ค่าแก๊สร้านอาหาร วัดต่อจานยังไง และเท่าไหร่ถึงเรียกว่าเปลือง
ค่าแก๊สเป็นบิลที่ร้านอาหารจ่ายทุกเดือนโดยไม่มีใครรู้ว่าควรเป็นเท่าไหร่ บทความนี้เดินสามขั้น ตั้งแต่หาราคาต่อกิโลที่ร้านจ่ายจริง วัดว่าถังหนึ่งอยู่ได้กี่จาน ไปจนถึงวิธีดูว่าเดือนนี้เปลืองขึ้นหรือแค่ขายดีขึ้น

ร้านอาหารส่วนใหญ่รู้ราคาหมูต่อกิโล รู้ราคาน้ำมันต่อขวด รู้ค่าเช่าต่อเดือน แต่พอถามว่า ค่าแก๊สของร้านควรเป็นเท่าไหร่ คำตอบมักจะเป็น "ก็แล้วแต่เดือน" หรือ "ถังหมดก็สั่งใหม่"
ที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะเจ้าของร้านไม่ใส่ใจ แต่เพราะค่าแก๊สมีธรรมชาติที่ต่างจากต้นทุนตัวอื่นทุกตัว มันไม่มีมิเตอร์ให้ดูรายวันเหมือนค่าไฟ ไม่มีใบเสร็จรายครั้งเหมือนวัตถุดิบ และรู้ตัวอีกทีก็ตอนไฟดับกลางกระทะ
บทความนี้ทำสามอย่าง หนึ่งคือหาราคาต่อกิโลที่ร้านจ่ายจริง ซึ่งมักไม่ใช่ราคาที่เห็นในข่าว สองคือวิธีวัดว่าแก๊สหนึ่งถังอยู่ได้กี่จาน และสามคือวิธีอ่านว่าเดือนนี้ร้านเปลืองขึ้นหรือแค่ขายดีขึ้น ซึ่งเป็นสองอย่างที่หน้าตาเหมือนกันมากบนบิลค่าแก๊ส
ทำไมค่าแก๊สถึงวัดยากกว่าค่าไฟ
ค่าไฟมีมิเตอร์ที่เดินตลอดเวลาและมีบิลรายเดือนที่บอกหน่วยที่ใช้ไป ต่อให้ไม่ได้จดอะไรเลย สิ้นเดือนก็ยังมีตัวเลขให้เทียบย้อนหลังได้
แก๊สไม่มีอะไรแบบนั้นเลย ข้อมูลที่ร้านได้จากแก๊สมีอยู่จุดเดียวคือ วันที่ถังหมด ซึ่งแปลว่าข้อมูลมาเป็นก้อนใหญ่ ๆ ห่างกันเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน และไม่มีอะไรบอกว่าภายในก้อนนั้นแก๊สหายไปกับอะไรบ้าง
ผลที่ตามมามีสองอย่าง อย่างแรกคือ ร้านรู้ตัวช้ามากเวลาเริ่มเปลือง เพราะกว่าจะสังเกตว่าถังหมดเร็วขึ้นก็ต้องผ่านไปหลายถัง อย่างที่สองคือเวลาสงสัยว่าเปลือง ก็ไม่มีข้อมูลย้อนหลังให้เทียบ เพราะไม่มีใครจดวันเปลี่ยนถังไว้
ข้อดีคือทั้งสองอย่างนี้แก้ได้ด้วยของที่ไม่ต้องซื้อเลย นั่นคือการจดวันที่เปลี่ยนถัง ซึ่งใช้เวลาวันละไม่ถึงสิบวินาที และเป็นจุดเริ่มของทุกอย่างในบทความนี้
ขั้นที่ 1 หาราคาต่อกิโลที่ร้านจ่ายจริง
เวลามีข่าวเรื่องราคาก๊าซหุงต้ม ตัวเลขที่ประกาศคือราคาขายปลีกของ ถังขนาด 15 กิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่ใช้กันตามบ้าน และเป็นราคาที่ภาครัฐเข้าไปดูแลเป็นรอบ ๆ
ณ วันที่เขียนบทความนี้ (31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของรอบตรึงราคาปัจจุบันพอดี) มติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานตรึงราคาขายปลีกถัง 15 กิโลกรัมไว้ที่ 423 บาท (ข่าวมติรอบ 1 มิ.ย.–31 ก.ค. 2569) ซึ่งเมื่อหารด้วย 15 จะได้ราว 28.2 บาทต่อกิโลกรัม
