เปิดเพลงในร้านอาหาร ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ไหม เข้าใจให้ครบก่อนโดนเรียกเก็บ
เปิดเพลงในร้านอาหารผิดกฎหมายไหม ทำไมจ่ายเจ้าเดียวไม่จบ Spotify เปิดในร้านได้หรือเปล่า อัตราค่าลิขสิทธิ์เท่าไหร่ และถ้ามีคนอ้างเป็นตัวแทนมาเก็บเงินที่ร้านต้องทำยังไง

เพลงคลอในร้านดูเป็นเรื่องเล็กที่สุดเรื่องหนึ่งของการเปิดร้าน ต่อลำโพงกับมือถือ เปิดเพลย์ลิสต์ที่ชอบ จบ แต่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องของร้านอาหารที่ มีโทษจำคุกติดมาด้วย และเป็นเรื่องที่ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตไทยผิดกันเยอะที่สุดเรื่องหนึ่ง
บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อขู่ให้กลัว แต่เขียนเพื่อให้เจ้าของร้านเห็นภาพว่ากฎหมายเขียนไว้ว่าอย่างไรจริง ๆ อะไรที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน และถ้ามีคนเดินเข้าร้านมาบอกว่า "ร้านนี้เปิดเพลงผิดลิขสิทธิ์" ควรทำอย่างไร
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการสรุปข้อมูลจากตัวบทกฎหมายและแหล่งสาธารณะ ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมาย ถ้าร้านมีเรื่องเฉพาะหน้าหรือถูกดำเนินคดี ควรปรึกษาทนายความ หรือโทรสายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา 1368
เพลงหนึ่งเพลง ไม่ได้มีเจ้าของแค่คนเดียว
จุดเริ่มต้นที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด คือเพลงหนึ่งเพลงไม่ได้เป็นงานชิ้นเดียวในสายตากฎหมาย
สมาคมลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) หรือ MCT อธิบายไว้ตรง ๆ ว่า "เพลงหนึ่งเพลง มีงานอันมีลิขสิทธิ์ 2 งาน คือ 1. งานดนตรีกรรม 2. งานสิ่งบันทึกเสียง" และ "ผู้ใช้งานจะต้องขออนุญาตทั้งเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสิ่งบันทึกเสียง...และงานดนตรีกรรม"
แปลเป็นภาษาคนคือ
- งานดนตรีกรรม = ตัวเพลง เนื้อร้องกับทำนอง ซึ่งเป็นของคนแต่ง
- งานสิ่งบันทึกเสียง = ไฟล์หรือแผ่นที่อัดเสียงเวอร์ชันนั้นไว้ ซึ่งมักเป็นของค่าย
และยังมีชั้นที่สามที่แทบไม่มีใครพูดถึง คือ สิทธิของนักแสดง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 45 เขียนว่าผู้ที่นำสิ่งบันทึกเสียงการแสดงซึ่งเผยแพร่เพื่อการค้าแล้วไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยตรง "ให้ผู้นั้นจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่นักแสดง" และถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้กำหนด
นี่คือเหตุผลที่คำถามยอดฮิต "จ่ายเจ้าไหนเจ้าเดียวแล้วจบเลยไหม" มีคำตอบที่คนไม่อยากได้ยิน — ไม่มีเจ้าไหนในไทยที่จ่ายแล้วคุ้มทุกเพลงทุกชั้น แต่ละบริษัทจัดเก็บถือสิทธิคนละคลัง คนละชั้น เช่น MCT ระบุว่าดูแลงานดนตรีกรรมที่สร้างสรรค์โดยนักแต่งเพลง ส่วน GMM MPI ระบุอัตราของตัวเองว่าเป็น "การเผยแพร่งานดนตรีกรรมทั้งเนื้อร้องและ/หรือทำนองเพลง" ซึ่งก็คือเฉพาะเพลงในเครือของตัวเอง
กฎหมายเขียนว่าอย่างไร
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 นิยาม "เผยแพร่ต่อสาธารณชน" ว่าหมายถึง "ทำให้ปรากฏต่อสาธารณชน โดยการแสดง การบรรยาย การสวด การบรรเลง การทำให้ปรากฏด้วยเสียงและหรือภาพ..."
