Ginzii
คุมต้นทุน

ค่า GP เดลิเวอรีกินกำไรเท่าไหร่ คำนวณให้เห็นก่อนขายในแอป

GP 30–35% ที่ยังไม่รวม VAT หมายความว่าอะไรกับเงินที่เข้าร้านจริง วิธีหาราคาต่ำสุดที่ยังไม่ขาดทุน เหตุผลที่บวกราคาชดเชยทั้งก้อนทำไม่ได้ และมาตรการรัฐปี 2569 ที่ลด GP ชั่วคราว

ทีม Ginziiอ่าน 10 นาที

มือพนักงานร้านอาหารกำลังปิดฝากล่องพลาสติกใส่ข้าวผัดบนเคาน์เตอร์สแตนเลส มีกล่องที่แพ็กเสร็จวางซ้อนรออยู่ข้าง ๆ

คำถามที่เจอซ้ำ ๆ ในกลุ่มเจ้าของร้านคือ "เสียค่า GP ให้แอปเท่าไหร่" แต่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์เดียวใช้ตัดสินใจไม่ได้ เพราะสิ่งที่กำหนดว่าร้านรอดหรือไม่รอดในช่องทางนี้คือ เงินที่เหลือเข้าร้านจริงต่อจาน เทียบกับต้นทุนของจานนั้น

บทความนี้พาคำนวณทีละขั้นจนเห็นตัวเลขจริง ตอบคำถามที่ตามมาเสมอ (ตั้งราคาในแอปสูงกว่าหน้าร้านได้ไหม ต้องบวกเท่าไหร่) และมีเรื่องที่คนยังไม่รู้กันมาก — มาตรการรัฐปี 2569 ที่ทำให้ GP ลดลงชั่วคราวสำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วม

GP ไม่ใช่กำไรขั้นต้นของร้าน

เรื่องนี้ทำให้เข้าใจผิดตั้งแต่ต้น เพราะ GP ย่อมาจาก Gross Profit ซึ่งในตำราบัญชีหมายถึงกำไรขั้นต้น แต่ในบริบทเดลิเวอรี GP คือค่าบริการระบบที่ร้านจ่ายให้แพลตฟอร์ม — เอกสารของแพลตฟอร์มเองนิยามไว้แบบนั้น ไม่ใช่กำไรของร้านแม้แต่บาทเดียว

สิ่งที่ต้องจำมี 2 ชั้น:

  1. อัตราที่แพลตฟอร์มระบุไว้เองอยู่ที่ราว 30–35% ของราคาขายในแอป — แต่แหล่งที่ไล่แจงรายเจ้าให้เลขจริงราว 28–32% (ไม่มีเจ้าไหนแตะ 35%) และแหล่งฝั่งบัญชีให้ช่วงกว้างกว่านั้น (ต่ำสุดราว 20%) · อัตราจริงขึ้นกับสัญญา ประเภทบริการ และแคมเปญที่ร้านเข้าร่วม ⇒ ให้ยึดอัตราในสัญญาของร้านตัวเอง ไม่ใช่ตัวเลขในบทความไหน ⚠️ ฐานที่ใช้คิดก็ไม่เหมือนกันทุกเจ้า — บางรายคิดจากค่าอาหารรวม VAT ที่ร้านได้รับ บางรายคิดจากราคาหลังหักส่วนลด ⇒ ใบสรุปยอดขายของร้านเองคือที่เดียวที่บอกความจริงของงวดนั้น
  2. ตัวเลขนั้นยังไม่รวม VAT — VAT 7% คิดจากค่า GP ไม่ใช่จากยอดขาย

ชั้นที่ 2 คือจุดที่คนคิดพลาด และพลาดได้สองทางตรงข้ามกัน: บางคนลืมบวก VAT ไปเลย บางคนบวกผิดเป็น 30% + 7% = 37% ของยอดขาย ซึ่งสูงเกินความจริง ของจริงคือ