⚠️ ตัวเลขนี้มีวันหมดอายุเสมอ — การตรึงราคาเป็นมาตรการชั่วคราวที่ทบทวนเป็นรอบครั้งละไม่กี่เดือน ก่อนใช้อ้างอิง ให้เช็ครอบล่าสุดที่ หน้าราคาขายปลีก LPG ของ สนพ. ก่อน และที่สำคัญกว่าคือ อย่าใช้มันแทนราคาที่ร้านจ่ายจริง
เหตุผลที่ห้ามใช้ตรง ๆ มีสามข้อ
หนึ่ง ครัวร้านที่เปิดขายจริงจำนวนมากไม่ได้ใช้ถัง 15 กิโลกรัม แต่ใช้ถัง 48 กิโลกรัม เพราะไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยและต่อเข้าหัวเตาแรงสูงได้นิ่งกว่า ราคาต่อถังของขนาดนี้เป็นราคาที่ตกลงกับร้านแก๊สในพื้นที่ ไม่ใช่ราคาเดียวที่ประกาศทั้งประเทศแบบถัง 15 กิโลกรัม
สอง ราคาต่อกิโลของสองขนาดนี้ไม่เท่ากัน และแกว่งได้ทั้งสองทาง ข้อมูลสำรวจราคาของ สนพ. เอง แสดงราคาถัง 48 กิโลกรัมอยู่ในช่วงราว 1,230–1,480 บาท แล้วแต่ยี่ห้อและผู้ค้า ซึ่งคิดเป็น 25.6–30.9 บาทต่อกิโลกรัม — คร่อมตัวเลข 28.2 บาทของถังบ้านทั้งสองด้าน แปลว่าบางเจ้าถูกกว่า บางเจ้าแพงกว่า และสมมติฐานที่ว่าถังใหญ่ต้องถูกกว่าต่อกิโลเสมอนั้นไม่จริง
สาม ยังมีค่าอื่นที่ไม่ได้อยู่ในราคาเนื้อแก๊ส ราคาขายปลีกที่ประกาศนั้นรวมค่าส่งมาตรฐานในระยะใกล้ไว้แล้ว แต่ยังไม่รวมค่ามัดจำถังตอนเริ่มใช้ ค่าอุปกรณ์อย่างหัวปรับแรงดันกับสายที่ต้องเปลี่ยนตามอายุ และค่าส่งกรณีระยะไกลหรือขึ้นตึกสูง
วิธีที่ตรวจสอบได้จึงมีทางเดียว คือหารจากใบเสร็จของร้านตัวเอง
ราคาต่อกิโลกรัมที่ร้านจ่ายจริง = เงินที่จ่ายต่อถัง (รวมค่าส่งที่จ่ายเพิ่ม) ÷ น้ำหนักเนื้อแก๊สในถัง
สมมติร้านหนึ่งจ่ายถังละ 1,450 บาทสำหรับถัง 48 กิโลกรัม ราคาต่อกิโลคือ 30.21 บาท — ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างที่อยู่ค่อนไปทางปลายบนของช่วงราคาตลาด ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยที่ทุกร้านต้องเจอ ร้านที่ต่อราคาได้ดีอาจอยู่แถว 26 บาทต่อกิโล ซึ่งต่างกันเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ต่อกิโล และนี่คือเหตุผลที่ตัวเลขนี้ต้องมาจากใบเสร็จ ไม่ใช่จากบทความหรือข่าว
ขั้นที่ 2 วัดว่าถังหนึ่งอยู่ได้กี่จาน
พอรู้ราคาต่อถังที่จ่ายจริงแล้ว ของที่ยังขาดคือตัวหาร นั่นคือจำนวนจานที่ขายได้ระหว่างถังนั้น
วิธีทำง่ายกว่าที่คิดมาก และต้องการแค่สองข้อมูล
- วันที่เปลี่ยนถัง — เขียนวันที่ไว้บนถังใหม่ด้วยปากกาเมจิกตอนต่อถัง หรือจดลงสมุดหน้าเดียวที่แขวนไว้ข้างครัว
- จำนวนจานหรือจำนวนบิลในช่วงเดียวกัน — ถ้าร้านใช้ระบบขายอยู่แล้ว ดูจากรายงานยอดขายย้อนหลังได้เลย ถ้าจดมือก็ใช้จำนวนบิลต่อวันรวมกัน
จากนั้นคำนวณตรง ๆ
