Ginzii
จัดการร้าน

พริกเผ็ดที่สุดตรงไหน ไม่ใช่เมล็ด และเผ็ดแล้วดื่มอะไรช่วยได้จริง

ความเผ็ดของพริกอยู่ที่ไส้ขาวตรงกลาง (รก) มากที่สุด เนื้อพริกรองลงมา ส่วนเมล็ดน้อยที่สุด ส่วนเครื่องดื่มดับเผ็ด การทดลองของ Penn State พบว่านมช่วยได้มากที่สุด และนมพร่องมันเนยช่วยได้เท่านมเต็ม บทความนี้สรุปจากงานวิจัยว่าร้านทำ 'เผ็ดน้อย' ได้ยังไงโดยไม่ต้องลดจำนวนพริก ควรมีเครื่องดื่มอะไรในเมนู และคนครัวที่คว้านพริกทีละมาก ๆ ต้องป้องกันมือยังไง

ทีม Ginziiอ่าน 7 นาที
แชร์
พริกชี้ฟ้าผ่าครึ่งพร้อมป้ายชี้ รก เผ็ดที่สุด เนื้อพริกเผ็ดรองลงมา เมล็ดเผ็ดน้อยที่สุด ข้างหลังมีแก้วนมกับแก้วน้ำเปล่า และพาดหัวลูกค้าสั่งเผ็ดน้อย ร้านทำยังไงให้ได้ผลจริง
ความเผ็ดส่วนใหญ่อยู่ที่ไส้ขาวตรงกลาง ไม่ใช่ที่เมล็ดอย่างที่เข้าใจกัน

ลูกค้าสั่ง "เผ็ดน้อย" เป็นคำสั่งที่ร้านอาหารไทยได้ยินทุกวัน และวิธีที่ครัวส่วนใหญ่ใช้คือลดจำนวนพริกลง หรือแกะเมล็ดออก

วิธีแรกได้ผล แต่รสกับกลิ่นพริกหายไปด้วย ส่วนวิธีที่สองได้ผลน้อยกว่าที่คิด เพราะเมล็ดไม่ใช่ส่วนที่เผ็ดที่สุดของพริก

บทความนี้สรุปจากงานวิจัยว่าความเผ็ดอยู่ตรงไหนของพริกจริง ๆ ครัวจะใช้ข้อนี้ทำเผ็ดน้อยได้ยังไง และเมื่อลูกค้าเผ็ดจนทนไม่ไหว เครื่องดื่มตัวไหนช่วยได้จริง

พริกเผ็ดที่สุดตรงส่วนไหน

ไส้ขาวตรงกลางที่เมล็ดเกาะอยู่คือส่วนที่เผ็ดที่สุด ส่วนนี้เรียกว่ารก (placenta) รองลงมาคือเนื้อพริก และเมล็ดเผ็ดน้อยที่สุด

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยลูบลิยานา ประเทศสโลวีเนีย ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ปี 2021 แยกผลพริกออกเป็นสามส่วนคือรก เนื้อพริก และเมล็ด แล้ววัดสารเผ็ดกลุ่มแคปไซซินอยด์ใน พริก 21 สายพันธุ์จาก 4 ชนิด ผลที่ได้คือ รกมีสารเผ็ดมากที่สุด ตามด้วยเนื้อพริก และเมล็ด ในพริกทุกชนิดที่วัด และผู้วิจัยเขียนไว้ชัดว่า เมล็ดพริกมีสารเผ็ดต่ำที่สุดในทุกสายพันธุ์

งานชิ้นนี้อธิบายด้วยว่ารกเป็นแหล่งสร้างสารเผ็ดหลักของผลพริก สารถูกเก็บไว้ในเซลล์น้ำมันบนรกซึ่งเป็นส่วนที่รองรับเมล็ด เนื้อพริกกับเมล็ดสร้างสารนี้เองได้เหมือนกันแต่ในปริมาณที่น้อยกว่ามาก

ฝั่งไทย ดร.ศศิวิมล แสวงผล ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เขียนไว้ในบทความที่เผยแพร่ผ่านสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ปี 2559 ตรงกันว่า แคปไซซินมีอยู่มากในเยื่อแกนกลางสีขาว ซึ่งเป็นส่วนที่เผ็ดที่สุด และคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าเมล็ดคือส่วนที่เผ็ดที่สุด

ถ้าเมล็ดไม่เผ็ด ทำไมกินแล้วเผ็ด

เพราะเมล็ดติดอยู่บนรก ตอนพริกถูกหั่นหรือตำ เมล็ดจึงมาพร้อมกับเนื้อรกและน้ำมันจากรกเสมอ คนเลยจำว่าเมล็ดเผ็ด