GP 30% ของยอดขาย บวก VAT 7% ของค่า GP นั้น ⇒ หักรวม 32.1% ของยอดขาย

ตัวอย่างที่เอกสารแพลตฟอร์มยกไว้เอง: ยอดขายผ่านแอป 10,000 บาท ค่า GP 30% = 3,000 บาท รวม VAT แล้วเป็น 3,210 บาท

ถ้าร้านจด VAT แล้ว ภาระ VAT ก้อนนี้ต่างออกไป

VAT 7% ที่ถูกหักไปพร้อมค่า GP คือภาษีที่ร้านจ่ายให้ผู้ให้บริการ ซึ่งโดยหลักการของระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้านที่จดทะเบียน VAT แล้วและได้รับใบกำกับภาษีจากแพลตฟอร์ม สามารถนำภาษีซื้อไปหักกับภาษีขายในการยื่น ภ.พ.30 ได้ แปลว่า VAT ก้อนนี้ไม่ใช่ต้นทุนจมสำหรับร้านกลุ่มนั้น

ส่วน ร้านที่ยังไม่จด VAT (รายรับยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี) จ่ายแล้วจบ — เป็นต้นทุนเต็มจำนวน ดังนั้นตัวเลข 32.1% ในบทความนี้คือภาระของร้านกลุ่มหลัง ซึ่งเป็นร้านส่วนใหญ่ที่อ่านบทความนี้

แต่อย่าอ่านข้อนี้เป็นข่าวดีด้านเดียว — ร้านที่จด VAT แล้วมีภาระอีกฝั่งที่ร้านไม่จดไม่มี คือ ราคาที่ขายในแอปมี VAT ฝังอยู่ 7/107 ซึ่งต้องนำส่งกรมสรรพากร เงินที่เห็นว่า "เข้าร้าน" จึงไม่ใช่ของร้านทั้งก้อน ⇒ การจด VAT ไม่ได้ทำให้ช่องทางนี้กำไรดีขึ้นเฉย ๆ มันเปลี่ยนโครงสร้างทั้งสองฝั่ง

เรื่องนี้ขึ้นกับเอกสารที่ได้รับและวิธีลงบัญชีของแต่ละร้าน ให้ยืนยันกับผู้ทำบัญชีก่อนนำไปใช้จริง บทความนี้อธิบายหลักการ ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีเฉพาะราย (อ่านเรื่องภาษีร้านอาหารและเกณฑ์จด VAT)

คำนวณจาก 100 บาทให้เห็นทั้งเส้น

สมมติร้านตามสั่งขายจานละ 100 บาทในแอป และใช้ GP 32% ซึ่งเป็นตัวเลขที่หยิบมาจากช่วง 30–35% เพื่อคำนวณให้เห็นภาพ (ไม่ใช่อัตราของแพลตฟอร์มใดเจาะจง)

⚠️ ที่ GP 32% ยอดหักรวม VAT จะเป็น 34.24% ไม่ใช่ 32.1% ของตัวอย่างก่อนหน้า (ซึ่งคิดที่ GP 30%) — สองเลขนี้เป็นคนละฐานกัน อย่าสลับกันใช้

รายการบาท
ลูกค้าจ่ายในแอป100.00
− ค่า GP 32%−32.00
− VAT 7% ของค่า GP−2.24
เงินเข้าร้าน65.76
− ต้นทุนวัตถุดิบ 35% ของราคาขาย−35.00
เหลือก่อนหักค่าแรง ค่าเช่า และกล่องบรรจุ30.76

ถ้าจานนั้นเป็นเมนูที่ต้นทุนวัตถุดิบสูงถึง 45% ของราคาขาย เงินที่เหลือจะลดลงเป็น 20.76 บาท (65.76 − 45.00) — ยิ่งต้นทุนวัตถุดิบสูง เงินที่เหลือยิ่งน้อย

เทียบกับขายจานเดียวกันหน้าร้านที่ 100 บาท ซึ่งเหลือ 65 บาท (ที่ต้นทุน 35%) หรือ 55 บาท (ที่ต้นทุน 45%) ก่อนหักค่าแรงและค่าเช่า ⇒ ช่องทางแอปกินไป 34.24 บาทต่อทุก 100 บาทที่ขายได้ และนั่นคือก่อนนับสิ่งที่หน้าร้านไม่มี

