Ginzii
จัดการร้าน

พนักงานทำจานแตก เงินในลิ้นชักขาด ร้านหักเงินเดือนได้ไหม

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง เว้นแต่ 5 กรณีที่เขียนไว้ชัด จานแตกหรือเงินทอนขาดจะหักได้ต้องเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและลูกจ้างยินยอม ซึ่งมาตรา 77 บังคับให้ทำเป็นหนังสือ บทความนี้สรุปว่าหักได้กี่เปอร์เซ็นต์ เก็บเงินประกันจากพนักงานตำแหน่งไหนได้บ้าง ได้เท่าไร และถ้าหักผิดร้านเจอโทษอะไร

ทีม Ginziiอ่าน 13 นาที
แชร์
พนักงานร้านอาหารกำลังนับเงินในลิ้นชักตอนปิดกะ โดยมีใบเสร็จและแท็บเล็ตวางอยู่ข้าง ๆ
เงินขาดเกินในลิ้นชักคือเรื่องที่พิสูจน์ได้ด้วยระบบ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเดาแล้วหักเงินเดือน

คำถามนี้โผล่ในกลุ่มเจ้าของร้านแทบทุกเดือน พนักงานทำจานหลุดมือ ทำแก้วแตกเป็นโหล ปิดร้านแล้วนับเงินในลิ้นชักขาดไปสามร้อย เจ้าของร้านหลายคนแก้ด้วยวิธีเดียวกันคือหักออกจากเงินเดือนสิ้นเดือน บางร้านเก็บเงินประกันไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน

วิธีนี้ดูยุติธรรมในสายตาคนจ่ายเงิน แต่กฎหมายแรงงานไทยมองคนละมุม บทความนี้เปิดตัวบทจริงของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และประกาศกระทรวงแรงงานที่เกี่ยวข้อง แล้วสรุปว่าร้านทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ และถ้าทำผิดจะเจออะไร

ตัวบททุกมาตราในบทความนี้ตรวจกับฉบับที่ใช้บังคับอยู่จริง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2568 และมีผลบังคับใช้ 7 ธันวาคม 2568 แก้เฉพาะเรื่องลาคลอด ลาเลี้ยงดูบุตร ลาช่วยคู่สมรสคลอด และการจ้างเหมาบริการของหน่วยงานรัฐ ไม่ได้แก้มาตราที่ว่าด้วยการหักค่าจ้างและหลักประกันการทำงานที่พูดถึงในบทความนี้เลย

ร้านหักเงินเดือนพนักงานที่ทำจานแตกได้ไหม

โดยหลักแล้วหักไม่ได้ มาตรา 76 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด แล้วจึงเขียนข้อยกเว้นไว้ห้าข้อ ถ้าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่เข้าข้อยกเว้นข้อใดข้อหนึ่ง การหักนั้นผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น ไม่ว่าเจ้าของร้านจะรู้สึกว่าเป็นธรรมแค่ไหน

ข้อยกเว้นที่ใกล้เคียงกับของแตกเสียหายที่สุดคือข้อ (4) ซึ่งเขียนว่า เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

อ่านช้า ๆ จะเห็นว่าข้อนี้มีเงื่อนไขซ้อนกันสามชั้น

  1. ความเสียหายต้องเกิดจาก การจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ใช่ความเสียหายทั่วไปจากการทำงาน
  2. ต้องได้รับ ความยินยอมจากลูกจ้าง
  3. ความยินยอมนั้นต้องทำตามรูปแบบที่มาตรา 77 กำหนด ซึ่งอยู่ในหัวข้อถัดไป

จานหลุดมือตอนเก็บโต๊ะในชั่วโมงเร่ง ไม่ได้แปลว่าเข้าเงื่อนไขแรกโดยอัตโนมัติ และการที่ลูกจ้างพยักหน้ารับปากตอนถูกเรียกไปคุยก็ไม่ได้แปลว่าผ่านเงื่อนไขที่สองและสาม

กฎหมายยอมให้หักค่าจ้างในกรณีไหนบ้าง

มาตรา 76 เขียนข้อยกเว้นไว้ห้าข้อ และนี่คือทั้งหมดที่มี ไม่มีข้อไหนเขียนว่า "ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจ้าง"

