Ginzii
จัดการร้าน

น้ำตาลกลายเป็นคาราเมลตอนไหน ทำไมบางหม้อหอม บางหม้อขมจนต้องทิ้ง

น้ำตาลทรายไม่ได้ละลายแล้วค่อยเป็นคาราเมล แต่สลายตัวด้วยความร้อนตั้งแต่ต้น และช่วงที่หอมกับช่วงที่ไหม้ห่างกันไม่กี่นาที บทความนี้สรุปจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ งานวิจัยไทยเรื่องคาราเมลน้ำตาลโตนด และคู่มือครัวที่ตรวจแล้ว ว่าอุณหภูมิช่วงไหนเป็นอะไร ทำไมคาราเมลแบบใส่น้ำชอบกลายเป็นทราย และครัวร้านควรหยุดความร้อนตอนไหนให้ทัน

ทีม Ginziiอ่าน 7 นาที
แชร์
ช้อนไม้ตักคาราเมลสีอำพันขึ้นจากหม้อสเตนเลสที่กำลังเดือดบนเตา คาราเมลไหลเป็นสายลงหม้อ ข้างหม้อมีถ้วยน้ำตาลทรายและก้อนน้ำตาลทรายแดงบนเขียงไม้
ช่วงที่หอมที่สุดกับช่วงที่ต้องทิ้งทั้งหม้อ ห่างกันแค่ไม่กี่นาที

น้ำตาลเคี่ยวอยู่ในเมนูไทยมากกว่าที่คิด พะโล้ต้องเริ่มจากเคี่ยวน้ำตาลกับสามเกลอ ร้านเครื่องดื่มเคี่ยวไซรัปคาราเมลไว้ใส่กาแฟ ร้านขนมเคี่ยวน้ำตาลทำหน้าคาราเมลคัสตาร์ด

ปัญหาที่ทุกครัวเจอเหมือนกันคือหม้อเดียวกัน สูตรเดียวกัน วันนี้หอม พรุ่งนี้ขม และบางวันน้ำตาลจับตัวเป็นก้อนทรายทั้งหม้อทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด

เรื่องนี้ไม่ใช่ดวง มันมีกลไกที่อธิบายได้ และรู้แล้วคุมได้

น้ำตาลกลายเป็นคาราเมลที่กี่องศา

แหล่งส่วนใหญ่ให้ตัวเลขราว 160 ถึง 170 องศาเซลเซียสสำหรับน้ำตาลทราย แต่ตัวเลขนี้ไม่ตายตัว เพราะน้ำตาลไม่ได้ละลายแล้วค่อยเปลี่ยนสี มันเริ่มสลายตัวตั้งแต่ตอนที่ดูเหมือนละลาย

เว็บ Science of Cooking ระบุว่าน้ำตาลทราย (ซูโครส) และกลูโคสเป็นคาราเมลที่ราว 160 องศาเซลเซียส ส่วนฟรักโทสที่ราว 110 องศาเซลเซียส ขณะที่ตารางในวิกิพีเดียให้ซูโครสไว้ที่ 170 องศาเซลเซียส ตัวเลขต่างกันแบบนี้ไม่ได้แปลว่ามีแหล่งไหนผิด แต่มีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง

น้ำตาลไม่ได้ละลาย แต่สลายตัว

ปี 2011 ทีมวิจัยของศาสตราจารย์ Shelly Schmidt มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Agricultural and Food Chemistry ว่าจุดที่น้ำตาลเปลี่ยนจากเกล็ดเป็นของเหลว ขึ้นกับความเร็วในการให้ความร้อน ถ้าเป็นการละลายจริงแบบน้ำแข็ง จุดนี้ต้องคงที่

ทีมวิจัยตรวจสารในน้ำตาลก่อนและหลัง "ละลาย" แล้วพบว่าทันทีที่เริ่มละลาย ก็เริ่มเจอสารที่เกิดจากการสลายตัวของซูโครสแล้ว จึงตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ใหม่ว่า "การละลายปรากฏ" (apparent melting) เพื่อแยกจากการละลายจริง

