่องเทศ แป้งชุบทอด และน้ำตาลในของหมัก ผลคือน้ำมันที่ทอดหมูชุบแป้งหมักซีอิ๊วจะดำเร็วทั้งที่ค่าอาจยังไม่ถึงเกณฑ์

หลักฐานที่ชัดที่สุดของเรื่องนี้เป็นของไทยเอง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เคยทดลองท่าที่บางร้านใช้ คือเอาแป้งผสมน้ำใส่ลงไปในน้ำมันเก่าเพื่อให้ใสขึ้น แล้ววัดค่าก่อนและหลัง ผลคือ สีจางลงและตะกอนน้อยลงจริง แต่ค่ากรด ค่าเพอร์ออกไซด์ และสารโพลาร์ ไม่ต่างจากเดิม พูดง่าย ๆ คือมันแต่งหน้าน้ำมัน ไม่ได้ทำให้น้ำมันดีขึ้น

อีกกรณีที่คนมองข้ามคือ น้ำมันที่ตั้งร้อนรอไว้โดยไม่ได้ทอดอะไรเลย ก็เสื่อมเหมือนกัน ร้านที่เปิดกระทะรอตั้งแต่สายแล้วลูกค้าเข้าเที่ยง กำลังจ่ายอายุน้ำมันไปฟรี ๆ ทุกวันโดยไม่ได้ขายอะไรเพิ่ม

กรองอย่างไรถึงช่วย และอย่างไรที่ไม่ช่วย

การกรองเศษอาหารด้วยกระชอนหรือผ้าขาวบางช่วยเรื่องสีได้ทันตา แต่ ไม่ได้ลดค่าสารโพลาร์ เพราะสารโพลาร์ละลายอยู่ในเนื้อน้ำมัน ไม่ได้ลอยเป็นเศษให้กรองออก ถึงอย่างนั้นก็ยังควรกรองต่อไป เพราะเศษที่ค้างอยู่เร่งให้น้ำมันเสื่อมเร็วขึ้นจริง แค่อย่าอ่านว่ากรองแล้วน้ำมันกลับมาใหม่

ที่ต้องแยกให้ออกคือ ตัวกรองที่มีสารดูดซับ ซึ่งเป็นคนละอย่างกับกระชอน งานของมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางที่ทดลองกับน้ำมันปาล์มทอดไก่ พบว่าการบำบัดด้วยผงถ่านกัมมันต์ผสมอะลูมินาลดสารโพลาร์ได้ราวครึ่งหนึ่ง แต่เป็นกระบวนการในห้องแล็บที่ต้องกวนกับผงดูดซับแล้วกรองด้วยสุญญากาศ ไม่ใช่ท่าที่ทำได้หน้าเตา และค่าความเสื่อมตัวอื่นก็ไม่ได้กลับมาเป็นปกติ สำหรับร้านทั่วไป ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงจึงยังเป็นว่ากรองเศษเพื่อชะลอ ไม่ใช่เพื่อรีเซ็ตค่า

คำแนะนำของ อย. ที่เอาไปใช้ได้

ข่าวแจกของ อย. เมื่อ 5 กรกฎาคม 2567 ให้แนวปฏิบัติชุดหนึ่งไว้ โดยข่าวระบุว่าเขียนถึง ผู้ประกอบอาหารในครัวเรือน ไม่ได้เขียนถึงร้านค้าโดยตรง แต่กลไกการเสื่อมของน้ำมันเป็นเรื่องเดียวกัน ร้านจึงใช้เป็นแนวทางได้ โดยรู้ไว้ด้วยว่าสิ่งที่ผูกพันร้านตามกฎหมายคือค่าสารโพลาร์ ไม่ใช่จำนวนครั้งในคำแนะนำชุดนี้