ข้อหักเพื่ออะไรเกี่ยวกับร้านอาหารยังไง
(1)ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่าย หรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เงินสมทบประกันสังคม
(2)ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานตามข้อบังคับของสหภาพแรงงานร้านเล็กแทบไม่เจอ
(3)ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้างเงินกู้สวัสดิการที่ร้านให้ยืม ต้องเข้าเงื่อนไขว่าเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว
(4)เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายที่ลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างข้อที่ร้านอ้างบ่อยที่สุด และเป็นข้อที่พลาดบ่อยที่สุด
(5)เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สิ่งที่ไม่อยู่ในรายการนี้เลยคือ ค่าปรับมาสายที่คิดเกินกว่าเวลาที่หายไป ค่าของเสียหายที่คิดเหมาเป็นรายเดือน ค่าชุดพนักงาน และเงินที่หักไว้ก่อนเพื่อรอหักล้างตอนลาออก

มาสายแล้วไม่จ่ายค่าจ้างช่วงที่ขาดไป นับเป็นการหักไหม

ไม่นับ และนี่คือจุดที่คนสับสนกันมากที่สุด การไม่จ่ายค่าจ้างสำหรับเวลาที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงาน เป็นคนละเรื่องกับการหักค่าจ้างตามมาตรา 76 เพราะค่าจ้างคือค่าตอบแทนของงานที่ทำไปแล้ว เมื่อยังไม่ได้ทำงานในช่วงเวลานั้น สิทธิในค่าจ้างส่วนนั้นก็ยังไม่เกิด จึงไม่มีอะไรให้หักตั้งแต่ต้น

สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 อธิบายไว้ตรง ๆ ว่า การไม่จ่ายค่าจ้างในวันที่ลูกจ้างขาดงาน มิใช่เรื่องการหักค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 76 ที่มุ่งคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนการทำงานที่ลูกจ้างได้ทำให้นายจ้างไปแล้ว

เส้นแบ่งจึงอยู่ตรงนี้

  • มาสาย 1 ชั่วโมง แล้วคิดค่าจ้างตามเวลาที่ทำงานจริง = ทำได้ ไม่ใช่การหักตามมาตรา 76
  • มาสาย 10 นาที แล้วปรับ 100 บาท = เบี้ยปรับ ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นข้อไหนในมาตรา 76 รองรับ

ข้อควรระวังคือกติกาเรื่องการคิดค่าจ้างตามเวลาทำงานจริงต้องเขียนไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือสัญญาจ้างให้ชัด ไม่ใช่เพิ่งมาตัดสินใจตอนสิ้นเดือน

ผังสามชั้นของกฎหมายก่อนที่ร้านจะหักเงินเดือนพนักงานได้ พร้อมเงื่อนไขเงินประกันและบทลงโทษ
ด่านสามชั้นตามมาตรา 76 และ 77 ตกด่านไหนก็หักไม่ได้

"ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" ต่างจากเผลอทำตกอย่างไร

ตัวบทใช้คำว่า จงใจ หรือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นถ้อยคำที่แรงกว่าความเผลอเรอตามปกติของการทำงาน กฎหมายไม่ได้เขียนนิยามของคำนี้ไว้ในมาตราเดียวกัน การจะบอกว่าเรื่องหนึ่ง ๆ เข้าข่ายหรือไม่จึงเป็นการชั่งข้อเท็จจริงรายกรณี และคนที่ชี้ขาดสุดท้ายคือศาลแรงงาน ไม่ใช่เจ้าของร้าน

ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติคือ ถ้าร้านตัดสินเองว่า "เผลอทำแตกก็คือประมาท" แล้วหักเงินไปเลย ร้านกำลังรับความเสี่ยงไว้เองทั้งหมด เพราะถ้าเรื่องไปถึงพนักงานตรวจแรงงานหรือศาล แล้วข้อเท็จจริงถูกมองว่าเป็นความเสียหายตามปกติของงาน การหักนั้นก็เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 76

ความเสียหายที่พอจะเถียงได้ว่าเข้าข่ายมักมีลักษณะต่างออกไปชัดเจน เช่น การเอาของออกจากร้าน การกดยกเลิกบิลแล้วเก็บเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง หรือการทำผิดขั้นตอนที่เคยเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรมาแล้วหลายรอบ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องมีหลักฐานประกอบ ไม่ใช่ความรู้สึก