ค่าแก๊สต่อจาน = ราคาต่อถังที่จ่ายจริง ÷ จำนวนจานที่ขายได้ระหว่างถังนั้น
ตัวอย่างร้านตามสั่งที่ใช้ถัง 48 กิโลกรัมราคา 1,450 บาท เปลี่ยนถังวันที่ 1 และถังหมดวันที่ 13 รวมเป็นช่วงใช้งาน 12 วัน ระหว่างนั้นขายได้เฉลี่ยวันละ 80 จาน รวม 960 จาน
ค่าแก๊สต่อจานคือ 1,450 ÷ 960 = 1.51 บาทต่อจาน

ตัวเลขนี้ดูเล็กจนน่าจะมองข้ามได้ แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ขนาดของมัน — อยู่ที่มันเป็นเส้นฐาน เพราะเดือนถัดไปถ้าตัวเลขเดียวกันกลายเป็น 2.10 บาทต่อจาน นั่นคือสัญญาณที่อ่านได้ทันทีว่ามีอะไรเปลี่ยน ทั้งที่ถ้าดูแค่บิลค่าแก๊สรวมจะเห็นแค่ว่า "เดือนนี้จ่ายเยอะขึ้น" ซึ่งอธิบายได้ทั้งเปลืองขึ้นและขายดีขึ้น
ถังเดียวยังบอกอะไรไม่ได้
ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดของวิธีนี้คือ อย่าตัดสินจากถังเดียว
ช่วงเวลาของถังหนึ่งอาจบังเอิญคร่อมวันหยุดยาว อาจมีวันที่ฝนตกจนขายไม่ได้ หรืออาจมีวันที่ต้มน้ำซุปหม้อใหญ่เผื่อเทศกาล ตัวเลขจากถังเดียวจึงเป็นแค่จุดเดียวบนกราฟที่ยังไม่มีรูปร่าง
ให้เก็บอย่างน้อย สามถังติดกัน แล้วดูสองอย่าง คือค่าเฉลี่ย และช่วงห่างระหว่างถังที่ดีที่สุดกับแย่ที่สุด ถ้าสามถังให้ค่าใกล้กัน แปลว่าเส้นฐานนิ่งพอจะใช้เฝ้าระวังได้ แต่ถ้ากระโดดไปมา แปลว่ายังมีตัวแปรที่ยังไม่ถูกจับ ซึ่งมักเป็นเมนูที่ใช้แก๊สหนักผิดปกติอย่างการต้มน้ำซุปหรือทอดน้ำมันท่วม
หลักเดียวกันนี้ใช้กับการวัดต้นทุนต่อหัวของร้านบุฟเฟต์ เพราะทั้งสองกรณีคือการวัดของที่ลูกค้าเป็นคนกำหนดปริมาณให้เรา
ขั้นที่ 3 จะเอาค่าแก๊สไปบวกในต้นทุนต่อจานหรือไม่
พอคำนวณได้ว่าค่าแก๊สตกจานละ 1.51 บาท คำถามถัดไปคือเอาไปบวกกับต้นทุนวัตถุดิบต่อจานเลยไหม
คำตอบขึ้นกับว่ากำลังตอบคำถามอะไรอยู่ และตำราบริหารต้นทุนก็มีสองสำนักที่ต่างกันจริง สำนักหนึ่ง (full costing) ปันส่วนค่าใช้จ่ายของร้านลงไปในต้นทุนต่อหน่วยให้หมด เพื่อให้ราคาขายครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่ต้น อีกสำนักหนึ่งแยกต้นทุนแปรผันออกจากค่าใช้จ่ายคงที่ แล้วดูว่าแต่ละจานทิ้งส่วนต่างไว้เท่าไหร่ให้ไปจ่ายค่าคงที่
บทความนี้แนะทางที่สอง ไม่ใช่เพราะทางแรกผิด แต่เพราะเป้าหมายของการวัดค่าแก๊สในบทความนี้คือใช้เป็นสัญญาณเตือนว่าครัวเริ่มผิดปกติ ซึ่งการกองรวมกับวัตถุดิบจะทำให้สัญญาณนั้นอ่านไม่ออก
เหตุผลอยู่ที่ธรรมชาติของต้นทุนสองตัวนี้ไม่เหมือนกัน ต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน เป็นต้นทุนแปรผันที่ผูกกับจานตรง ๆ ขายเพิ่มหนึ่งจานก็จ่ายเพิ่มตามสูตร ส่วนค่าแก๊สมีทั้งส่วนที่แปรผันตามจำนวนจาน (ผัดหนึ่งจานใช้ไฟช่วงหนึ่ง) และส่วนที่เกิดขึ้นแม้ไม่มีลูกค้าเลย เช่นหม้อน้ำซุปที่ต้องเดือดรออยู่ตลอดเวลาเปิดร้าน หรือกระทะที่ต้องอุ่นค้างไว้