ผลที่ใช้ได้ในครัวคือประโยคที่ศาสตราจารย์ Schmidt พูดไว้ตอนนำเสนองานต่อสถาบันนักเทคโนโลยีอาหาร (IFT) ตามข่าวของ ScienceDaily ว่า สารให้กลิ่นบางตัวให้กลิ่นคาราเมลที่หอม ส่วนบางตัวให้กลิ่นไหม้หรือรสขม และไม่จำเป็นต้องเร่งไฟให้ถึงจุด "ละลาย" แต่ใช้ไฟต่ำแล้วรอนานขึ้นแทนได้

แปลเป็นภาษาครัว คือไฟแรงไม่ได้ทำให้คาราเมลดีขึ้น มันแค่ทำให้ช่วงที่ต้องหยุดสั้นลง

สีของคาราเมลแต่ละช่วงบอกอะไร

สีบอกว่าน้ำตาลสลายตัวไปมากแค่ไหน ยิ่งเข้ม ความหวานยิ่งหายและรสยิ่งขม จนถึงจุดหนึ่งที่ไหม้แล้วกู้ไม่ได้

ThermoWorks ผู้ผลิตเทอร์โมมิเตอร์สำหรับครัว ให้ช่วงคาราเมลรวมไว้ที่ 160 ถึง 177 องศาเซลเซียส ผู้เขียนแนะนำราว 166 องศาเซลเซียสสำหรับทำลูกอมคาราเมล โดยบอกว่าไม่มีตัวเลขตายตัว ให้ใช้สีและกลิ่นช่วยตัดสิน บทความเดียวกันยกคำอธิบายจากตำรา On Food and Cooking ของ Harold McGee ว่า ยิ่งน้ำตาลโดนความร้อนนาน น้ำตาลและความหวานที่เหลือยิ่งน้อยลง สียิ่งเข้ม และรสยิ่งขม

หม้อเล็กห้าใบวางเรียงกันบนโต๊ะสเตนเลส ในแต่ละใบเป็นน้ำตาลเคี่ยวที่สีต่างกัน ไล่จากใสเกือบไม่มีสี เหลืองทอง อำพัน น้ำตาลแดงเข้ม ไปจนถึงดำไหม้ที่มีควันบาง ๆ ลอยขึ้น
สีไล่จากหวานไปขม ใบขวาสุดคือช่วงที่ต้องทิ้งทั้งหม้อ

ตัวเลขแยกช่วงละเอียดหาแหล่งวิชาการได้ยาก ที่มีคือเว็บสูตรอาหาร Taste of Home ซึ่งทดลองเคี่ยวบนไฟกลางแล้วบันทึกไว้ดังนี้

ช่วงอุณหภูมิโดยประมาณสิ่งที่เห็นและได้รส
คาราเมลอ่อน171–177 °Cสีอำพันอ่อนมาก รสคาราเมลบาง ๆ
คาราเมลกลาง179–182 °Cสีน้ำตาลอ่อนทั่วหม้อ กลิ่นหอมคล้ายถั่วคั่ว รสคาราเมลหวานแบบคลาสสิก
คาราเมลเข้ม185–191 °Cสีอำพันเข้มขึ้น กลิ่นและรสคาราเมลแรงขึ้น
เข้มมาก193–199 °Cสีน้ำตาลแดงเข้ม กลิ่นแรง เริ่มมีรสขม อาจเห็นควันบาง ๆ
ไหม้ราว 200 °Cดำอมน้ำตาล มีควันแสบตา ขมไหม้

ตัวเลขชุดนี้เริ่มสูงกว่าช่วงของ ThermoWorks ราว 10 องศา ทั้งสองแหล่งไม่ได้อธิบายว่าทำไม แต่ก็เป็นอีกหลักฐานว่าตัวเลขไม่ตายตัว สอดคล้องกับที่งานของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์พบว่าจุดเปลี่ยนขึ้นกับความเร็วในการให้ความร้อน ในครัวจริงจึงควรใช้สีกับกลิ่นเป็นหลัก และใช้ตัวเลขเป็นแค่กรอบ