พนักงานพูดว่ายอมให้หักแล้ว พอไหม

ไม่พอ มาตรา 77 กำหนดว่าในกรณีที่นายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง หรือมีข้อตกลงกับลูกจ้างเกี่ยวกับการหักเงินตามมาตรา 76 นายจ้างต้องจัดทำเป็นหนังสือและให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในการให้ความยินยอม หรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะ

วลี "ชัดเจนเป็นการเฉพาะ" คือหัวใจของมาตรานี้ เอกสารที่เขียนกว้าง ๆ ไว้ตั้งแต่วันแรกว่า ข้าพเจ้ายินยอมให้หักค่าจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายทุกกรณี เป็นคนละอย่างกับหนังสือยินยอมที่ระบุว่าเสียหายเรื่องอะไร จำนวนเท่าไร และจะหักอย่างไร การหักโดยอาศัยข้อความเหมารวมจึงมีความเสี่ยงที่จะถือว่าไม่มีความยินยอมตามที่กฎหมายต้องการ

ในทางปฏิบัติแปลว่า เอกสารต้องทำ ตอนเกิดเรื่องแล้ว ไม่ใช่เซ็นล่วงหน้าไว้ตั้งแต่วันปฐมนิเทศ

มีรายละเอียดในตัวบทที่ช่วยยืนยันเรื่องนี้อีกชั้น ข้อยกเว้นข้อที่สามของมาตรา 76 (หนี้สหกรณ์และหนี้เพื่อสวัสดิการ) เขียนว่า โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง แต่ข้อที่สี่ซึ่งเป็นข้อของค่าเสียหาย เขียนเพียง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง ไม่มีคำว่าล่วงหน้า ทั้งที่อยู่ในมาตราเดียวกันห่างกันไม่กี่บรรทัด อ่านคู่กันแล้วเห็นว่ากฎหมายไม่ได้ออกแบบให้ความยินยอมเรื่องค่าเสียหาย เป็นสิ่งที่เซ็นทิ้งไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่เกิดเรื่อง

หักได้มากที่สุดเท่าไรในงวดเดียว

ต่อให้เข้าข้อยกเว้นและมีหนังสือยินยอมครบ ก็ยังมีเพดาน มาตรา 76 วรรคสองเขียนว่า การหักตาม (2) (3) (4) และ (5) ในแต่ละกรณีห้ามมิให้หักเกินร้อยละสิบ และจะหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกำหนดเวลาการจ่ายตามมาตรา 70 เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

ตัวอย่างให้เห็นภาพ พนักงานคนหนึ่งได้ค่าจ้างงวดนี้ 12,000 บาท

  • หักได้แต่ละกรณีไม่เกิน 1,200 บาท (ร้อยละสิบ)
  • ถ้ามีหลายกรณีรวมกัน หักรวมได้ไม่เกิน 2,400 บาท (หนึ่งในห้า)
  • จะเกินกว่านี้ได้ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง ซึ่งความยินยอมก็ต้องเข้ารูปแบบตามมาตรา 77 อีกชั้น

ข้อนี้สำคัญกับร้านอาหารตรงที่ ความเสียหายก้อนใหญ่อย่างเครื่องครัวพังหรือเงินหายหลักหมื่น ไม่มีทางหักจบในงวดเดียวโดยไม่ชนเพดาน

ร้านเก็บเงินประกันจากพนักงานได้ไหม

ได้เฉพาะบางตำแหน่ง และมีเงื่อนไขเยอะกว่าที่ร้านส่วนใหญ่ทำกันอยู่

มาตรา 10 ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ โดยให้รายละเอียดเป็นไปตามประกาศของรัฐมนตรี

ประกาศที่ใช้อยู่คือ ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 125 ตอนพิเศษ 112 ง วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ข้อ 4 ระบุลักษณะงานที่เรียกหลักประกันได้ไว้เจ็ดข้อ