ถ้าเอาไปกองรวมกัน ตัวเลขต่อจานจะแกว่งตามจำนวนลูกค้าแทนที่จะแกว่งตามการใช้งานจริง วันที่ลูกค้าน้อย ค่าแก๊สต่อจานจะพุ่งขึ้นทั้งที่ไม่ได้เปลืองขึ้นเลย ส่วนวันที่ลูกค้าแน่น ตัวเลขจะดูดีเกินจริง — ซึ่งทำให้มันใช้เป็นสัญญาณเตือนไม่ได้
ℹ️ ร้านที่ใช้วิธีปันส่วนลงต่อจานอยู่แล้วไม่ต้องเปลี่ยน ถ้าทำเพื่อตั้งราคาให้ครอบคลุมทุกต้นทุน นั่นเป็นคนละงานกับการเฝ้าระวัง และทำคู่กันได้ ขอแค่รู้ว่ากำลังดูตัวเลขไหนอยู่
ทางที่อ่านง่ายกว่าคือแยกไว้คนละช่อง
| อยู่ตรงไหน | ใช้ตอบคำถามอะไร | |
|---|---|---|
| ต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน | ต้นทุนต่อจาน | ราคาขั้นต่ำของเมนูนี้คือเท่าไหร่ |
| ค่าแก๊ส ค่าไฟ ค่าเช่า ค่าแรง | ค่าใช้จ่ายของร้านต่อเดือน | เดือนนี้ต้องขายเท่าไหร่ถึงอยู่ได้ |
แล้วใช้ค่าแก๊สต่อจานเป็นตัวชี้วัดการใช้งาน ไม่ใช่ตัวตั้งราคา — เหมือนที่โรงงานดูหน่วยไฟต่อชิ้นเพื่อรู้ว่าเครื่องจักรเริ่มมีปัญหาหรือยัง ไม่ใช่เพื่อเอาไปตั้งราคาสินค้า
เท่าไหร่ถึงเรียกว่าเปลือง
คำถามนี้เป็นคำถามที่เจอบ่อยที่สุด และคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ ไม่มีตัวเลขกลางให้ยืมมาใช้
เหตุผลตรงไปตรงมา ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ต้องต้มน้ำซุปเดือดตลอดสิบชั่วโมง กับร้านข้าวราดแกงที่ทำกับข้าวเสร็จตั้งแต่เช้าแล้วอุ่นเป็นครั้ง ๆ ใช้แก๊สต่างกันหลายเท่าโดยที่ทั้งสองร้านไม่มีร้านไหนเปลืองเลย มันคือธรรมชาติของอาหารคนละแบบ
เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงจึงเป็นการเทียบกับตัวเองในอดีต ด้วยตัวเลขสามตัว
หนึ่ง ค่าแก๊สต่อจาน — ตัวหลักที่คำนวณไว้ในขั้นที่ 2 ใช้ดูแนวโน้มข้ามเดือน
สอง จำนวนวันต่อถัง — ตัวที่จำง่ายที่สุดและใช้ได้แม้ไม่ได้จดยอดขาย ถ้าปกติถังอยู่ได้ 12 วันแล้วเดือนนี้เหลือ 8 วันทั้งที่ยอดขายเท่าเดิม แปลว่ามีอะไรเปลี่ยนแน่นอน
สาม ค่าแก๊สต่อยอดขายร้อยบาท — ตัวที่เทียบข้ามเดือนที่ยอดขายไม่เท่ากันได้ดีที่สุด คิดจากค่าแก๊สทั้งเดือนหารด้วยยอดขายทั้งเดือนแล้วคูณร้อย
ทั้งสามตัวนี้ไม่มีค่ามาตรฐาน มีแต่ค่าของร้านเราเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นตัวเทียบที่ตรงกับความจริงมากกว่าเลขจากอินเทอร์เน็ตเสมอ
สิ่งที่ต้องตัดออกก่อนสรุปว่าเปลือง
ก่อนจะสรุปว่าร้านเริ่มเปลือง ให้ไล่ตัดสามอย่างนี้ก่อน