ไหม้แล้วแก้ได้ไหม

ไม่ได้ Taste of Home เขียนถึงขั้นไหม้ไว้ว่า คาราเมลหม้อนั้นเสียแล้ว จะเติมอะไรลงไปก็ยังขมไหม้ และสัญญาณเตือนที่ต้องจับให้ได้คือ ควันบาง ๆ ที่เริ่มลอยขึ้นเมื่ออุณหภูมิเข้าใกล้จุดไหม้

เห็นควันแรกเมื่อไหร่ ให้ยกลงทันที ไม่ต้องรอดูสีอีกรอบ

ทำไมคาราเมลแบบใส่น้ำชอบกลายเป็นทราย

เพราะพอน้ำระเหยออก น้ำตาลในหม้อเข้มข้นจนพร้อมกลับไปเป็นผลึก และแค่ผลึกเม็ดเดียวที่ตกลงไป หรือการคนหลังน้ำเดือด ก็ทำให้ผลึกลามทั้งหม้อได้

คาราเมลทำได้สองแบบ King Arthur Baking อธิบายว่า แบบเปียกคือเคี่ยวน้ำตาลกับน้ำ ส่วนแบบแห้งคือใส่น้ำตาลเปล่าลงหม้อแห้งจนละลายและเปลี่ยนสี แบบแห้งเร็วกว่าแต่ยากกว่า เพราะไม่มีน้ำช่วยกระจายความร้อน น้ำตาลจึงเป็นคาราเมลเร็วมากและไหม้ก่อนจะทันรู้ตัว

แบบเปียกไหม้ยากกว่า แต่แลกมาด้วยความเสี่ยงตกผลึก

หม้อสเตนเลสบนเตาที่น้ำตาลในหม้อจับตัวเป็นก้อนเกล็ดขาวขุ่นเหมือนทรายแทนที่จะเป็นน้ำเชื่อมใส มีทัพพีด้ามไม้ตักขึ้นมาให้เห็นเนื้อหยาบเป็นเม็ด และมีเกล็ดน้ำตาลเกาะเป็นแนวรอบขอบหม้อ
คาราเมลแบบเปียกที่ตกผลึก เริ่มจากผลึกเม็ดเดียวแล้วลามทั้งหม้อ

กันคาราเมลตกผลึกทำยังไง

คู่มือของ Iowa State University Extension และ King Arthur Baking ให้วิธีที่ตรงกัน 4 ข้อ

  1. หยุดคนทันทีเมื่อน้ำตาลละลายหมดและน้ำเริ่มเดือด การคนหลังจากนั้นกระตุ้นให้เกิดผลึก ถ้าอยากให้สีสม่ำเสมอ ให้หมุนหม้อเบา ๆ แทน
  2. เอาแปรงชุบน้ำเช็ดเกล็ดน้ำตาลที่กระเด็นติดขอบหม้อ เพราะผลึกที่ตกกลับลงไปในน้ำเชื่อม จะเป็นเมล็ดตั้งต้นให้ผลึกเม็ดอื่นเกาะตาม
  3. เติมกลูโคสไซรัปหรือคอร์นไซรัป พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ Exploratorium อธิบายว่าไซรัปเหล่านี้มีกลูโคสสายยาวที่คอยขวางไม่ให้ซูโครสเรียงตัวเป็นผลึก
  4. เติมกรด เช่น น้ำมะนาวเล็กน้อย King Arthur อธิบายว่ากรดตัดซูโครสบางส่วนให้เป็นฟรักโทสและกลูโคส จึงช่วยกันไม่ให้น้ำตาลกลับไปตกผลึก

ThermoWorks เสริมเรื่องปริมาณน้ำไว้ว่าแบบเปียกใส่น้ำ ได้ถึงร้อยละ 20 ของน้ำหนักน้ำตาล เช่นน้ำตาล 500 กรัม ใส่น้ำไม่เกิน 100 กรัม