  1. งานสมุห์บัญชี
  2. งานพนักงานเก็บหรือจ่ายเงิน
  3. งานควบคุมหรือรับผิดชอบเกี่ยวกับวัตถุมีค่าคือ เพชร พลอย เงิน ทองคำ ทองคำขาว และไข่มุก
  4. งานเฝ้าหรือดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินของนายจ้างหรือที่อยู่ในความรับผิดชอบของนายจ้าง
  5. งานติดตามหรือเร่งรัดหนี้สิน
  6. งานควบคุมหรือรับผิดชอบยานพาหนะ
  7. งานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการคลังสินค้า ซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้เช่าทรัพย์ ให้เช่าซื้อ ให้กู้ยืม รับฝากทรัพย์ รับจำนอง รับจำนำ รับประกันภัย รับโอนหรือรับจัดส่งเงิน หรือการธนาคาร เฉพาะลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ควบคุมเงินหรือทรัพย์สินเพื่อการที่ว่านั้น

สำหรับร้านอาหาร ตำแหน่งที่ตรงที่สุดคือข้อ 2 คือคนที่ทำหน้าที่เก็บเงินหรือจ่ายเงิน ส่วนพนักงานเสิร์ฟ คนครัว คนล้างจาน หรือเด็กรันอาหารที่ไม่ได้รับผิดชอบการเงิน ไม่เข้าข่ายเจ็ดข้อนี้ จึงเรียกเงินประกันไม่ได้ตั้งแต่ต้น และถ้าลูกจ้างเป็นเด็ก มาตรา 51 วรรคหนึ่งห้ามนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันเพื่อการใด ๆ จากฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กโดยไม่มีข้อยกเว้น

เก็บได้เท่าไร และเก็บไว้ที่ไหน

ประกาศฉบับเดียวกันคุมทั้งจำนวนและวิธีเก็บ

  • ข้อ 6 เงินสด เรียกได้ไม่เกิน หกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ
  • ข้อ 9 ถ้าเป็นทรัพย์สิน รับได้เฉพาะสมุดเงินฝากประจำธนาคารกับหนังสือค้ำประกันของธนาคาร มูลค่าก็ต้องไม่เกินหกสิบเท่าเช่นกัน และเฉพาะกรณีสมุดเงินฝากประจำ ตัวบทห้ามนายจ้างแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้ลูกจ้างแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นเป็นของนายจ้างหรือของบุคคลอื่น
  • ข้อ 10 ถ้าเป็นการค้ำประกันด้วยบุคคล วงเงินที่ให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกินหกสิบเท่า และต้องทำหนังสือสัญญาค้ำประกันสามฉบับ ให้นายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ค้ำประกันเก็บไว้ฝ่ายละฉบับ
  • ข้อ 11 ถ้าเรียกหลายประเภทรวมกัน มูลค่ารวมทุกประเภทก็ต้องไม่เกินหกสิบเท่า
  • ข้อ 8 เงินประกันต้อง ฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น โดยจัดให้มีบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคน และแจ้งชื่อธนาคาร ชื่อบัญชี และเลขที่บัญชีให้ลูกจ้างทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รับเงินประกัน ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนายจ้างเป็นผู้ออก

ข้อ 8 คือข้อที่ร้านพลาดกันมากที่สุด เพราะวิธีที่ใช้จริงส่วนใหญ่คือเก็บเงินสดไว้เองในลิ้นชักหรือเอาเข้าบัญชีร้าน ซึ่งไม่ตรงกับที่ประกาศกำหนด

ตอนลาออกต้องคืนเมื่อไร

มาตรา 10 วรรคสองเขียนไว้ชัดว่า เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี

การกันเงินประกันไว้ก่อนเพราะยังตรวจของไม่เสร็จ หรือรอดูว่าจะมีบิลค้างโผล่มาอีกไหม จึงไม่มีฐานรองรับในตัวบท

หักผิดแล้วร้านเจออะไร

สามอย่าง และสองในสามเป็นตัวเงินที่โตขึ้นตามเวลา

โทษตามมาตรา 144 นายจ้างที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติหลายมาตรา ซึ่งรวมถึงมาตรา 10 และมาตรา 76 ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดอกเบี้ยตามมาตรา 9 ถ้านายจ้างไม่คืนหลักประกันตามมาตรา 10 วรรคสอง หรือไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 70 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัด ร้อยละสิบห้าต่อปี