  1. ซับน้ำบริเวณผิวหน้าอาหารดิบก่อนทอด เพื่อชะลอการเสื่อมคุณภาพของน้ำมัน
  2. ทอดครั้งละไม่มากเกินไป และ หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนสูงในการทอด
  3. ถ้าทอดเนื้อสัตว์ที่มีส่วนผสมของเกลือหรือเครื่องปรุงรสผสมอยู่ ให้เปลี่ยนน้ำมันบ่อยขึ้น
  4. หมั่นกรองเศษอาหารระหว่างและหลังการทอด
  5. ไม่ควรทอดซ้ำเกิน 2 ครั้ง
  6. ไม่ควรเติมน้ำมันใหม่ผสมลงไป เพราะเป็นการเร่งความเสื่อมสภาพของน้ำมัน
  7. เลือกชนิดน้ำมันให้ตรงกับวิธีทำ สำหรับอาหารทอดแบบน้ำมันท่วม ข่าวระบุว่าควรเลือกน้ำมันปาล์มโอเลอินหรือน้ำมันมะพร้าว ซึ่งเหมาะกับการทอดที่ใช้ความร้อนสูงเป็นระยะเวลานาน

ข้อ 7 ต้องอ่านให้ตรง มันคือคำแนะนำเรื่อง ความทนกระทะ ไม่ใช่คำแนะนำเรื่องไขมันดีต่อสุขภาพ น้ำมันที่ทนความร้อนได้ดีกับน้ำมันที่ดีต่อหัวใจไม่ใช่ตัวเดียวกันเสมอไป

ข้อ 5 ควรอ่านว่าเป็นคำแนะนำ ไม่ใช่เพดานตามกฎหมาย เพราะกฎหมายกำหนดเป็นค่าที่วัดได้ ไม่ได้นับครั้ง

และ อย. ยังเขียนอีกข้อที่ตรงกับร้านมาก คือ ไม่ควรซื้อน้ำมันที่ผ่านการใช้แล้วมาทอดต่อ

ข้อ 6 คือข้อที่ต้องอ่านละเอียดที่สุด

ตำราการทอดระดับอุตสาหกรรมบอกว่าการเติมน้ำมันใหม่แทนส่วนที่ติดออกไปกับอาหารในทุกรอบ ทำให้ค่าสารโพลาร์ของทั้งกระทะขึ้นช้าลง เพราะเป็นการเจือจาง ส่วน อย. บอกว่าไม่ควรเติมเพราะเป็นการเร่งความเสื่อม

ทั้งสองอย่างจริงพร้อมกันได้ เพราะตอบคนละคำถาม น้ำมันใหม่ที่เพิ่งเทลงไปจะเสื่อมเร็วกว่าตอนอยู่ในขวด เพราะกรดไขมันอิสระกับสารออกซิเดชันที่มีอยู่เดิมทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง ขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั้งกระทะลดลงเพราะถูกเจือจาง

จุดชี้ขาดอยู่ที่ว่าเติม ควบคู่กับการเปลี่ยนตามรอบ หรือเติม เพื่อจะได้ไม่ต้องเปลี่ยน งานที่พบว่าดีขึ้นทั้งหมดเป็นแบบแรก ส่วนแบบหลังคือสิ่งที่งานวิจัยที่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลร้านทอดบันทึกไว้เองว่าเป็น การปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เพราะทำให้ค่าที่วัดได้ลดลงโดยที่สารเสื่อมยังอยู่ในกระทะครบ น้ำมันก้นกระทะไม่เคยออกไปไหนเลยสักที

ของที่คนทอดควรรู้ ซึ่งไม่ค่อยมีใครพูดถึง

ข่าวแจกฉบับเดียวกันระบุอันตรายไว้แยกเป็นสองทาง

ทางแรกคือทางที่คนพูดถึงกันอยู่แล้ว คือ สารโพลาร์ ซึ่งข่าวระบุว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และ สารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ซึ่งระบุว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็ง

ตรงนี้ควรกำกับให้ตรงกับหลักฐานที่มีอยู่จริง งานในคนที่หนุนเรื่องความดันเป็นงานที่วัดความดันกับคุณภาพน้ำมันในครัวพร้อมกันในคราวเดียว จึงบอกความสัมพันธ์ได้ แต่บอกไม่ได้ว่าอะไรเกิดก่อนอะไร ส่วน PAHs นั้นตัวมันเป็นสารก่อมะเร็งจริง และเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิและจำนวนรอบที่ทอดจริง แต่ปริมาณที่ตรวจพบในของทอดอยู่ในระดับไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ไม่ใช่ระดับที่ทำให้พูดได้ว่าทอดซ้ำหนึ่งกระทะเท่ากับได้สารก่อมะเร็งเป็นกอบเป็นกำ