แผนภาพเปรียบเทียบการแบ่งเงิน 100 บาทระหว่างขายผ่านแอปเดลิเวอรีกับขายหน้าร้าน แสดงค่า GP 32 บาท VAT 2.24 บาท ค่าวัตถุดิบ 35 บาท และเงินที่เหลือกับร้าน 30.76 บาทเทียบกับ 65 บาท
ขายได้ 100 บาทเท่ากันทั้งสองช่องทาง แต่เงินที่เหลือกับร้านต่างกันกว่าเท่าตัว

ช่วงต้นทุนวัตถุดิบ 35–45% ที่ใช้ข้างบนเป็นช่วงคร่าว ๆ ของร้านตามสั่งที่คนในวงการใช้กัน ไม่ใช่สถิติทางการ และร้านประเภทอื่นไม่เท่ากัน — ดูวิธีคิดต้นทุนต่อจานและช่วงของแต่ละประเภทร้าน

ต้นทุนที่หน้าร้านไม่มีและมักไม่ถูกนับ

  • กล่อง ถุง ช้อน ซอสแยกถ้วย ยางรัด — ต้นทุนต่อจานของช่องทางนี้สูงกว่าหน้าร้านโดยโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะทำอะไรผิด
  • เมนูที่ต้องแยกถ้วยกันเละ ใช้บรรจุภัณฑ์หลายชิ้นต่อออเดอร์เดียว
  • เวลาพนักงานที่ใช้แพ็ก ซึ่งเบียดเวลาทำอาหารช่วงพีค

ไม่มีตัวเลขกลางของวงการให้ใช้ตรงนี้ เพราะขึ้นกับเมนูและกล่องที่เลือกจริง วิธีเดียวที่ได้เลขถูกคือรวมต้นทุนบรรจุภัณฑ์ต่อออเดอร์ของร้านตัวเอง แล้วบวกเข้าไปในต้นทุนต่อจานของช่องทางนี้ แยกจากหน้าร้าน

ราคาต่ำสุดที่ยังไม่ขาดทุน — ตัวเลขที่ควรรู้ก่อนเปิดขาย

เงินเข้าร้านคือ 65.76% ของราคาในแอป (ที่ GP 32%) ดังนั้น

ราคาต่ำสุดที่คุ้มค่าวัตถุดิบ = ต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน ÷ 0.6576

ถ้าจานนั้นมีต้นทุนวัตถุดิบ 35 บาท ราคาต่ำสุดในแอปคือ 53.22 บาท — และนั่นคือจุดที่ เท่าทุนวัตถุดิบเท่านั้น ยังไม่ได้จ่ายค่าแรง ค่าเช่า แก๊ส หรือกล่อง

ผลที่ตามมาคือเรื่องที่ควรตกใจ: จานเดียวกันที่ตั้งราคาถูกในแอปขาดทุนได้ ทั้งที่ขายหน้าร้านราคาเดียวกันยังมีกำไร

จานที่ต้นทุนวัตถุดิบ 35 บาทราคาเงินเข้าร้านผลหลังหักวัตถุดิบ
ตั้งราคาต่ำในแอปเพื่อแข่ง45.0029.59ขาดทุน 5.41
ราคาเดียวกันแต่ขายหน้าร้าน45.0045.00เหลือ 10.00
ราคาปกติในแอป100.0065.76เหลือ 30.76

แถวแรกขายยิ่งดียิ่งเจ็บ และจะไม่โผล่ในรายงานยอดขายรวม เพราะยอดขายขึ้น แต่เงินหาย

มาตรการรัฐปี 2569 ที่ลด GP ชั่วคราว — เช็คก่อนตัดสินใจ

ข้อนี้เปลี่ยนเลขทั้งหน้าได้ ถ้าร้านเข้าเงื่อนไข: ภายใต้โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส 60/40" ของรัฐ แพลตฟอร์มรายใหญ่ประกาศลดค่า GP ให้ร้านที่สมัครเข้าร่วม โดยรายหนึ่งระบุตัวเลขชัดว่า หั่น GP เหลือ 9% สำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 และใช้กับออเดอร์ในโครงการเท่านั้น ส่วนอีกรายใช้คำว่า "อัตราพิเศษ" โดยไม่เปิดเผยตัวเลข