- เมนูเปลี่ยน — เพิ่มเมนูต้มหรือทอดเข้าไปในช่วงนั้นหรือเปล่า
- เวลาเปิดร้านเปลี่ยน — เปิดเช้าขึ้นหรือปิดดึกขึ้น แปลว่าหม้อน้ำเดือดรอนานขึ้นด้วย
- ราคาต่อถังเปลี่ยน — บิลแพงขึ้นเพราะราคาขึ้น ไม่ใช่เพราะใช้เยอะขึ้น (นี่คือเหตุผลที่ต้องแยกดู กิโลกรัมที่ใช้ ไม่ใช่ดูแค่บาท)
ถ้าสามข้อนี้ไม่เปลี่ยนแต่ตัวเลขยังขยับ ค่อยไปดูจุดรั่วที่หน้าเตา
จุดที่แก๊สหายไปโดยไม่ได้ทำอาหาร
จุดรั่วส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการทำอาหาร แต่เกิดจากเวลาที่ไฟติดอยู่โดยไม่มีอาหารอยู่บนเตา และจากความร้อนที่ไม่ได้เข้าไปในหม้อ
เปลวไฟที่ลามออกข้างหม้อ คือความร้อนที่ออกไปอุ่นอากาศในครัวแทนที่จะเข้าอาหาร ไฟที่แรงเกินขนาดก้นหม้อจึงไม่ได้ทำให้เร็วขึ้นตามที่แรงขึ้น แต่ทำให้ครัวร้อนขึ้นแน่ ๆ
หม้อเล็กบนหัวเตาใหญ่ เป็นอาการเดียวกันในอีกรูปแบบ ครัวที่มีหัวเตาแรงสูงหลายหัวควรจับคู่ขนาดหม้อกับหัวเตาให้ตรงงาน ไม่ใช่ใช้หัวที่ว่างอยู่
น้ำเดือดรอทั้งวัน เป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุดของร้านต้ม ๆ ลวก ๆ น้ำที่เดือดปุด ๆ กับน้ำที่เดือดพอดีร้อนเท่ากันที่ 100 องศา ต่างกันแค่ปริมาณแก๊สที่ใช้ต่อชั่วโมง การหรี่ลงหลังน้ำเดือดและปิดฝาหม้อไว้ระหว่างที่ยังไม่มีออเดอร์ จึงเป็นของที่ได้ผลทันทีโดยไม่ต้องลงทุนอะไร
⚠️ แต่มีเงื่อนไขสองข้อ ข้อแรก น้ำที่หรี่ไว้ต้องใช้เวลากลับมาเดือดพล่าน ร้านลวกเส้นที่ออเดอร์เข้าเป็นชุดจึงต้องชั่งดูว่าคุ้มกับการรอไหม ข้อสอง ใช้กับน้ำต้ม/น้ำลวกเปล่าเท่านั้น ส่วนน้ำซุปปรุงรสที่ตักเสิร์ฟลูกค้าตรง ๆ ต้องคุมให้ร้อนพอตลอดเวลาตามหลักความปลอดภัยอาหาร ห้ามหรี่จนอุ่น ๆ แล้วลืมเปิดกลับ ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากคนไม่ใช่จากวิธี
หัวเตาอุดตัน ทำให้ไฟไม่สม่ำเสมอและมักได้เปลวสีเหลืองแทนสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ครัวที่ผัดทุกวันมีคราบน้ำมันสะสมที่หัวเตาเร็วกว่าที่คิด ควรถอดล้างตามรอบ
สายและหัวปรับแรงดันที่หมดอายุ เป็นเรื่องความปลอดภัยก่อนเรื่องเงิน สายที่แข็งกรอบหรือมีรอยแตกลายงาต้องเปลี่ยน ไม่ใช่รอให้รั่วก่อน วิธีตรวจที่ทำได้เองคือทาน้ำสบู่ตามข้อต่อแล้วดูว่ามีฟองผุดขึ้นไหม
ถังหมดกลางพีค มักแพงกว่าค่าแก๊สที่ประหยัดได้
ร้านที่ประหยัดด้วยการไม่ซื้อถังสำรอง มักจ่ายแพงกว่าที่ประหยัดได้ในวันเดียว — ข้อนี้เป็นการชั่งน้ำหนัก ไม่ใช่กฎตายตัว ร้านที่ขายเรื่อย ๆ ทั้งวันโดยไม่มีช่วงพีคชัดเจนย่อมเสียหายน้อยกว่า