มาตรา 15 ให้สิทธิ "แต่ผู้เดียว" ในการเผยแพร่ต่อสาธารณชนแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ และให้สิทธิเจ้าของในการอนุญาตให้คนอื่นใช้สิทธินั้น
จากนั้น มาตรา 27 (สำหรับงานดนตรีกรรม) และ มาตรา 28 (สำหรับสิ่งบันทึกเสียง) ระบุว่าการเผยแพร่ต่อสาธารณชน "โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 (5)" ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
ส่วนคำถามว่าการเปิดเพลงในร้านนับเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนไหม เอกสารของกรมทรัพย์สินทางปัญญาเอง ยกตัวอย่างไว้ตรงตัวว่า การนำงานออกให้ปรากฏต่อสาธารณชนรวมถึง "การเปิดเพลงในร้านอาหาร"
จุดที่บทความไทยส่วนใหญ่เขียนผิด
เว็บไทยจำนวนมากเขียนว่า "เปิดเพลงในร้าน = ผิดมาตรา 31" ซึ่งคลาดเคลื่อน และคลาดเคลื่อนไปในทางที่ทำให้เจ้าของร้านประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความจริง
มาตรา 31 เขียนว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร..."
สังเกตสองเงื่อนไขที่ผูกอยู่กับมาตรานี้ คือ (1) ตัวงานนั้นต้องเป็นของที่ทำขึ้นโดยละเมิด เช่นแผ่นผีหรือไฟล์เถื่อน และ (2) ต้องเป็นการทำเพื่อหากำไร
แปลว่ามาตรา 31 พูดถึงร้านที่เปิดของเถื่อน ส่วนร้านที่เปิดของแท้ เช่น เปิดจากแอปสตรีมมิงหรือแผ่นที่ซื้อมาถูกต้อง แต่ไม่มีใบอนุญาตเผยแพร่ต่อสาธารณชน กรณีนั้นมาตรา 31 ใช้ไม่ได้ตั้งแต่ต้น เพราะตัวงานไม่ได้ทำขึ้นโดยละเมิด — เรื่องจะไปตกที่มาตรา 27/28 แทน ซึ่ง ไม่มีเงื่อนไข "เพื่อหากำไร" อยู่ในองค์ประกอบเลย
และนี่ไม่ใช่แค่การตีความตัวบท — มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ลงโทษร้านตามมาตรา 27/28 จริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073/2560 เป็นคดีที่พนักงานในร้านอาหารเปิดเพลง "ทั้งที่สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิได้ครบกำหนดแล้ว" ศาลชี้ว่าการกระทำ "ล้วนเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารโดยแท้" และลงโทษตาม "มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (2)"
ที่สำคัญคือคดีนี้โจทก์ฟ้องมาตามมาตรา 31 (งานที่ทำขึ้นโดยละเมิด) แต่ศาลวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่ฟังได้คือ "การละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการกระทำโดยตรงต่องานอันมีลิขสิทธิ์...ด้วยการเผยแพร่ต่อสาธารณชน" จึงลงตามมาตรา 27 แทน — ตรงกับที่อธิบายไว้ข้างบนพอดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 876/2548 เป็นคดีร้านที่เปิดแผ่นซีดีคาราโอเกะของแท้ ศาลลงโทษตาม "มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (2)" และแม้โจทก์จะ "อ้างฐานความผิดและบทกฎหมายผิดไป" เป็นมาตรา 29(3) ศาลก็ยังพิพากษาลงโทษตามมาตราที่ถูกต้องได้