ที่ GP 9% เลขจะพลิกไปอีกโลก — หักรวม VAT แล้วเป็น 9.63% เหลือเข้าร้าน 90.37% ของราคาขาย ⇒ จานที่ต้นทุนวัตถุดิบ 35 บาท ราคาต่ำสุดขยับลงมาเหลือ 38.73 บาท (35 ÷ 0.9037)

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนใช้ตัวเลขนี้วางแผน:

  • มันคือมาตรการชั่วคราวที่แพลตฟอร์มสมัครใจให้ ไม่ใช่เพดานตามกฎหมาย — ตามที่ประกาศไว้ ช่วงใช้สิทธิคือ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ⇒ หลังจากนั้นอัตรากลับไปตามสัญญาเดิม และควรตรวจวันที่ปัจจุบันเองอีกครั้ง เพราะเงื่อนไขแบบนี้ขยาย/ปรับได้
  • ร้านผูกกับโครงการได้แพลตฟอร์มเดียว ⇒ ถ้าขายหลายแอปอยู่ ต้องเลือก และออเดอร์จากแอปอื่นยังคิดอัตราเดิม
  • รัฐสนับสนุนค่าอาหารเท่านั้น ไม่ได้ช่วยจ่ายค่า GP — ส่วนลด GP มาจากแพลตฟอร์มเอง
  • อ่านเงื่อนไขว่าอัตราพิเศษใช้กับออเดอร์แบบไหน — ถ้าใช้เฉพาะออเดอร์ที่ลูกค้าใช้สิทธิโครงการ ออเดอร์ปกติยังคิดอัตราเดิม การคำนวณจึงต้องแยกสองกอง
  • ⚠️ โครงการแบบนี้มักมีเงื่อนไขห้ามปรับราคาสำหรับออเดอร์ที่ใช้สิทธิ — มีเงื่อนไขลักษณะนี้ปรากฏในข้อกำหนดของแพลตฟอร์มมาแล้ว และรอบโครงการรัฐก่อนหน้านี้ แพลตฟอร์มถึงขั้นปิดระบบแก้ราคาเมนูชั่วคราวเพื่อกันร้านขึ้นราคา ⇒ อย่าวางแผนบวกราคาชดเชยบนออเดอร์กลุ่มนี้

สี่จุดที่ทำให้เงินหายโดยไม่รู้ตัว

1. ส่วนลดและใครเป็นคนออก

เอกสารของแพลตฟอร์มรายหนึ่งระบุว่าค่า GP คิดจากราคา หลังหักส่วนลด (โดยไม่รวมส่วนลดค่าจัดส่ง) แต่รายละเอียดต่างกันได้ตามแคมเปญและรุ่นของสัญญา สิ่งที่ต้องรู้ให้ชัดคือ ส่วนลดนั้นใครออก — ถ้าร้านออกเอง เงินหายสองทางพร้อมกัน (ราคาลดลง แล้วยังถูกหัก GP บนราคาที่เหลือ) คำตอบจริงของงวดนั้นอยู่ในใบสรุปยอดขาย ให้ตรวจทุกงวด อย่าเดา

2. เอาเปอร์เซ็นต์ไปคิดแทนบาท

GP กินสัดส่วนเท่ากันทุกเมนู แต่ บาทที่เหลือไม่เท่ากัน — สำหรับจานเดียวกัน ต้นทุนวัตถุดิบเป็นจำนวนบาทที่ไม่ลดตามราคาที่ตั้ง ฉะนั้นการลดราคาลงมาแข่งจึงกินกำไรเร็วกว่าที่คิด เพราะ GP หักเป็นสัดส่วนของราคาใหม่ แต่ต้นทุนวัตถุดิบยังเท่าเดิม