เงินเพิ่มตามมาตรา 9 วรรคสอง ถ้านายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดคืนหรือจ่าย ให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้าง ร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน

ตัวเลขสุดท้ายนี้คือส่วนที่คนมักประเมินต่ำ เพราะมันไม่ใช่ต่อปีแต่เป็นทุกเจ็ดวัน เงินที่ค้างอยู่ 3,000 บาทและถูกถือว่าจงใจไม่จ่าย จะมีเงินเพิ่มเดินขึ้นครั้งละ 450 บาททุกสัปดาห์ นอกเหนือจากดอกเบี้ย

ถ้าหักไม่ได้ แล้วร้านทำอะไรได้บ้าง

กฎหมายห้ามหักค่าจ้างเอง ไม่ได้ห้ามร้านเรียกร้องความเสียหาย และไม่ได้ห้ามร้านวางกติกา สิ่งที่ทำได้จริงมีอยู่ห้าทาง

1. แยกของเสียหายปกติออกจากความเสียหายร้ายแรง จานแตกวันละใบสองใบในร้านที่ขายวันละสองร้อยจานคือต้นทุนของธุรกิจ ไม่ใช่หนี้ของพนักงาน ร้านที่คิดต้นทุนส่วนนี้ไว้ในราคาขายตั้งแต่แรกจะไม่ต้องไปตามเก็บทีหลัง เรื่องนี้เป็นตรรกะเดียวกับการคิดต้นทุนอาหารต่อจาน ที่ต้องเผื่อของเสียไว้ในสูตร

2. ถ้าเป็นความเสียหายร้ายแรงจริงและลูกจ้างยอมชดใช้ ให้ทำหนังสือเฉพาะกรณี ระบุเหตุการณ์ วันที่ จำนวนเงิน และวิธีชดใช้ ให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อ ตามรูปแบบที่มาตรา 77 ต้องการ แล้วคุมไม่ให้เกินเพดานร้อยละสิบต่อกรณี

3. ถ้าลูกจ้างไม่ยินยอม ช่องทางคือการเรียกค่าเสียหาย ไม่ใช่การหัก การหักออกจากเงินเดือนไปก่อนแล้วค่อยให้ลูกจ้างไปร้องเอาเองทีหลัง เป็นการสร้างความผิดของร้านขึ้นมาอีกข้อโดยไม่จำเป็น

ที่เจ้าของร้านมักประเมินผิดคือคิดว่าถ้าลูกจ้างไม่พอใจก็ต้องไปจ้างทนายฟ้องเอง ความจริงไม่ใช่ มาตรา 123 ให้ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนาอยู่ ตามแบบที่อธิบดีกำหนด จากนั้นมาตรา 124 กำหนดให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่รับคำร้อง และถ้าพบว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงิน ก็สั่งให้นายจ้างจ่ายภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง

ถ้าร้านไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง มาตรา 125 ให้ นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ไม่นำคดีไปในกำหนด คำสั่งนั้นเป็นที่สุด และมีเงื่อนไขที่หลายร้านไม่รู้คือ ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้ แปลว่าการเถียงต่อในชั้นศาลมีต้นทุนเป็นเงินก้อนที่ต้องวางไว้ก่อน ไม่ใช่แค่ค่าทนาย

4. ทำให้เงินขาดเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเดา เงินในลิ้นชักขาดตอนปิดร้าน มักไม่ใช่เรื่องคนโกง แต่เป็นบิลที่ไม่ได้ลง ทอนผิด หรือรับเงินไว้แล้วลืมกดปิดโต๊ะ ถ้าร้านนับเงินเปิดกะตอนเริ่มขายและปิดกะตอนเลิกขาย จะรู้ทันทีว่ากะไหนขาด ขาดเท่าไร และใครเป็นคนปิด ซึ่งต่างจากการมารู้สิ้นเดือนแล้วหารเฉลี่ยกันทั้งร้าน

5. เขียนระเบียบให้ชัดว่าอะไรคือความผิดทางวินัย การตักเตือนเป็นหนังสือ การพักงานตามระเบียบ และการเลิกจ้างเมื่อเข้าเงื่อนไข เป็นเครื่องมือคนละชุดกับการหักเงิน และเป็นชุดที่กฎหมายเปิดช่องให้ใช้ การวางกติกาเรื่องนี้ให้ชัดตั้งแต่ตอนรับคนเข้าทำงาน ช่วยลดปัญหาได้มากกว่าการไล่เก็บเงินทีหลัง อ่านเพิ่มได้ในบทจ้างพนักงานร้านอาหารยังไงให้อยู่นาน