สองคดีนี้สำคัญ เพราะมันแปลว่า การเปิดเพลงในร้านโดยไม่มีใบอนุญาตเคยถูกลงโทษตามมาตรา 27/28 มาแล้วจริง ไม่ใช่เรื่องที่ยังไม่มีใครโดน และเจ้าของร้านต้องรับผิดแม้ตอนเกิดเหตุจะไม่ได้อยู่ที่ร้าน เพราะศาลถือว่า "เจ้าของร้านค้าก็มีหน้าที่ต้องตรวจตราดูแลและควบคุมการดำเนินกิจการของร้านให้เป็นไปโดยเรียบร้อยโดยไม่ผิดกฎหมาย"
ส่วนความเชื่อที่ว่า "ถ้าไม่ได้เก็บเงินค่าฟังเพลงก็ไม่ผิด" นั้น เงื่อนไขเรื่องเก็บเงินอยู่ในมาตรา 29(3) ซึ่งใช้กับงานแพร่เสียงแพร่ภาพ — และคดี 876/2548 ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าการฟ้องมาผิดมาตราไม่ได้ช่วยให้รอด
ฎีกาที่คนชอบอ้างว่า "ศาลชี้เปิดเพลงในร้านไม่ผิด"
มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8220/2553 ที่ถูกแชร์ต่อกันมากพร้อมพาดหัวทำนองว่าศาลตัดสินแล้วว่าเปิดเพลงในร้านไม่ผิด ซึ่งอ่านเกินคำพิพากษาไปมาก
คดีนั้นศาลวางหลักว่า "กำไรนั้นหากจำเลยได้มาหรือจะได้มาจะต้องเกิดจากการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น" และเนื่องจาก "ไม่ปรากฏว่าจำเลยเปิดเพลงเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าได้ฟังเพลง โดยการเรียกเก็บค่าตอบแทนจากลูกค้าในการเปิดเพลง หรือเรียกเก็บเพิ่มรวมไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด" การกระทำจึง "ไม่เป็นความผิดตาม...มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าว ซึ่งต้องเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์" ถึงขนาดที่ว่า "แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้"
ประโยคที่ขีดเส้นใต้ไว้คือหัวใจ — เงื่อนไข "หากำไรโดยตรง" ที่คนชอบยกมาอ้าง เป็นองค์ประกอบของมาตรา 31 ซึ่งผูกกับงานที่ทำขึ้นโดยละเมิด ไม่ใช่หลักทั่วไปของการเปิดเพลงในร้าน
แต่ประเด็นที่หายไปจากพาดหัวคือ คดีนั้นเป็นคดีแผ่นผี ในฟ้องระบุว่าจำเลยเปิดแผ่นวีซีดี "ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นหรือดัดแปลงขึ้น" และของกลางคือแผ่นซีดีเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ 19 แผ่น
และมีรายละเอียดอีกชั้นที่สำคัญ — ในคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษโดยอ้างหลายมาตรารวมทั้งมาตรา 27 และ 28 ด้วย แต่ประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ขึ้นสู่ศาลฎีกาคือมาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เพียงประเด็นเดียว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยเฉพาะเรื่องนั้น ไม่ได้วินิจฉัยว่ามาตรา 27/28 ใช้กับร้านที่เปิดเพลงได้หรือไม่ได้
ดังนั้นสิ่งที่ฎีกานี้บอกจริง ๆ คือ องค์ประกอบของมาตรา 31 ต้องครบ ไม่ใช่การประกาศว่าเปิดเพลงในร้านเป็นเรื่องที่ทำได้ การหยิบคดีนี้มาอ้างเพื่อเปิดเพลงจากของแท้โดยไม่มีใบอนุญาต จึงเป็นการอ้างคำพิพากษาผิดเรื่อง เพราะกรณีของแท้ไม่ได้เดินเข้ามาตรา 31 ตั้งแต่แรก
โทษจริงตามตัวบท
ตัวเลขส่วนนี้มาจากตัวบทโดยตรง ไม่ใช่การประมาณ
| กรณี | โทษ |
|---|---|
| ละเมิดตามมาตรา 27/28 (มาตรา 69 วรรคหนึ่ง) ไม่เพื่อการค้า | ปรับ 20,000–200,000 บาท |