เพราะถังไม่เคยหมดตอนร้านว่าง มันหมดตอนที่เตาทำงานหนักที่สุด ซึ่งก็คือช่วงที่ร้านทำเงินหนาแน่นที่สุด การหยุดสิบถึงยี่สิบนาทีเพื่อเปลี่ยนถังหรือรอร้านแก๊สมาส่ง แปลว่าออเดอร์ที่ค้างอยู่ช้าทั้งแถว ไม่ใช่แค่จานที่กำลังทำ และคิวที่ค้างช่วงพีคจะลามไปถึงโต๊ะที่รออยู่ด้วย
ทางแก้ที่ถูกที่สุดมีสองอย่าง
หนึ่ง มีถังสำรองต่อพ่วงไว้เสมอ ครัวที่ใช้ถังใหญ่มักต่อสองถังผ่านหัวปรับที่สลับอัตโนมัติได้ พอถังหนึ่งหมด อีกถังทำงานต่อทันทีโดยไฟไม่ดับ แล้วค่อยสั่งถังใหม่มาเปลี่ยนตอนสะดวก
สอง ชั่งน้ำหนักแทนการเดา ถังแก๊สทุกใบมีน้ำหนักถังเปล่าปั๊มไว้ที่ตัวถัง เอาน้ำหนักที่ชั่งได้ลบด้วยน้ำหนักถังเปล่า จะได้น้ำหนักเนื้อแก๊สที่เหลือจริงเป็นกิโลกรัม ชั่งสัปดาห์ละครั้งแล้วจดไว้ ก็จะรู้ล่วงหน้าว่าอีกกี่วันถังจะหมด แทนที่จะรู้ตอนไฟดับ
วิธีราดน้ำแล้วดูรอยไอน้ำเกาะที่ผิวถังใช้บอกระดับคร่าว ๆ ได้ แต่ไม่แม่นพอจะวางแผนสั่งของ
เรื่องความปลอดภัยที่ต้องรู้ก่อนเก็บถังเพิ่ม
ร้านที่เริ่มมีถังสำรองหลายใบ ควรรู้ว่ากฎหมายมีเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน
กฎกระทรวงเรื่องสถานที่เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทสถานที่ใช้ พ.ศ. 2562 เริ่มบังคับกับผู้ที่เก็บก๊าซ เกิน 250 ลิตร โดยตัวบทให้คิด 1 ลิตรเท่ากับ 0.5 กิโลกรัม จึงเท่ากับเกินกว่า 125 กิโลกรัม หรือถัง 15 กิโลกรัมตั้งแต่ 9 ถังขึ้นไป (8 ถังเท่ากับ 120 กิโลกรัม ยังไม่เข้าเกณฑ์)
ร้านที่ใช้ถัง 48 กิโลกรัมต้องนับให้ดีกว่ามาก เพราะเพียงสามถังก็เท่ากับ 144 กิโลกรัม ซึ่งข้ามเส้นนี้ไปแล้ว
จุดที่มักเข้าใจผิดคือคิดว่าข้ามเส้นแล้วเป็นเรื่องเอกสารอย่างเดียว จริง ๆ แล้วตัวบทกำหนดของที่ต้องมีอยู่หน้างานด้วย ที่ชัดที่สุดคือข้อ 8 ซึ่งบังคับให้มี เครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งขนาดไม่น้อยกว่า 6.8 กิโลกรัม อย่างน้อย 1 เครื่อง ⇒ ร้านที่เพิ่งเพิ่มถังสำรองจนครบสามถังใหญ่ ควรซื้อถังดับเพลิงพร้อมกันไปเลย
อีกเรื่องที่คนละเรื่องกับน้ำหนักถังเปล่าแต่ต้องดูเหมือนกันคือ วันหมดอายุของตัวถัง ถังต้องผ่านการทดสอบแรงดันตามรอบและมีตราปั๊มบอกปีไว้ที่ถัง ตอนร้านแก๊สมาส่งถังใหม่ควรพลิกดูสักครั้ง
🔗 ส่วนกฎที่กระทบร้านหมูกระทะ ชาบู และสุกี้โดยตรง — ห้ามใช้ก๊าซหุงต้มเป็นเชื้อเพลิงปรุงอาหารบนโต๊ะที่ลูกค้านั่งกิน ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ข้อ 17 พร้อมรายละเอียดการวางถังในครัวและข้อกำหนดอื่น เขียนไว้ครบแล้วในบทความเรื่องออกแบบครัวร้านอาหาร ไม่ขอเขียนซ้ำที่นี่
เริ่มพรุ่งนี้ได้เลยด้วยของสามอย่าง
ไม่ต้องรอระบบอะไรทั้งนั้น สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างในบทความนี้เดินได้มีแค่สามอย่าง