สรุปสั้น ๆ ก่อนตัดสินใจหักเงินครั้งหน้า

มาตรา 76 ตั้งต้นด้วยคำว่าห้าม แล้วค่อยเขียนข้อยกเว้นห้าข้อ ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ "หักได้ไหม" แต่คือ "เรื่องนี้เข้าข้อยกเว้นข้อไหน และมีหนังสือยินยอมตามมาตรา 77 แล้วหรือยัง"

เงินประกันก็เช่นกัน เรียกได้เฉพาะตำแหน่งที่รับผิดชอบเงินหรือทรัพย์สินตามเจ็ดลักษณะงานในประกาศปี 2551 ไม่เกินหกสิบเท่าของค่าจ้างรายวันเฉลี่ย ต้องฝากธนาคารในบัญชีของลูกจ้างแต่ละคน และต้องคืนภายในเจ็ดวันเมื่อพ้นสภาพการจ้าง

ส่วนโทษของการทำผิดคือจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท บวกดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกเจ็ดวันถ้าถือว่าจงใจ ซึ่งแพงกว่าจานที่แตกไปหลายเท่าเสมอ


ร้านที่อยากรู้ว่าเงินขาดกะไหน ไม่ต้องรอสิ้นเดือน Ginzii เป็นแอปขายหน้าร้านบน Android ที่มีเปิดกะและปิดกะในตัว นับเงินทอนตอนเปิด นับเงินจริงตอนปิด แล้วระบบเทียบกับยอดที่ควรมีในลิ้นชักให้เอง พร้อมบอกว่าใครเป็นคนปิดกะนั้น ใช้ได้ตั้งแต่แพ็กเกจฟรี

แหล่งอ้างอิง

ทุกฉบับเปิดอ่านต้นทางเองเมื่อ 21 กันยายน 2569 ข้อความของตัวบทยืนยันด้วยการเปิดภาพหน้าเอกสารอ่านเอง ไม่ได้อาศัยการถอดข้อความอัตโนมัติ เพราะไฟล์ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาถอดสระบางตัวเพี้ยน

รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น

กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน

คำนวณต้นทุนต่อจานฟรี

หรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

บทความนี้มีประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนที่ทำร้านได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