ผลในทางปฏิบัติคือ แกะเมล็ดออกอย่างเดียวลดความเผ็ดได้ไม่มาก ถ้าจะลดความเผ็ดจริงต้องคว้านไส้ขาวออกไปพร้อมกัน

ตัวเลขในงานวิจัยนี้ต้องอ่านอย่างระวังตรงไหน

มีข้อจำกัดสองข้อที่ควรรู้ก่อนเอาไปใช้

ข้อแรก พริกในงานนี้ปลูกในโรงเรือนที่สโลวีเนีย เป็นพันธุ์อย่างคาเยนน์ ฮาบาเนโร จาลาปิโน และแคโรไลนา รีปเปอร์ ไม่มีพริกขี้หนูหรือพริกชี้ฟ้าของไทยในรายการ ลำดับรกมากกว่าเนื้อมากกว่าเมล็ดออกมาเหมือนกันทั้ง 4 ชนิดที่วัด แต่ตัวเลขความเผ็ดของแต่ละส่วนในพริกไทยไม่ได้ถูกวัดในงานนี้

ข้อสอง งานนี้วัดเป็นความเข้มข้นต่อน้ำหนักแห้งของแต่ละส่วน ขณะที่ในพริกสด เนื้อพริกกับรกมีน้ำมากกว่าเมล็ดมาก ผู้วิจัยรายงานว่าเมล็ดคิดเป็นราวสองในสามของน้ำหนักแห้งทั้งผล ตัวเลขต่อน้ำหนักแห้งจึงเทียบตรง ๆ กับความเผ็ดที่ลิ้นรู้สึกตอนกินพริกสดไม่ได้

และเนื้อพริกเองก็ไม่ได้เผ็ดน้อย ในพริกกลุ่มเผ็ดจัด (ชนิดเดียวกับฮาบาเนโร) งานเดียวกันวัดสารเผ็ดในเนื้อพริกได้ 1,738 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมน้ำหนักแห้ง เทียบกับรก 2,600 มิลลิกรัม การคว้านไส้ออกจึง ลดความเผ็ดลงได้ แต่ไม่ได้ทำให้พริกหายเผ็ด และยิ่งเป็นพริกที่เผ็ดจัด เนื้อพริกที่เหลือก็ยิ่งเผ็ดมาก

ลูกค้าสั่งเผ็ดน้อย ร้านทำยังไงโดยไม่ต้องลดพริก

คว้านไส้ขาวและเมล็ดออกจากพริกที่จะใช้ในจานนั้น แล้วใส่พริกจำนวนเท่าเดิม จานจะยังได้สี กลิ่น และรสของเนื้อพริกครบ แต่ความเผ็ดลดลง

วิธีนี้เหมาะกับพริกเม็ดใหญ่ที่ผ่าและคว้านได้ง่าย ส่วนพริกขี้หนูเม็ดเล็กที่ใช้ทีละหลายเม็ด การคว้านทีละเม็ดกินแรงคนครัวมาก ร้านจึงควรเลือกเองว่าเมนูไหนคุ้มที่จะคว้าน และเมนูไหนใช้การลดจำนวนพริกตามเดิม

ข้อที่ต้องแยกให้ออกคือ "เผ็ดน้อย" ไม่ใช่ "ไม่เผ็ด" เนื้อพริกที่เหลือยังมีสารเผ็ดอยู่ ลูกค้าที่กินเผ็ดไม่ได้เลย หรือเมนูสำหรับเด็ก ต้องทำโดยไม่ใส่พริก ไม่ใช่ใช้พริกคว้านไส้

ถ้าร้านจะใช้วิธีนี้ มีสามเรื่องที่ควรตกลงกันในครัวให้ชัด

  • เขียนให้ชัดว่า "เผ็ดน้อย" ของร้านคืออะไร เช่น เมนูนี้ใช้พริกคว้านไส้กี่เม็ด ไม่ใช่ปล่อยให้คนครัวแต่ละคนกะเอง ไม่งั้นลูกค้าคนเดิมจะได้ความเผ็ดไม่เท่ากันทุกครั้งที่มา
  • เตรียมพริกคว้านไส้แยกไว้ต่างหาก ไม่วางปนกับพริกทั้งเม็ด เพราะหน้าตาเหมือนกันจนแยกด้วยตาไม่ได้ตอนเร่งออเดอร์
  • อย่าเอาไส้พริกที่คว้านออกไปโปะเพิ่มในจานเผ็ดมากแบบกะเอา ไส้คือส่วนที่เผ็ดเข้มข้นที่สุด ใส่มากใส่น้อยนิดเดียวความเผ็ดก็ต่างกันมาก ซึ่งขัดกับเป้าหมายข้อแรกที่ต้องการให้ลูกค้าได้ความเผ็ดเท่าเดิมทุกครั้ง