ทางที่สองคือทางที่แทบไม่มีใครพูดถึงในร้าน ข่าวเดียวกันระบุว่า ไอระเหยของน้ำมันทอดซ้ำเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอด

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนพูดเกินกว่าที่งานวิจัยบอกได้บ่อยมาก ของจริงคือ หน่วยงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) จัดไอจากการทอดที่อุณหภูมิสูงไว้ในกลุ่ม 2A คือน่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์ โดยระบุกำกับไว้เองว่า หลักฐานในคนอยู่ในระดับจำกัด ส่วนหลักฐานที่ชัดกว่านั้นมาจากการทดลองในสัตว์ และเป็นน้ำมันเรพซีดที่ไม่ผ่านการกลั่น ซึ่งไม่ใช่น้ำมันที่ร้านไทยใช้

งานรวบรวมในคนที่ใหญ่ที่สุดรวม 23 การศึกษา ผู้ป่วยมะเร็งปอดกว่า 9,000 ราย พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญใน ผู้หญิงจีนที่ไม่สูบบุหรี่ แต่ในผู้ชาย ตัวเลขไม่ถึงระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติ และงานทั้งหมดเป็นงานย้อนหลังในประชากรจีน ไม่ใช่พ่อครัวร้านอาหารไทย

เพราะฉะนั้นสิ่งที่พูดได้อย่างมั่นใจไม่ใช่ว่าคนหน้ากระทะจะเป็นมะเร็งปอด แต่คือไอน้ำมันจากการทอดถูกจัดว่าน่าจะก่อมะเร็ง และคนที่สัมผัสมันมากที่สุดคือคนที่ยืนอยู่หน้ากระทะทุกวัน ไม่ใช่ลูกค้าที่กินเดือนละครั้ง ซึ่งข้อหลังนี้เป็นการอนุมานจากปริมาณการสัมผัส ไม่ใช่ผลที่มีงานวัดไว้โดยตรง

ข้อที่งานชุดเดียวกันตอบได้ชัดกว่าและเอาไปทำได้ทันทีคือ การระบายอากาศ กลุ่มที่ครัวระบายอากาศไม่ดีมีความเสี่ยงสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เรื่องเครื่องดูดควันเหนือจุดทอดจึงเป็นของชิ้นเดียวในเรื่องนี้ที่มีตัวเลขหนุนตรง ๆ ว่าลดความเสี่ยงได้ ไม่ใช่แค่เรื่องกลิ่นรบกวนเพื่อนบ้าน

วัดเองได้ด้วยอะไร ราคาเท่าไหร่

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีชุดทดสอบสารโพลาร์ในน้ำมันทอดซ้ำจำหน่ายเอง และเป็นเครื่องมือชนิดเดียวกับที่งานวิจัยข้างต้นใช้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล 340 ร้าน

ราคาที่ปรากฏในเอกสารของศูนย์รวมบริการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2568 คือ ชุดละ 530 บาท

จุดที่ทำให้มันใช้งานได้จริงกว่าที่คิด คือชุดทดสอบไม่ได้ตอบแค่ผ่านหรือไม่ผ่าน แต่อ่านสีของน้ำยาเทียบกับแผ่นเทียบสีแล้วแบ่งได้เป็นสามระดับ คือยังใช้ได้สบาย ใกล้เส้นแล้วไม่ควรเติมน้ำมันใหม่ และเกินเกณฑ์ต้องเปลี่ยน ระดับกลางนี่เองที่มีค่าที่สุด เพราะมันคือสัญญาณล่วงหน้าก่อนจะผิดกฎหมาย

อีกข้อที่ร้านตามสั่งมักถามทันทีคือของหมักจะกวนผลไหม หน้าข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่า ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส และน้ำตาล ไม่รบกวนผลการทดสอบ

ท่าที่ใช้ได้จริงคือไม่ต้องตรวจทุกวัน แต่ตรวจเพื่อ หาจังหวะของร้านตัวเอง ว่าทอดของชุดที่ขายประจำไปกี่วันแล้วสีเริ่มขยับเข้าระดับกลาง พอรู้จังหวะแล้วก็ตั้งเป็นรอบเปลี่ยนน้ำมันของร้าน แล้วสุ่มตรวจซ้ำเป็นระยะ เพราะเมนูเปลี่ยน ปริมาณขายเปลี่ยน จังหวะก็เปลี่ยน