พนักงานทำจานแตก ร้านหักเงินเดือนได้ไหม
โดยหลักหักไม่ได้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักตามห้ากรณีที่เขียนไว้ในมาตรานั้น กรณีที่ใกล้เคียงกับของแตกเสียหายคือข้อยกเว้นข้อที่สี่ ซึ่งให้หักเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างได้เฉพาะความเสียหายที่ลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วย การทำของตกแตกระหว่างทำงานตามปกติจึงไม่ได้แปลว่าหักได้ทันที
ลูกจ้างยินยอมด้วยวาจา ร้านหักได้เลยไหม
ไม่ได้ มาตรา 77 กำหนดว่าในกรณีที่นายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง หรือมีข้อตกลงกับลูกจ้างเกี่ยวกับการหักเงินตามมาตรา 76 นายจ้างต้องจัดทำเป็นหนังสือและให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในการให้ความยินยอม หรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะ คำว่าชัดเจนเป็นการเฉพาะคือจุดที่ข้อความกว้าง ๆ ในสัญญาจ้างแบบเหมารวมทุกกรณีมีความเสี่ยงที่จะใช้ไม่ได้
หักได้มากที่สุดเท่าไรต่อการจ่ายค่าจ้างหนึ่งงวด
มาตรา 76 วรรคสองกำหนดว่าการหักตามข้อยกเว้นข้อที่สองถึงข้อที่ห้า ในแต่ละกรณีห้ามหักเกินร้อยละสิบ และจะหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกำหนดเวลาการจ่ายตามมาตรา 70 เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
ร้านอาหารเก็บเงินประกันจากพนักงานได้ไหม
ได้เฉพาะบางตำแหน่ง มาตรา 10 ห้ามนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง และประกาศกระทรวงแรงงานปี 2551 ระบุลักษณะงานไว้เจ็ดข้อ ที่ตรงกับร้านอาหารมากที่สุดคืองานพนักงานเก็บหรือจ่ายเงิน พนักงานเสิร์ฟหรือคนครัวที่ไม่ได้รับผิดชอบการเงินจึงไม่เข้าข่าย
เงินประกันเรียกได้สูงสุดเท่าไร และต้องเก็บไว้ที่ไหน
ประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2551 ข้อ 6 กำหนดว่าถ้าเรียกเป็นเงินสด จำนวนต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ ข้อ 11 กำหนดว่าถ้าเรียกหลายประเภทรวมกันก็ต้องไม่เกินหกสิบเท่าเช่นกัน และข้อ 8 กำหนดให้นายจ้างนำเงินประกันไปฝากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นโดยจัดให้มีบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคน แล้วแจ้งชื่อธนาคาร ชื่อบัญชี และเลขที่บัญชีให้ลูกจ้างทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รับเงินประกัน โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนายจ้างเป็นผู้ออก
ถ้าร้านหักเงินโดยไม่เข้าข้อยกเว้น จะเจออะไร
มาตรา 144 กำหนดว่านายจ้างที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติหลายมาตรารวมถึงมาตรา 10 และมาตรา 76 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้มาตรา 9 ยังกำหนดให้นายจ้างที่ไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาที่กำหนดต้องเสียดอกเบี้ยให้ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี และถ้าจงใจไม่จ่ายโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่าย ต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน
พนักงานมาสาย ร้านไม่จ่ายค่าจ้างช่วงที่ขาดไป ถือเป็นการหักค่าจ้างไหม
ไม่ถือเป็นการหักตามมาตรา 76 เพราะค่าจ้างคือค่าตอบแทนของงานที่ทำไปแล้ว เมื่อลูกจ้างยังไม่ได้ทำงานในช่วงเวลานั้น สิทธิในค่าจ้างส่วนนั้นก็ยังไม่เกิด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 อธิบายว่าการไม่จ่ายค่าจ้างในวันที่ลูกจ้างขาดงาน มิใช่เรื่องการหักค่าจ้างตามมาตรา 76 ซึ่งมุ่งคุ้มครองค่าตอบแทนการทำงานที่ลูกจ้างได้ทำให้นายจ้างไปแล้ว เส้นแบ่งคือคิดค่าจ้างตามเวลาที่ทำงานจริงทำได้ แต่การปรับเป็นเงินเกินกว่าเวลาที่หายไป เช่น สาย 10 นาทีปรับ 100 บาท เป็นเบี้ยปรับซึ่งไม่มีข้อยกเว้นข้อไหนในมาตรา 76 รองรับ
ถ้าลูกจ้างไม่พอใจที่ถูกหัก เขาต้องไปฟ้องศาลเองไหม
ไม่ต้อง มาตรา 123 ให้ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนาอยู่ ตามแบบที่อธิบดีกำหนด จากนั้นมาตรา 124 ให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่รับคำร้อง ถ้ามีคำสั่งให้ร้านจ่ายคืนแล้วร้านไม่เห็นด้วย มาตรา 125 กำหนดให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง และถ้านายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล ต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้นก่อนจึงจะฟ้องคดีได้ ถ้าไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด คำสั่งนั้นเป็นที่สุด
ถ้าหักไม่ได้ ร้านเรียกค่าเสียหายจากพนักงานไม่ได้เลยหรือ
เรียกได้ แต่คนละเรื่องกับการหักค่าจ้างเอง กฎหมายห้ามนายจ้างหักเงินจากค่าจ้างโดยพลการ ไม่ได้ห้ามนายจ้างเรียกร้องค่าเสียหายตามกฎหมายแพ่ง ทางที่ปลอดภัยคือถ้าลูกจ้างยินยอมชดใช้ ให้ทำความยินยอมเป็นหนังสือเฉพาะกรณีนั้นตามมาตรา 77 ถ้าไม่ยินยอม ช่องทางที่เหลือคือฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อศาลแรงงาน ไม่ใช่หักออกจากเงินเดือนไปก่อนแล้วค่อยเถียงกันทีหลัง
ทักไลน์