ฝั่งงานวิจัยไทย วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา ปี 2565 ตีพิมพ์งานของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีที่พัฒนาซอสคาราเมลน้ำตาลโตนด และจากสูตรที่ทดลองเติมตั้งแต่ร้อยละ 0.5 ถึง 2.5 พบว่า กลูโคสไซรัปร้อยละ 2 ยับยั้งการตกผลึกของน้ำตาลในผลิตภัณฑ์ได้ ข้อควรรู้คือเป็นซอสคาราเมลที่ผสมนมข้นและเนยแล้ว ไม่ใช่การเคี่ยวน้ำตาลเปล่า ตัวเลขร้อยละ 2 จึงเป็นจุดเริ่มทดลอง ไม่ใช่สูตรตายตัว

คาราเมลกับเมลลาร์ดต่างกันยังไง

คาราเมลเกิดจากน้ำตาลอย่างเดียว ส่วนเมลลาร์ดต้องมีทั้งน้ำตาลและโปรตีน ทั้งคู่ทำให้อาหารเป็นสีน้ำตาลและหอม แต่เป็นคนละปฏิกิริยา

BAKERpedia ฐานข้อมูลความรู้ด้านอุตสาหกรรมเบเกอรี่ อธิบายว่า ปฏิกิริยาเมลลาร์ดต้องมีทั้งน้ำตาลและหมู่อะมิโนอิสระ ส่วนการเกิดคาราเมลใช้น้ำตาลเป็นสารตั้งต้นอย่างเดียว และระบุว่ารสที่ได้จากการเกิดคาราเมลมีตั้งแต่หวานนุ่มไปจนถึงขมไหม้ ขึ้นกับเวลาและอุณหภูมิ

ในครัวไทยมักเกิดทั้งสองอย่างในกระทะเดียวกัน เช่นตอนผัดเนื้อสัตว์ที่หมักน้ำตาล ถ้าอยากรู้ว่าทำไมไฟแรงในกระทะร้านได้กลิ่นที่ทำเองที่บ้านไม่ได้ อ่านต่อได้ที่ ทำไมพนักงานใหม่ผัดไม่เหมือนเจ้าของ

พะโล้ต้องเคี่ยวน้ำตาลถึงไหน

พะโล้คือคาราเมลในอาหารไทยที่เห็นชัดที่สุด สูตรที่ใช้น้ำตาลมะพร้าวจะเริ่มจากผัดน้ำตาลกับสามเกลอจนน้ำตาลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ก่อนใส่เครื่องอื่น

สูตรพะโล้ไข่ของ KRUA.CO เขียนขั้นนี้ไว้ว่า ใส่น้ำตาลมะพร้าว ผัดจนน้ำตาลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม หรือที่เรียกว่าปฏิกิริยาการเกิดคาราเมล และอธิบายว่าให้ทั้งรสหวานหอม สีน้ำตาลคาราเมล และช่วยเคลือบผิวไข่ให้สีสวย สูตรเดียวกันยังใส่ซีอิ๊วดำหวานด้วย สีของพะโล้สูตรนี้จึงมาจากทั้งสองทาง

กระทะเหล็กบนเตาแก๊สไฟกลาง ในกระทะมีน้ำตาลมะพร้าวที่เคี่ยวจนเป็นสีน้ำตาลเข้มเงา ผัดอยู่กับกระเทียมและพริกไทยที่โขลกแล้ว มีตะหลิวกำลังผัด ข้างเตามีถ้วยโป๊ยกั๊กกับอบเชย
ขั้นเคี่ยวน้ำตาลของพะโล้ ต้องหยุดก่อนน้ำตาลดำ เพราะทั้งหม้อจะขมตาม

ขั้นนี้คือจุดที่หม้อพะโล้ทั้งหม้อขมได้ เพราะความผิดพลาดตรงนี้เอาออกทีหลังไม่ได้ พอเติมน้ำและเครื่องเทศไปแล้ว รสไหม้จะกระจายไปทั้งหม้อ

ครัวร้านจะหยุดความร้อนให้ทันได้ยังไง

ต้องเตรียมทางหยุดไว้ก่อนเริ่มเคี่ยว เพราะหม้อยังร้อนต่อหลังปิดไฟ และช่วงที่ดีกับช่วงที่ไหม้ห่างกันไม่กี่นาที