- ปากกาเมจิกหนึ่งด้าม — เขียนวันที่ต่อถังไว้บนถังทุกครั้ง
- ใบเสร็จค่าแก๊ส — เก็บไว้ให้ครบ เพื่อรู้ราคาต่อกิโลที่จ่ายจริง ไม่ใช่ราคาที่จำได้
- ตัวเลขยอดขายในช่วงเดียวกัน — จำนวนบิลหรือจำนวนจานต่อวัน เพื่อใช้เป็นตัวหาร
ข้อสามคือข้อที่ร้านส่วนใหญ่ติด เพราะการนับบิลย้อนหลังจากสมุดเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำ ถ้าร้านใช้ระบบขายที่เก็บยอดรายวันอยู่แล้ว ตัวหารก็มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องนับใหม่
ข้อควรรู้ถ้าจะใช้ระบบขายเป็นตัวหาร — ระบบส่วนใหญ่รวมถึง Ginzii เก็บยอดขายรายวันให้อัตโนมัติตั้งแต่แพ็กเกจฟรี แต่ช่วงที่เปิดดูย้อนหลังได้ในแอปไม่เท่ากันตามแพ็กเกจ ของ Ginzii เองแพ็กเกจฟรีดูย้อนหลังได้ 7 วัน ซึ่งพอสำหรับเช็คถังที่เพิ่งเปลี่ยน แต่ไม่พอสำหรับการเก็บสามถังติดกันตามที่บทความนี้แนะ เพราะมักกินเวลาเกินเดือน ⇒ ถ้าใช้แพ็กเกจฟรี ให้ส่งออกไฟล์ CSV เก็บไว้เอง (ทำได้ฟรีทุกแพ็กเกจ) หรือใช้แพ็กเกจที่ดูย้อนหลังได้ยาวกว่า
สรุป
ค่าแก๊สเป็นต้นทุนที่วัดยากเพราะข้อมูลมาเป็นก้อนตอนถังหมด ไม่ใช่เพราะมันซับซ้อน วิธีทำให้มันวัดได้คือจดวันเปลี่ยนถัง หาราคาต่อกิโลจากใบเสร็จของร้านเอง แล้วหารด้วยจำนวนจานที่ขายได้ในช่วงนั้น
ตัวเลขที่ได้ไม่ควรเอาไปบวกกับต้นทุนวัตถุดิบเพื่อตั้งราคา แต่ควรใช้เป็นสัญญาณเตือนว่าครัวเริ่มมีอะไรผิดปกติ และเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าเปลืองหรือไม่ ต้องเป็นค่าของร้านตัวเองเดือนที่แล้ว ไม่ใช่ตัวเลขกลางจากที่ไหน
ส่วนของที่คุ้มที่สุดในบทความนี้ อาจไม่ใช่การประหยัดแก๊สเลย แต่คือการไม่ปล่อยให้ถังหมดกลางช่วงพีค เพราะยอดขายที่หายไปในยี่สิบนาทีนั้น มักแพงกว่าค่าแก๊สที่ประหยัดได้ทั้งเดือน
รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น
กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน
คำนวณต้นทุนต่อจานฟรีหรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
คำถามที่พบบ่อย
- ค่าแก๊สร้านอาหารคิดเป็นต้นทุนต่อจานยังไง
- เดินสามขั้น ขั้นแรกหาราคาต่อกิโลกรัมที่ร้านจ่ายจริง โดยเอาเงินที่จ่ายต่อถังหารด้วยน้ำหนักเนื้อแก๊สในถัง ไม่ใช่ใช้ราคาที่เห็นในข่าว ขั้นที่สองจดวันที่เปลี่ยนถังทุกครั้งพร้อมยอดจานหรือยอดบิลในช่วงเดียวกัน แล้วเอาราคาต่อถังหารด้วยจำนวนจานที่ขายได้ระหว่างถังนั้น จะได้ค่าแก๊สต่อจาน ขั้นที่สามทำซ้ำหลายถังให้ครอบคลุมทั้งวันธรรมดาและวันหยุด เพราะตัวเลขถังเดียวยังบอกอะไรไม่ได้