3. ไม่แยกยอดขายตามช่องทาง

ถ้ายอดหน้าร้านกับยอดในแอปถูกรวมเป็นก้อนเดียว ช่องทางที่มาร์จิ้นบางจะซ่อนตัวอยู่ใต้ยอดรวมที่ดูดี ทำด้วยมือได้ถ้าออเดอร์ยังไม่มาก — แยกสมุดหรือแยกชีตคนละหน้า แล้วสรุปสัปดาห์ละครั้งก็เห็นภาพ สิ่งที่พังบ่อยไม่ใช่วิธี แต่คือความสม่ำเสมอในวันที่ร้านแน่น

4. เงินเข้าไม่ทันที

ร้านจ่ายค่าวัตถุดิบก่อน แล้วรับเงินจากแพลตฟอร์มตามรอบที่แต่ละเจ้ากำหนด — แพลตฟอร์มรายหนึ่งระบุว่าโอนวันถัดไป (T+1) เมื่อยอดหลังหักค่า GP และ VAT ถึง 500 บาท ถ้าไม่ถึงจะรวบไปโอนวันที่ 1 ของเดือนถัดไป อีกรายใช้เกณฑ์ 200 บาท ⇒ ยิ่งสัดส่วนยอดขายผ่านแอปมาก ยิ่งต้องมีเงินหมุนสำรองมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง (ดูเรื่องเงินสำรองและต้นทุนแฝงตอนเปิดร้าน)

ตั้งราคาในแอปสูงกว่าหน้าร้านได้ไหม

ได้ และไม่ใช่เรื่องแปลก — เอกสารของแพลตฟอร์มเองเขียนไว้ว่าหลายร้านปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุนที่ถูกหักจาก GP (และเตือนเองด้วยว่าเป็นดาบสองคม เพราะลูกค้าเทียบราคาได้)

ฝั่งกฎหมายไทย สิ่งที่บังคับคือ การแสดงราคาให้ชัดเจน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 (ไม่ปิดป้ายราคามีโทษปรับ) — ไม่พบข้อห้ามเรื่องการตั้งราคาต่างกันระหว่างช่องทาง แต่ที่ห้ามได้จริงคือ สัญญาและเงื่อนไขแคมเปญของแพลตฟอร์ม อย่างกรณีโครงการรัฐข้างบน

แต่ก่อนวางแผนบวกราคา ต้องรู้ข้อนี้:

ชดเชยทั้งก้อนทำไม่ได้จริง ถ้าอยากให้เหลือกำไรเท่ากับขายหน้าร้าน 100 บาท (คือเหลือ 65 บาทหลังหักวัตถุดิบ 35 บาท) ต้องตั้งราคาในแอปที่

(65 + 35) ÷ 0.6576 ≈ 152 บาท

นั่นคือ บวกขึ้นราว 52% ซึ่งลูกค้าเทียบกับหน้าร้านได้และจะเลิกสั่ง ข้อสรุปที่ซื่อสัตย์กว่าคือ ยอมรับว่าช่องทางนี้มาร์จิ้นบางกว่าหน้าร้านเสมอ แล้วตัดสินใจว่าจะใช้มันเพื่ออะไร — เข้าถึงลูกค้าที่ไม่เดินผ่านร้าน ระบายกำลังผลิตช่วงคนน้อย หรือทดลองเมนูใหม่ — ไม่ใช่คาดหวังกำไรต่อจานเท่าหน้าร้าน

ทางที่ปฏิบัติได้จริงมักเป็นทางกลาง: บวกบางส่วนเท่าที่ลูกค้ายังรับได้ + คัดเฉพาะเมนูที่ยังมีกำไรพอหลังหัก + ตัดเมนูที่คำนวณแล้วติดลบออกจากแอป (ไม่ใช่ตัดจากหน้าร้าน)

เมนูแบบไหนควรอยู่ในแอป

จากโครงสร้างตัวเลขข้างบน เมนูที่ทนช่องทางนี้ได้คือเมนูที่ ราคาต่อจานไม่ต่ำ และ เปอร์เซ็นต์ต้นทุนวัตถุดิบต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของร้าน ส่วนเมนูที่ควรคิดหนักคือเมนูราคาถูกที่ตั้งไว้เพื่อดึงคนเข้าร้าน เพราะเหตุผลของมันคือ "ให้คนเดินเข้ามาแล้วสั่งอย่างอื่น" ซึ่งเป็นกลไกที่ทำงานหน้าร้าน ไม่ได้ทำงานในแอป