ข้อมูลของ Taste of Home ที่เคี่ยวบนไฟกลาง ใช้เวลาราว 21 นาทีกว่าจะถึงคาราเมลกลาง แต่ถึงขั้นไหม้ที่ราว 22 ถึง 23 นาที ช่วงที่เหลือให้ตัดสินใจจึงเหลือแค่ราว 1 ถึง 2 นาที และ Iowa State University Extension เตือนว่าคาราเมลไหม้และเสียได้ในไม่กี่วินาที อย่าเดินออกจากเตา

สิ่งที่ครัวร้านทำได้

  • ไม่ปล่อยให้ใครเคี่ยวน้ำตาลไปพร้อมกับงานอื่น ช่วงท้ายต้องมีคนยืนดูตลอด King Arthur แนะนำให้ยกลงเมื่อสีเริ่มเข้าใกล้น้ำตาลอมแดง
  • เตรียมทางหยุดความร้อนไว้ข้างเตา ThermoWorks แนะนำว่าได้สีและกลิ่นที่ต้องการแล้ว ให้วางหม้อบนพื้นผิวเย็นที่ทนร้อน หรือจุ่มก้นหม้อลงน้ำ เพราะถ้าแค่ยกลงจากเตา อุณหภูมิอาจขึ้นต่อ ส่วน King Arthur แนะนำอีกทางคือยกลงตอนที่สีอ่อนกว่าที่ต้องการหนึ่งถึงสองระดับ เพราะน้ำตาลจะเข้มต่อเอง
  • ใช้ไฟกลาง ไม่ใช่ไฟแรง และใช้หม้อก้นหนา Taste of Home แนะนำไฟกลางเพื่อให้กลิ่นมีเวลาพัฒนาโดยอุณหภูมิไม่พุ่งเร็วเกินไป และแนะนำหม้อก้นหนาเพราะน้ำตาลร้อนสม่ำเสมอและไหม้ยากกว่า ซึ่งสอดคล้องกับงานของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ที่ชี้ว่าไฟต่ำแล้วรอนานขึ้นก็ได้กลิ่นคาราเมลที่ดี
  • ใช้หม้อใบเดิมและปริมาณเดิมทุกครั้ง เวลาที่เคยจับไว้จะใช้ได้ต่อเมื่อหม้อ ปริมาณ และไฟเหมือนเดิม เปลี่ยนหม้อหรือเคี่ยวทีละมากขึ้น ต้องดูสีใหม่ ห้ามใช้เวลาเดิม
  • ไหม้แล้วทิ้ง อย่าพยายามกลบด้วยน้ำตาลหรือเครื่องปรุงเพิ่ม

น้ำตาลที่เคี่ยวจนเข้มเป็นอันตรายไหม

สำหรับครัวทั่วไป เหตุผลหลักที่ต้องทิ้งน้ำตาลไหม้คือรสที่เสีย ส่วนเรื่องสาร HMF ที่เกิดจากน้ำตาลโดนความร้อน สถาบันประเมินความเสี่ยงแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BfR) ประเมินไว้ในความเห็นฉบับที่ 030/2011 ว่า ระดับที่พบในอาหารไม่เป็นปัญหาต่อสุขภาพตามความรู้ทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน

BfR ประเมินว่าคนได้รับ HMF จากอาหาร ราว 4 ถึง 30 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ส่วนในสัตว์ทดลอง ปริมาณสูงสุดที่ไม่พบผลเสียอยู่ที่ 80 ถึง 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวัน

ข้อควรรู้คือการประเมินนี้พูดถึงระดับในอาหารทั่วไป ไม่ใช่การรับรองว่าน้ำตาลไหม้ดำกินได้ และทั้ง BfR กับหน่วยงานความปลอดภัยอาหารแห่งยุโรป (EFSA) ยังชี้ว่า สีคาราเมลที่ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารในอุตสาหกรรม (รหัส E150) เป็นแหล่ง HMF ที่ต้องติดตามต่อ ซึ่งเป็นคนละอย่างกับน้ำตาลที่เคี่ยวในครัว