| ละเมิดตามมาตรา 27/28 เพื่อการค้า (ม.69 วรรคสอง) | จำคุก 6 เดือน–4 ปี หรือปรับ 100,000–800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| ละเมิดตามมาตรา 31 (มาตรา 70 วรรคหนึ่ง) ไม่เพื่อการค้า | ปรับ 10,000–100,000 บาท |
| ละเมิดตามมาตรา 31 เพื่อการค้า (ม.70 วรรคสอง) | จำคุก 3 เดือน–2 ปี หรือปรับ 50,000–400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
จะเห็นว่ากรณีของแท้ที่ไม่มีใบอนุญาต (ม.69) มีโทษหนักกว่ากรณีของเถื่อน (ม.70) ซึ่งฟังดูย้อนแย้ง แต่เป็นเพราะมาตรา 69 คุมการละเมิดสิทธิของเจ้าของโดยตรง ส่วนมาตรา 70 คุมคนที่เอางานละเมิดของคนอื่นไปใช้ต่อ
มีทางออกอยู่บ้างสำหรับกรณีเบา — มาตรา 77 ให้อธิบดีมีอำนาจ "เปรียบเทียบ" ได้ แต่เฉพาะความผิดวรรคหนึ่ง ซึ่งก็คือกรณีที่ไม่ใช่การกระทำเพื่อการค้าเท่านั้น
Spotify, Apple Music, YouTube เปิดในร้านไม่ได้
นี่เป็นจุดที่ชัดที่สุดในบทความนี้ และไม่ต้องตีความกฎหมายไทยเลยด้วยซ้ำ เพราะเป็นเงื่อนไขการใช้บริการที่แต่ละเจ้าเขียนไว้เอง
Spotify ระบุในหน้าช่วยเหลือของตัวเองแบบเอ่ยชื่อร้านอาหารตรง ๆ ว่า "Spotify is only for personal, non-commercial use. This means you can't broadcast or play Spotify publicly from a business, such as bars, restaurants, schools, stores, salons..." และในสัญญาผู้ใช้ก็ให้สิทธิไว้แค่ "personal, non-commercial use"
Apple Music เขียนว่า "You may use the Services and Content only for personal, noncommercial purposes (except as set forth in the App Store Content section below or as otherwise specified by Apple)" และการใช้นอกเหนือจากนั้นถือเป็น "material breach" ของสัญญา
YouTube เขียนชัดที่สุดในบรรดาสามเจ้า โดยห้าม "use the Service to view or listen to Content other than for personal, non-commercial use (for example, you may not publicly screen videos or stream music from the Service)"
จุดสำคัญคือ การจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน ไม่ว่าจะเป็นแบบพรีเมียมหรือไม่มีโฆษณา ไม่ได้ทำให้เปิดในร้านได้ เพราะสิ่งที่ซื้อคือสิทธิฟังส่วนตัว ไม่ใช่สิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณชน — เป็นคนละสิทธิกันคนละใบ
แล้วทางเลือกมีอะไรบ้าง
1. ซื้อใบอนุญาตจากบริษัทจัดเก็บ
อัตราที่ประกาศบนเว็บของผู้จัดเก็บเอง (ตรวจสอบเมื่อ 17 ก.ค. 2569) เช่น
MPC หมวดร้านอาหาร/บาร์/ผับ แบ่งตามจำนวนที่นั่ง: 1–20 ที่นั่ง 18,000 บาท/ปี · 21–60 ที่นั่ง 23,000 · 61–100 ที่นั่ง 30,000 · 101–200 ที่นั่ง 45,000 · 201 ที่นั่งขึ้นไป 85,000
GMM MPI หมวดร้านอาหาร/ผับ/ฟู้ดคอร์ท: S 16,000 บาท/ปี · M 21,000 · L 25,000 · XL 37,000 ต่อสาขา