เรื่องเงิน พูดกันตรง ๆ

ทุกข้อในบทความนี้มีต้นทุน และร้านที่กำไรบางมีสิทธิ์รู้ว่าแต่ละข้อแพงแค่ไหนก่อนตัดสินใจ

ของที่ ไม่มีต้นทุนเลย มีอยู่จริงหลายข้อ คือซับน้ำผิวหน้าอาหารก่อนทอด ไม่ตั้งน้ำมันร้อนรอตอนไม่มีลูกค้า กรองเศษหลังปิดร้าน เก็บน้ำมันในภาชนะปิดให้พ้นแสง และไม่ทอดครั้งละมากจนอุณหภูมิตก

ของที่ มีต้นทุนก้อนเดียว คือชุดทดสอบ 530 บาท ซึ่งใช้ตรวจได้หลายครั้งต่อชุด

ของที่ มีต้นทุนต่อเนื่อง คือการเปลี่ยนน้ำมันถี่ขึ้น อันนี้ไม่มีใครตอบแทนร้านได้ เพราะขึ้นกับว่ากระทะใหญ่แค่ไหนและขายวันละกี่จาน วิธีที่ตรงที่สุดคือคิดออกมาเป็นตัวเลขของร้านตัวเอง คือเอาราคาน้ำมันต่อรอบที่เปลี่ยน หารด้วยจำนวนจานที่ขายได้ในรอบนั้น จะได้ค่าน้ำมันต่อจาน แล้วลองคิดใหม่ว่าถ้าเปลี่ยนเร็วขึ้นหนึ่งวันเลขนั้นขยับเท่าไหร่

ตัวเลขนี้มักเล็กกว่าที่กลัวไว้ในร้านที่ขายดี และใหญ่กว่าที่คิดในร้านที่ขายน้อยแต่เปิดกระทะทั้งวัน ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ควรคิดเป็นตัวเลขจริงของร้าน ไม่ใช่เชื่อค่าเฉลี่ยของใคร

ถ้ายังไม่เคยคิดต้นทุนต่อจานมาก่อน วิธีคิดต้นทุนอาหารต่อจาน อธิบายวิธีตั้งต้นไว้แล้ว และมี เครื่องมือคำนวณต้นทุนต่อจาน ให้ลองใส่ตัวเลขของเมนูทอดที่ขายดีที่สุดดู

สรุปให้สั้นที่สุด

  • กฎหมายวัดที่ สารโพลาร์ไม่เกินร้อยละ 25 ของน้ำหนัก ไม่ได้วัดที่สีและไม่ได้นับครั้ง
  • คำว่า ผู้ผลิตอาหาร ครอบร้านที่ปรุงขายหน้าร้าน เพราะนิยามคำว่าผลิตคือ ทำ ผสม ปรุงแต่ง
  • ร้านที่รินน้ำมันใหม่ผัดทีละจานแล้วไม่เก็บไว้ใช้ต่อ ไม่เข้านิยามน้ำมันทอดซ้ำ
  • ฝ่าฝืนมีโทษ ปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท (มาตรา 60) และอีกชั้นคือ ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท (มาตรา 49) แต่ของจริงคือ เตือนก่อน แล้วกลับมาตรวจซ้ำ
  • งานที่ลงพื้นที่ 340 ร้านพบว่า ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 87.9 และกลุ่มที่ควรจ้องคือกลุ่มกลางที่ใกล้เส้น ร้อยละ 35.0
  • คำแนะนำไม่เกิน 2 ครั้งเป็นคำแนะนำ ไม่ใช่เพดานตามกฎหมาย
  • กรองเศษไม่ลดค่า และ การเติมน้ำมันใหม่เพื่อเลี่ยงการเปลี่ยน ทำให้ค่าที่วัดได้ลดลงโดยที่ของเสื่อมยังอยู่ครบ
  • ไอจากการทอดถูกจัด (IARC) ว่าน่าจะก่อมะเร็ง หลักฐานในคนยังจำกัด แต่ "ระบายอากาศไม่ดี" มีตัวเลขหนุนชัด ⇒ เครื่องดูดควันคุ้มลงทุน
  • อยากรู้ของจริงต้อง ใช้ชุดทดสอบ ชุดละ 530 บาท แล้วตั้งเป็นรอบของร้านตัวเอง

รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น

กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน

คำนวณต้นทุนต่อจานฟรี

หรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

บทความนี้มีประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนที่ทำร้านได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

กฎหมายไทยกำหนดว่าทอดซ้ำได้กี่ครั้ง
ตัวบทไม่ได้นับเป็นจำนวนครั้ง แต่กำหนดเป็นค่าที่วัดได้ คือน้ำมันที่ใช้ทอดหรือประกอบอาหารเพื่อจำหน่ายต้องมีสารโพลาร์ไม่เกินร้อยละ 25 ของน้ำหนัก ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 283 พ.ศ. 2547 ส่วนคำแนะนำว่าไม่ควรทอดซ้ำเกิน 2 ครั้งนั้นมาจากคำแนะนำของ อย. เป็นแนวปฏิบัติที่ปลอดภัย ไม่ใช่เพดานที่กฎหมายเขียนไว้ ความต่างมีผลจริง เพราะน้ำมันที่ทอดของหมักเค็มครั้งเดียวอาจเสื่อมกว่าน้ำมันที่ทอดของจืดสามครั้ง
ร้านผัดที่ไม่ได้ทอดน้ำมันท่วม ต้องสนใจเรื่องนี้ไหม
ขึ้นอยู่กับว่าน้ำมันในกระทะเคยผ่านการทอดมาก่อนหรือไม่ ถ้ารินน้ำมันใหม่จากขวดผัดทีละจานแล้วไม่ได้เก็บน้ำมันนั้นไว้ใช้ต่อ น้ำมันนั้นไม่เข้านิยามน้ำมันทอดซ้ำ ซึ่งประกาศฉบับที่ 347 พ.ศ. 2555 นิยามไว้ว่าคือน้ำมันหรือไขมันที่ใช้เป็นอาหารและผ่านการทอดอาหารมาแล้ว แต่ถ้าร้านเก็บน้ำมันที่ทอดไก่ทอดหมูไว้แล้วตักมาผัดต่อ อันนั้นเข้าข่ายเต็มตัว และต้องเข้าใจด้วยว่าประกาศฉบับที่ 283 พ.ศ. 2547 คุมกว้างกว่านั้นอีก เพราะพูดถึงน้ำมันที่ใช้ทอดหรือประกอบอาหารเพื่อจำหน่ายทั้งหมด ไม่ได้จำกัดว่าต้องเคยทอดมาก่อน
ถ้าตรวจแล้วเกินเกณฑ์ โทษเท่าไหร่ และโดนปรับทันทีเลยไหม
คำชี้แจงของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาระบุไว้สองชั้น ชั้นแรกคือน้ำมันที่ใช้ทอดหรือประกอบอาหารเพื่อจำหน่ายที่มีสารโพลาร์เกินเกณฑ์ ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 25(3) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท ตามมาตรา 60 ชั้นที่สองคือกรณีฝ่าฝืนประกาศเรื่องวิธีการผลิตอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำซึ่งออกตามมาตรา 6(7) มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตามมาตรา 49 แต่ในทางปฏิบัติที่หน่วยงานเขียนไว้เอง ขั้นแรกคือแจ้งเตือนให้ปรับปรุงและให้เปลี่ยนน้ำมัน แล้วกลับมาตรวจซ้ำ ถ้ายังพบเกินเกณฑ์อีกจึงพิจารณาดำเนินคดี
น้ำมันยังใสอยู่ แปลว่ายังใช้ได้ใช่ไหม
ไม่ใช่เสมอไป สีที่เข้มขึ้นมาจากเศษอาหารไหม้ เครื่องเทศ แป้งชุบทอด และน้ำตาลในของหมัก ส่วนสารโพลาร์เกิดจากปฏิกิริยาของตัวน้ำมันเองกับความร้อน ความชื้น และออกซิเจน สองอย่างนี้จึงไม่ได้เดินไปด้วยกันเสมอ หลักฐานที่ชัดที่สุดคือการทดลองของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เอาแป้งผสมน้ำใส่ลงไปในน้ำมันเก่าเพื่อให้ใสขึ้น แล้ววัดก่อนและหลัง พบว่าสีจางลงและตะกอนน้อยลงจริง แต่ค่ากรด ค่าเพอร์ออกไซด์ และสารโพลาร์ ไม่ต่างจากเดิม ทางที่ตอบได้จริงคือใช้ชุดทดสอบ