ก่อนตัดสินว่าเมนูไหนอยู่หรือไป ต้องรู้ต้นทุนต่อจานของเมนูนั้นเป็นตัวเลขก่อน — ลองเครื่องคำนวณต้นทุนต่อจานฟรี ไม่ต้องสมัคร คำนวณในเครื่องคุณเอง แล้วเอาต้นทุนที่ได้มาหารด้วยสัดส่วนเงินที่เข้าร้าน (ที่ GP 32% คือ 0.6576) เพื่อดูราคาต่ำสุดในแอป

สรุป

  • GP คือค่าบริการระบบ ไม่ใช่กำไรขั้นต้น อัตราที่แพลตฟอร์มระบุอยู่ราว 30–35% ของราคาขายในแอป และ ยังไม่รวม VAT — ให้ยึดอัตราในสัญญาของร้านตัวเอง
  • VAT 7% คิดบนค่า GP ไม่ใช่บนยอดขาย ⇒ ที่ GP 30% หักรวม 32.1% · ที่ GP 32% หักรวม 34.24%
  • ร้านที่จด VAT แล้วนำ VAT ก้อนนี้ไปหักภาษีขายได้ ร้านที่ยังไม่จด VAT จ่ายแล้วจบ (ยืนยันกับผู้ทำบัญชี)
  • ราคาต่ำสุดที่คุ้มค่าวัตถุดิบ = ต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน ÷ สัดส่วนเงินที่เข้าร้าน — คำนวณก่อนเปิดขายทุกเมนู
  • เช็คมาตรการรัฐปี 2569 ที่ลด GP ก่อนตัดสินใจ เพราะที่ GP 9% เลขทั้งหน้าเปลี่ยน แต่ใช้เฉพาะออเดอร์ในโครงการและมักห้ามปรับราคา
  • บวกราคาชดเชยได้ แต่ชดเชยทั้งก้อนต้องบวกราว 52% ซึ่งทำไม่ได้จริง ⇒ ต้องเลือกว่าใช้ช่องทางนี้เพื่ออะไร
  • ต้นทุนบรรจุภัณฑ์และเวลาแพ็กเป็นของช่องทางนี้โดยเฉพาะ ต้องนับแยก

เรื่องที่ยากที่สุดของช่องทางนี้ไม่ใช่การคำนวณครั้งเดียว แต่คือการรู้ทุกสัปดาห์ว่าแต่ละช่องทางเหลือเท่าไหร่จริง ๆ

สิ่งที่ต้องมีก่อนอย่างอื่นคือ ต้นทุนต่อจานที่เป็นตัวเลขจริง เพราะทุกการตัดสินใจในบทความนี้ตั้งอยู่บนเลขตัวนั้น — Ginzii เป็นระบบ POS สำหรับร้านอาหารไทยที่คำนวณต้นทุนต่อจานจากสูตรอาหารและบันทึกของเสียให้ได้ ตั้งแต่แพ็กฟรี (ส่วนรายงานสรุปยอดขายเริ่มมีในแพ็ก Mini ฿99 และโมดูลเดลิเวอรีเต็มรูปแบบอยู่ในแพ็ก Pro — เขียนไว้ตรง ๆ เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดว่าแพ็กฟรีทำได้ทุกอย่าง)

ถ้าออเดอร์ยังไม่มาก การจับเลขด้วยชีตแยกหน้าก็เห็นภาพได้เหมือนกัน ค่อยเปลี่ยนตอนที่การทำมือเริ่มไม่ทัน ดูแพ็กและเริ่มใช้ฟรีที่นี่

เห็นต้นทุนร้านชัดตั้งแต่วันแรก

Ginzii คือระบบ POS สำหรับร้านอาหารและคาเฟ่เปิดใหม่ในไทย รู้ต้นทุนต่อจานและของเสียได้จริง เริ่มใช้ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มใช้ฟรี