อย่าเพิ่งเอาตัวเลขนี้ไปตั้งงบ — หมวดของ MPC ที่ยกมากำกับไว้เต็ม ๆ ว่า "ร้านอาหาร/บาร์/ผับ/เลาจน์/ดิสโก้เธค (เปิดเพลง + แสดงสดภายในร้าน)" และเมื่อไล่ดูทั้ง 14 หมวดในหน้านั้น เราไม่พบหมวดแยกสำหรับร้านที่เปิดเพลงคลออย่างเดียวไม่มีดนตรีสดเลย ร้านที่ไม่มีวงดนตรีจึงควรโทรถามผู้จัดเก็บโดยตรงว่าหมวดที่ถูกต้องของร้านตัวเองคืออะไร ราคาอาจไม่ใช่ตัวนี้
และย้ำอีกครั้งว่าตัวเลขข้างบนคือ คนละใบ คนละคลังเพลง ไม่ใช่ให้เลือกจ่ายเจ้าที่ถูกที่สุดแล้วครอบคลุมทั้งหมด
2. ใช้บริการเพลงสำหรับธุรกิจ
Soundtrack Your Brand คือบริการที่ Spotify แนะนำต่อในหน้าของตัวเอง ให้บริการในไทย ราคาเริ่มที่ 19 ดอลลาร์ต่อโซนต่อเดือน (จ่ายรายปี)
แต่มีเรื่องที่ต้องรู้ก่อนสมัคร และเป็นเรื่องที่ Soundtrack เขียนไว้เองในหน้าไลเซนส์สำหรับประเทศไทย ว่าสิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณชน (public performance rights) ไม่รวมอยู่ในแพ็กเกจสำหรับประเทศไทย และบอกให้ผู้ใช้ไปติดต่อ MCT กับ TECA เอง
แปลว่าในไทย การสมัครบริการนี้ยังไม่จบในตัวเอง ต่างจากภาพที่บล็อกหลายเจ้าขายไว้ว่าจ่ายที่เดียวจบ
3. เพลง royalty-free — ระวังคำว่า "ไม่มีลิขสิทธิ์"
คำว่า royalty-free ไม่ได้แปลว่าเอาไปทำอะไรก็ได้ และสองเจ้าใหญ่ก็เขียนข้อจำกัดไว้ชัด
Artlist ระบุในไลเซนส์ว่าสิทธิที่ให้คือการเอาเพลงไปเป็นส่วนหนึ่งของงานที่สร้างขึ้น "You should only use the Assets as a part of your creations" ไม่ใช่เปิดเป็นเพลงคลอลอย ๆ และแม้ข้อว่าด้วย public performance จะอนุญาตให้เผยแพร่ต่อสาธารณะได้ ก็ระบุไว้ชัดว่าไลเซนส์นี้ "does not cover payment of royalties to performance rights organizations (PROs)...you are responsible for paying those amounts" — แปลว่าค่าที่ต้องจ่ายให้องค์กรจัดเก็บยังเป็นภาระของร้านอยู่ดี
Epidemic Sound แพ็กเกจปกติมีข้อห้ามที่เรียกว่า "No standalone use" ซึ่งห้ามใช้งานเพลง "on a standalone basis...for the purpose of creating a music listening experience" ตรงตัวกับสิ่งที่ร้านอาหารทำ — เขามีสินค้าแยกต่างหากชื่อ In-store ที่โฆษณาว่ารวมสิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณชนให้ แต่ไม่มีราคาสาธารณะ ต้องติดต่อเอง และเรายังยืนยันไม่ได้ว่าครอบคลุมคลังเพลงไทยแค่ไหน
4. Creative Commons — ตัวอักษร NC คือตัวตัดจบ
สัญญาอนุญาตแบบ Creative Commons ที่มีตัวอักษร NC (NonCommercial) นิยามไว้ว่า "not primarily intended for or directed towards commercial advantage or monetary compensation" การเปิดเพลงสร้างบรรยากาศในร้านที่ขายอาหารมีน้ำหนักไปทาง commercial advantage อย่างชัดเจน จึงเป็นทางที่เสี่ยงเกินกว่าจะเลือก
ที่ต้องรู้คือ CC เองบอกว่าไม่รับรองเส้นแบ่งนี้ — "CC cannot advise you on what is and is not commercial use" และการเป็นกิจการแสวงหากำไร "does not necessarily mean you have violated" เงื่อนไข NC แปลว่าถ้าเลือกทางนี้ ร้านต้องแบกความเสี่ยงในการตีความเอง โดยไม่มีใครรับประกันให้