กรองน้ำมันแล้วค่าสารโพลาร์ลดลงไหม
การกรองเศษด้วยกระชอนหรือผ้าขาวบางไม่ลด เพราะสารโพลาร์ละลายอยู่ในเนื้อน้ำมัน ไม่ได้ลอยเป็นเศษให้กรองออก แต่ยังควรกรองต่อไปเพราะ อย. แนะนำให้หมั่นกรองเศษอาหารระหว่างและหลังการทอด เศษที่ค้างอยู่เร่งให้น้ำมันเสื่อมเร็วขึ้นจริง ส่วนตัวกรองที่มีสารดูดซับเป็นคนละเรื่อง มีงานของมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางที่ทดลองกับน้ำมันปาล์มทอดไก่แล้วพบว่าผงถ่านกัมมันต์ผสมอะลูมินาลดสารโพลาร์ได้ราวครึ่งหนึ่ง แต่เป็นกระบวนการในห้องแล็บที่ต้องกวนกับผงดูดซับแล้วกรองด้วยสุญญากาศ ไม่ใช่ท่าที่ทำได้หน้าเตา
เติมน้ำมันใหม่ลงไปผสมกับของเก่า ช่วยได้ไหม
ต้องแยกให้ออกว่าเติมแบบไหน การเติมน้ำมันใหม่แทนส่วนที่ติดออกไปกับอาหารในระบบที่ยังเปลี่ยนน้ำมันตามรอบอยู่ ทำให้ค่าสารโพลาร์ของทั้งกระทะขึ้นช้าลงจริงเพราะเป็นการเจือจาง แต่การเติมเพื่อจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนเป็นคนละเรื่อง อย. แนะนำว่าไม่ควรเติมน้ำมันใหม่ผสมลงไปเพราะเป็นการเร่งความเสื่อมสภาพ และงานวิจัยที่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลร้านทอดในเขตสุขภาพที่ 10 บันทึกพฤติกรรมนี้ไว้เองว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เพราะทำให้ค่าที่วัดได้ลดลงโดยที่สารเสื่อมยังอยู่ในกระทะครบ
ชุดทดสอบราคาเท่าไหร่ ซื้อที่ไหน
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีชุดทดสอบสารโพลาร์ในน้ำมันทอดซ้ำจำหน่ายเอง ราคาที่ปรากฏในเอกสารของศูนย์รวมบริการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2568 คือชุดละ 530 บาท สั่งซื้อผ่านศูนย์รวมบริการของกรม ตัวชุดอ่านผลจากสีของน้ำยาเทียบกับแผ่นเทียบสีที่ให้มา และหน้าข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่าซีอิ๊ว ซอสปรุงรส และน้ำตาลไม่รบกวนผลการทดสอบ ซึ่งเป็นคำถามแรกที่ร้านตามสั่งมักถาม
คนทอดเองมีความเสี่ยงอะไรไหม
มี แต่ต้องอ่านให้ตรงกับหลักฐาน ข่าวแจกของ อย. เมื่อ 5 กรกฎาคม 2567 ระบุว่าไอระเหยของน้ำมันทอดซ้ำเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอด ส่วนหน่วยงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศจัดไอจากการทอดที่อุณหภูมิสูงไว้ในกลุ่ม 2A คือน่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์ โดยระบุเองว่าหลักฐานในคนอยู่ในระดับจำกัด และงานรวบรวมที่ใหญ่ที่สุดพบความสัมพันธ์ชัดในผู้หญิงจีนที่ไม่สูบบุหรี่ ขณะที่ในผู้ชายตัวเลขไม่ถึงระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติ สิ่งที่พูดได้มั่นใจคือคนที่สัมผัสไอมากที่สุดคือคนที่ยืนหน้ากระทะทุกวัน และข้อที่มีตัวเลขหนุนชัดที่สุดคือครัวที่ระบายอากาศไม่ดีเสี่ยงสูงกว่า เรื่องเครื่องดูดควันเหนือจุดทอดจึงเป็นของที่คุ้มลงทุนจริง