- ราคาก๊าซหุงต้มที่ประกาศในข่าว ใช้กับร้านอาหารได้เลยไหม
- ใช้ไม่ได้ตรง ๆ ราคาที่รัฐประกาศตรึงเป็นราคาขายปลีกของถังขนาด 15 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อหารด้วยน้ำหนักจะได้ราว 28.2 บาทต่อกิโลกรัม แต่ครัวร้านที่เปิดขายจริงจำนวนมากใช้ถังขนาด 48 กิโลกรัม ซึ่งข้อมูลสำรวจของ สนพ. แสดงช่วงราคาราว 1,230 ถึง 1,480 บาท คิดเป็น 25.6 ถึง 30.9 บาทต่อกิโลกรัม แล้วแต่ยี่ห้อและผู้ค้า คือคร่อมตัวเลขของถังบ้านทั้งสองด้าน ไม่ได้ถูกกว่าหรือแพงกว่าเสมอไป ทางที่ตรวจสอบได้คือหารจากใบเสร็จของร้านตัวเอง โดยเอาเงินที่จ่ายต่อถังรวมค่าส่งที่จ่ายเพิ่ม หารด้วยน้ำหนักเนื้อแก๊สในถัง
- ค่าแก๊สควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย
- ไม่มีตัวเลขกลางที่ยกมาใช้ได้ เพราะสัดส่วนขึ้นกับประเภทอาหารอย่างมาก ร้านที่ต้องต้มน้ำซุปทั้งวันกับร้านที่ผัดเป็นจานใช้แก๊สไม่เท่ากันเลย ตัวเลขที่ใช้ได้จริงคือค่าของร้านตัวเองที่วัดต่อเนื่องหลายเดือน แล้วดูว่ามันขยับขึ้นหรือลงเทียบกับตัวเองในอดีต ไม่ใช่เทียบกับร้านอื่น
- ถังแก๊สหมดกลางช่วงพีค เสียหายแค่ไหน
- ในร้านที่ช่วงพีคคือช่วงทำเงินหลัก มักเสียหายมากกว่าค่าแก๊สที่ประหยัดได้จากการไม่ซื้อถังสำรอง เพราะช่วงพีคคือช่วงที่ร้านทำเงินหนาแน่นที่สุด การหยุดเตาสิบถึงยี่สิบนาทีเพื่อรอเปลี่ยนถังหรือรอร้านแก๊สส่ง แปลว่าออเดอร์ที่ค้างอยู่ช้าทั้งแถว และโต๊ะที่รออยู่อาจลุกออกไป วิธีที่ถูกกว่าคือมีถังสำรองต่อพ่วงไว้เสมอ และเปลี่ยนถังตอนปิดร้าน ไม่ใช่ตอนที่มันหมดเอง
- รู้ได้ยังไงว่าถังใกล้หมด ในเมื่อถังแก๊สไม่มีเกจวัด
- วิธีที่ตรงที่สุดคือชั่งน้ำหนัก เพราะถังทุกใบมีน้ำหนักถังเปล่าปั๊มไว้ที่ตัวถัง เอาน้ำหนักที่ชั่งได้ลบด้วยน้ำหนักถังเปล่าจะได้น้ำหนักเนื้อแก๊สที่เหลือจริง ส่วนวิธีราดน้ำดูรอยไอน้ำเกาะบอกได้แค่ระดับคร่าว ๆ และใช้กับถังที่เพิ่งใช้งานหนักมาไม่นานได้ดีกว่า
- ร้านอาหารเก็บถังแก๊สกี่ถังถึงจะเข้าเกณฑ์ที่ต้องขออนุญาต
- กฎกระทรวงเรื่องสถานที่เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทสถานที่ใช้ พ.ศ. 2562 เริ่มบังคับกับผู้ที่เก็บก๊าซเกิน 250 ลิตร โดยตัวบทให้คิด 1 ลิตรเท่ากับ 0.5 กิโลกรัม จึงเท่ากับเกินกว่า 125 กิโลกรัม หรือถัง 15 กิโลกรัมตั้งแต่ 9 ถังขึ้นไป ส่วนถัง 48 กิโลกรัมเพียงสามถังก็เท่ากับ 144 กิโลกรัมซึ่งข้ามเส้นแล้ว และเมื่อข้ามเส้นไม่ได้มีแค่เรื่องเอกสาร เพราะตัวบทข้อ 8 บังคับให้มีเครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งขนาดไม่น้อยกว่า 6.8 กิโลกรัมอย่างน้อย 1 เครื่องด้วย