ส่วนแบบ BY ที่ใช้เชิงพาณิชย์ได้ ก็ยังต้องให้เครดิตตามที่ไลเซนส์กำหนด ซึ่งใน 4.0 รวมถึงชื่อผู้สร้าง แหล่งที่มาพร้อมลิงก์ไปยังตัวงาน ชื่อไลเซนส์ ตลอดจน copyright notice และ disclaimer notice ที่ติดมากับงาน ซึ่งในบริบทร้านอาหารทำให้ครบได้ยากกว่าที่คิด
5. ไม่เปิดเพลงเลย
ฟังดูกำปั้นทุบดิน แต่สำหรับร้านตามสั่งหรือร้านก๋วยเตี๋ยวที่ลูกค้านั่งไม่เกิน 20 นาที เพลงคลออาจไม่ได้เพิ่มยอดขายพอที่จะคุ้มกับค่าไลเซนส์หลักหมื่นต่อปีบวกความเสี่ยง — นี่เป็นความเห็น ไม่ใช่ข้อกฎหมาย แต่เป็นทางเลือกที่ควรอยู่บนโต๊ะจริง ๆ ก่อนตัดสินใจ
ถ้ามีคนอ้างเป็นตัวแทนมาเก็บเงินที่ร้าน
นี่คือส่วนที่เจ้าของร้านเจอจริงมากที่สุด และเป็นส่วนที่มีคนฉวยโอกาสจริง
กรมทรัพย์สินทางปัญญายอมรับเองว่ามีปัญหานี้ ตอนเปิดระบบฐานข้อมูลเพลง มีการระบุว่าระบบนี้ช่วยลด "การแอบอ้างจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย"
และการรีดไถโดยอ้างเรื่องลิขสิทธิ์ก็เกิดขึ้นจริงในระดับที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง — เมื่อ 13 พ.ย. 2567 มีการจับกุมกลุ่มที่ อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ซึ่งมีข้าราชการตำรวจ 2 นายกับพลเรือน 4 รายเกี่ยวข้อง โดยเรียกเงิน 200,000–300,000 บาทต่อครั้ง แลกกับการไม่ถูกจับกุม และเก็บ "ค่าคุ้มครอง" รายเดือนอีก 2,000–5,000 บาท
ต้องบอกให้ตรงว่าคดีนั้นเป็นการรีดไถเรื่องสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์จากร้านค้าออนไลน์ ไม่ใช่ค่าลิขสิทธิ์เพลง และผู้เสียหายไม่ใช่ร้านอาหาร ยกมาเพื่อให้เห็นว่ากลไกการอ้างสิทธิเพื่อรีดเงินมีอยู่จริงและมีคนในเครื่องแบบร่วมด้วยได้ ไม่ใช่เพื่อบอกว่าเคยเกิดแบบเดียวกันนี้กับร้านอาหารเรื่องเพลง — เคสแบบหลังนั้นเราหาข่าวที่ยืนยันได้ไม่เจอ
สิ่งที่ควรทำเมื่อมีคนเข้ามาอ้างสิทธิ
- ขอดูหนังสือมอบอำนาจ และดูสามเรื่อง คือเป็นตัวจริงไหม หมดอายุหรือยัง และครอบคลุมงานที่เขาอ้างถึงหรือเปล่า
- ถามว่าเพลงไหน ของใคร — เพราะสิทธิผูกกับคลังเพลงเฉพาะเจ้า ไม่ใช่เหมารวมทุกเพลงบนโลก ตอนนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญามีฐานข้อมูลเพลงให้ตรวจเองได้ ซึ่งข้อมูล ณ พ.ย. 2568 มีเพลงไทยกว่า 5.7 แสนเพลง และเพลงสากลกว่า 13.3 ล้านเพลง พร้อมระบบตรวจสอบข้อมูลตัวแทนจัดเก็บ
- อย่าจ่ายเงินสดหน้าร้าน และอย่าตัดสินใจตอนที่มีคนกดดันอยู่ตรงหน้า
- โทร 1368 สายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อตรวจสอบก่อน
ข้อควรระวังที่สวนกับคำแนะนำยอดฮิต: หลายคนบอกว่า "ถ้าไม่มีบัตรตัวแทน = ปลอม" ซึ่งไม่ตรงกับที่กรมฯ เขียนไว้เอง โดยระบุว่า "การมีบัตรตัวแทนหรือไม่ ไม่ใช่เงื่อนไขในการใช้สิทธิ์แจ้งความร้องทุกข์" แปลว่า การไม่มีบัตรไม่ได้พิสูจน์ว่าปลอม และการมีบัตรก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าขอบเขตที่อ้างถูกต้อง ทางที่ปลอดภัยคือดูให้ครบทั้งบัตรและหนังสือมอบอำนาจ แล้วตรวจรายชื่อเพลงกับฐานข้อมูลของกรมฯ อีกชั้น ไม่ใช่ยึดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจบ
เรื่องที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน
เพื่อความตรงไปตรงมา มีหลายเรื่องที่เราหาคำตอบที่ยืนยันได้ไม่เจอ และเจ้าของร้านควรรู้ว่ามันยังไม่ชัด แทนที่จะเชื่อคำตอบมั่นใจ ๆ จากที่ไหนสักแห่ง
-
เปิดวิทยุหรือทีวีในร้านผิดไหม — มาตรา 29(3) พูดถึงการจัดให้ประชาชนฟังหรือชมงานแพร่เสียงแพร่ภาพ "โดยเรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นในทางการค้า" แต่เรายังหาคำวินิจฉัยหรือข้อหารือที่ตีความว่า "ผลประโยชน์อย่างอื่นในทางการค้า" กว้างแค่ไหนไม่เจอ ผู้ขายไลเซนส์บางเจ้าตีความกว้าง (บรรยากาศดี ลูกค้าอยู่นาน = ผลประโยชน์ทางการค้า) ซึ่งเป็นการตีความของฝ่ายที่มีส่วนได้เสีย และสวนทางกับแนวคำพิพากษาที่ตีความคำว่า "หากำไร" อย่างแคบ
-
ร้านเล็กมีข้อยกเว้นไหม — กฎหมายสหรัฐฯ มีข้อยกเว้นตามขนาดร้าน ซึ่งถูกแชร์ต่อเข้ามาในไทยบ่อย ๆ แต่นั่นเป็นกฎหมายสหรัฐฯ ไม่ใช่ของไทย และมักถูกเล่าผิดสองชั้นด้วย ชั้นแรกคือข้อยกเว้นนั้นใช้เฉพาะการเปิดสัญญาณวิทยุหรือโทรทัศน์จากสถานีที่ได้รับใบอนุญาตจาก FCC เท่านั้น เปิดจากไฟล์เพลงหรือแอปสตรีมมิงไม่เข้าข่ายเลย ชั้นที่สองคือเงื่อนไขขนาดกับจำนวนลำโพงเป็นแบบ "อย่างใดอย่างหนึ่ง" ไม่ใช่ต้องครบทั้งคู่ (ร้านอาหารต่ำกว่า 3,750 ตารางฟุตไม่มีเพดานลำโพง ส่วนร้านที่ใหญ่กว่านั้นต้องเข้าเพดาน 6 ลำโพง 4 จอ จอไม่เกิน 55 นิ้ว)
ที่สำคัญกว่าคือ ลิขสิทธิ์คุ้มครองตามกฎหมายของแต่ละประเทศ และในมาตรา 32 ของไทยที่ว่าด้วยข้อยกเว้น ไม่มีอนุมาตราใดพูดถึงขนาดร้านหรือจำนวนลำโพงเลย ข้อที่ใกล้ที่สุดคือการใช้ "เพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นในครอบครัวหรือญาติสนิท" ซึ่งลูกค้าร้านไม่เข้าข่าย
-
จ่ายกี่เจ้าถึงจะครบ — ตอบไม่ได้ กรมฯ ยังไม่มีระบบขึ้นทะเบียนผู้จัดเก็บตามกฎหมาย (สื่อรายงานว่ายังอยู่ระหว่างยกร่างกฎหมายเฉพาะ) สิ่งที่มีคือตรารับรอง "หลักปฏิบัติที่ดี" แบบสมัครใจรายปี ดังนั้นบริษัทที่ไม่อยู่ในรายชื่อนั้นก็ยังเก็บได้ถ้ามีสิทธิจริง ใครก็ตามที่บอกว่า "จ่ายแค่ N เจ้านี้แล้วจบ" กำลังพูดในสิ่งที่ยืนยันไม่ได้
สรุป
- เพลงหนึ่งเพลงมีสิทธิหลายชั้น ทั้งดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และค่าตอบแทนนักแสดงตามมาตรา 45 — จ่ายเจ้าเดียวไม่จบ
- การเปิดเพลงในร้านอาหารเข้านิยาม "เผยแพร่ต่อสาธารณชน" ตามเอกสารของกรมทรัพย์สินทางปัญญาเอง
- ความเชื่อที่ว่า "ไม่เก็บเงินค่าฟังเพลงก็ไม่ผิด" อิงมาตรา 31 ซึ่งใช้กับกรณีของเถื่อน ส่วนของแท้ที่ไม่มีใบอนุญาตไปตกที่มาตรา 27/28 ที่ ไม่มีเงื่อนไขเรื่องกำไร และโทษหนักกว่า
- ฎีกา 8220/2553 ที่ถูกอ้างบ่อยเป็นคดีแผ่นผี ไม่ใช่ใบอนุญาตให้เปิดเพลงฟรี — และมีฎีกา 5073/2560 กับ 876/2548 ที่ ลงโทษร้านตามมาตรา 27/28 จริง ทั้งกรณีของแท้และกรณีสัญญาหมดอายุ
- เจ้าของร้านรับผิดได้แม้ไม่ได้อยู่ที่ร้านตอนเกิดเหตุ เพราะมีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการของตัวเอง
- Spotify, Apple Music, YouTube ห้ามใช้ในร้านตามเงื่อนไขของตัวเอง จ่ายพรีเมียมก็ไม่ช่วย
- Soundtrack ใช้ในไทยได้ แต่เว็บเขาบอกเองว่าไม่รวมสิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณชนในไทย
- ถ้ามีคนมาอ้างสิทธิที่ร้าน ให้ดูหนังสือมอบอำนาจ ถามว่าเพลงไหนของใคร อย่าจ่ายสด และโทร 1368 ก่อน
ประเด็นที่กลับมาที่หน้าร้านคือ ถ้าตัดสินใจจ่ายค่าไลเซนส์จริง นั่นคือต้นทุนคงที่หลักหมื่นต่อปีที่ต้องถูกหารกลับเข้าไปในราคาอาหาร เหมือนค่าเช่าและค่าไฟ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่จ่ายแล้วลืม ร้านที่รู้ยอดขายจริงของตัวเองเท่านั้นที่จะตอบได้ว่าเพลงคลอในร้านคุ้มกับตัวเลขนี้ไหม — เรื่องนี้ต่อยอดได้จากบทความ คิดต้นทุนอาหารต่อจานยังไง ให้ตั้งราคาขายได้ไม่ขาดทุน
Ginzii เป็นระบบ POS สำหรับร้านอาหารในไทย เริ่มขายและออกบิลได้ฟรีตั้งแต่วันแรก ส่วนรายงานยอดขายย้อนหลัง ซึ่งเป็นตัวที่ใช้ตอบว่าค่าไลเซนส์หลักหมื่นต่อปีคุ้มกับร้านไหม อยู่ในแพ็กเกจ Starter ขึ้นไป ดูรายละเอียดแพ็กเกจได้ที่นี่
แหล่งอ้างอิง
ทุกลิงก์ตรวจสอบว่าเปิดอ่านได้จริงเมื่อ 17 กรกฎาคม 2569
ตัวบทกฎหมายและคำพิพากษา
- พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (ฉบับเต็ม) — มาตรา 4, 15, 27, 28, 29, 31, 32, 45, 69, 70, 77
- กรมทรัพย์สินทางปัญญา — สิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ (PDF) — ยกตัวอย่าง "การเปิดเพลงในร้านอาหาร" เป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชน
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8220/2553 — คดีร้านอาหารตามสั่งเปิดแผ่นวีซีดีละเมิด องค์ประกอบมาตรา 31
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073/2560 — ร้านอาหารเปิดเพลงหลังสัญญาอนุญาตหมดอายุ ลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27(2)
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 876/2548 — เปิดซีดีคาราโอเกะของแท้ ลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28(2)
- กรมทรัพย์สินทางปัญญา — การแจ้งข้อมูลตัวแทน — บัตรตัวแทนไม่ใช่เงื่อนไขในการร้องทุกข์
- 17 U.S. Code §110(5) — ข้อยกเว้นตามขนาดร้านของสหรัฐอเมริกา (ไม่ใช้กับไทย)
องค์กรจัดเก็บและอัตราค่าลิขสิทธิ์
เงื่อนไขการใช้บริการเพลง
- Spotify — Public and commercial use · Spotify Terms of Use
- Apple Media Services Terms
- YouTube Terms of Service
- Soundtrack Your Brand — Licensing in Thailand · ราคา
- Artlist License
- Epidemic Sound — Pro subscription policy · In-store music
- Creative Commons BY-NC 4.0 Legal Code
ข่าว
เห็นต้นทุนร้านชัดตั้งแต่วันแรก
Ginzii คือระบบ POS สำหรับร้านอาหารและคาเฟ่เปิดใหม่ในไทย รู้ต้นทุนต่อจานและของเสียได้จริง เริ่มใช้ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
เริ่มใช้ฟรี