สรุป

น้ำตาลทรายเริ่มเป็นคาราเมลที่ราว 160 ถึง 170 องศาเซลเซียส แต่ตัวเลขนี้ขึ้นกับความเร็วในการให้ความร้อน เพราะน้ำตาลไม่ได้ละลายจริง มันสลายตัวตั้งแต่ต้น ยิ่งเคี่ยวนาน ความหวานยิ่งหาย สียิ่งเข้ม รสยิ่งขม จนถึงขั้นไหม้ราว 200 องศาเซลเซียสซึ่งกู้ไม่ได้

คาราเมลแบบแห้งไหม้ง่าย แบบเปียกตกผลึกง่าย กันผลึกได้ด้วยการหยุดคนเมื่อเดือด เช็ดขอบหม้อ และเติมกลูโคสไซรัปหรือกรดเล็กน้อย ส่วนการกันไหม้ในครัวร้านคือใช้ไฟกลาง มีคนยืนดูช่วงท้าย และเตรียมทางหยุดความร้อนไว้ก่อนเริ่ม

เรื่องที่เกี่ยวข้อง


Ginzii เป็นระบบขายหน้าร้านสำหรับร้านอาหารไทย บันทึกทุกบิลให้ตั้งแต่วันแรก มีแพ็กเกจฟรีให้เริ่มได้โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ค้นคำว่า Ginzii ใน Play Store

แหล่งอ้างอิง

ทุกแหล่งเปิดอ่านหน้าจริงเมื่อ 28 กันยายน 2569

รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น

กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน

คำนวณต้นทุนต่อจานฟรี

หรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

บทความนี้มีประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนที่ทำร้านได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

น้ำตาลทรายเริ่มเป็นคาราเมลที่กี่องศา
แหล่งส่วนใหญ่ให้ตัวเลขราว 160 ถึง 170 องศาเซลเซียส และคู่มือครัวของ ThermoWorks ให้ช่วงคาราเมลไว้ที่ 160 ถึง 177 องศาเซลเซียส แต่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ปี 2011 พบว่าจุดนี้ไม่ตายตัว เพราะน้ำตาลไม่ได้ละลายจริง แต่สลายตัวด้วยความร้อน ขึ้นกับว่าให้ความร้อนเร็วแค่ไหน ไฟอ่อนนานขึ้นจึงเกิดคาราเมลได้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า
ทำไมเคี่ยวน้ำตาลแล้วขม
เพราะเคี่ยวเลยช่วงที่ต้องการ ยิ่งน้ำตาลโดนความร้อนนาน ความหวานยิ่งลด สียิ่งเข้ม และรสยิ่งขม ตามที่ ThermoWorks อ้างตำรา On Food and Cooking ของ Harold McGee ช่วงสีเข้มมากยังพอมีรสขมเป็นเสน่ห์ แต่ถ้าถึงขั้นไหม้ซึ่งเว็บสูตรอาหาร Taste of Home ให้ไว้ราว 200 องศาเซลเซียส รสจะขมไหม้และแก้ด้วยการเติมอะไรก็ไม่หาย
ทำไมคาราเมลแบบใส่น้ำชอบจับตัวเป็นทราย
เพราะพอน้ำระเหยออก น้ำตาลในหม้อเข้มข้นจนพร้อมกลับไปเป็นผลึก และแค่ผลึกเม็ดเดียวที่ติดขอบหม้อตกลงไป หรือการคนหลังน้ำเดือด ก็ทำให้ทั้งหม้อตกผลึกตามได้ วิธีกันคือหยุดคนเมื่อเดือดแล้วใช้หมุนหม้อแทน เอาแปรงชุบน้ำเช็ดผลึกที่ขอบหม้อ และเติมกลูโคสไซรัปหรือน้ำมะนาวเล็กน้อย งานวิจัยในวารสารวิทยาศาสตร์บูรพาพบว่ากลูโคสไซรัปร้อยละ 2 ยับยั้งการตกผลึกในคาราเมลน้ำตาลโตนดได้
ทักไลน์