กินเผ็ดแล้วดื่มอะไรช่วยได้มากที่สุด

นม การทดลองของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิลเวเนีย (Penn State) พบว่านมลดความแสบร้อนจากพริกได้มากที่สุด และนมพร่องมันเนยได้ผลเท่ากับนมเต็มมันเนย

งานนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Physiology & Behavior ปี 2019 ให้ ผู้เข้าร่วม 72 คน ดื่มน้ำมะเขือเทศผสมแคปไซซิน แล้วดื่มเครื่องดื่มทดสอบ แก้วละ 40 มิลลิลิตร ทีละชนิด ได้แก่ นมพร่องมันเนย นมเต็มมันเนย โซดา น้ำหวานรสเชอร์รี เบียร์ไร้แอลกอฮอล์ โคล่า และน้ำเปล่า จากนั้นให้คะแนนความแสบร้อน ทุก 10 วินาทีเป็นเวลา 2 นาที

ผลคือ เครื่องดื่มทุกชนิดลดความแสบร้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ลดได้มากที่สุดคือนมเต็มมันเนย นมพร่องมันเนย และน้ำหวานรสเชอร์รี

นมพร่องมันเนยช่วยได้เท่านมเต็มจริงไหม

จริงในการทดลองนี้ ผู้วิจัยเองบอกว่าไม่คาดคิดมาก่อน เพราะความเชื่อเดิมคือไขมันในนมเป็นตัวละลายสารเผ็ดออกไป

อลิสซา โนลเดน ผู้วิจัยหลัก สรุปว่าผลนี้ชี้ว่า ไขมันในเครื่องดื่มไม่ใช่ปัจจัยหลัก และโปรตีนในนมอาจสำคัญกว่า แต่ในงานเดียวกันก็เขียนไว้ว่ายังต้องศึกษาต่อว่ากลไกจริงคืออะไร

คำถามเรื่องกลไกยังไม่ปิด งานใน Journal of Sensory Studies ปี 2024 จากเดนมาร์ก ลองให้ผู้เข้าร่วมบ้วนปากด้วยสารละลายโปรตีนนม เคซีน 5 เปอร์เซ็นต์ เวย์ 5 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับน้ำเปล่า แล้วไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ผู้วิจัยสรุปว่าโปรตีนนมอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

สำหรับร้าน ข้อสรุปที่ใช้ได้คือ นมทั้งแก้วช่วยได้จริงตามผลการทดลอง ส่วนจะช่วยเพราะไขมัน โปรตีน หรืออย่างอื่น ยังไม่มีใครตอบได้แน่ชัด

น้ำเปล่าทำให้เผ็ดขึ้นหรือเปล่า

ไม่ ในการทดลองของ Penn State น้ำเปล่าก็เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ลดความแสบร้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ เพียงแต่ช่วยได้น้อยกว่านมและน้ำหวาน

บทความของ วช. ที่อ้างไปข้างต้นเขียนในทางเดียวกันว่าน้ำเปล่าช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้ แต่ไม่ได้ดีเท่านม ลูกค้าที่ขอน้ำเปล่าจึงได้ของที่ช่วยจริง แค่ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด

น้ำอัดลมกับเบียร์ช่วยไหม

ช่วยได้น้อย โนลเดนระบุว่าเครื่องดื่มที่มีฟองอย่างเบียร์ น้ำอัดลม และโซดา ลดความแสบร้อนได้ไม่ดีตามที่คาดไว้

เธอเสริมด้วยว่าเบียร์ที่ใช้ทดสอบเป็นแบบไร้แอลกอฮอล์ ถ้ามีแอลกอฮอล์ผลจะแย่กว่านี้อีก เพราะเอทานอลทำให้ความรู้สึกแสบร้อนแรงขึ้น ประเด็นนี้ขัดกับความเชื่อที่พบบ่อยว่าเหล้าหรือเบียร์ช่วยแก้เผ็ด ซึ่งแม้แต่บทความของ วช. ปี 2559 ที่อ้างไปข้างต้นก็เขียนแนะนำไว้ว่าให้ดื่มนมหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์แทนน้ำ บทความนี้ใช้บทความ วช. เฉพาะเรื่องส่วนของพริกที่เผ็ดที่สุด ส่วนเรื่องแอลกอฮอล์ ผลการทดลองของ Penn State ชี้ไปอีกทาง

ร้านส้มตำหรือร้านอาหารเผ็ดควรมีเครื่องดื่มอะไรในเมนู

ควรมีเครื่องดื่มที่มีนมอย่างน้อยหนึ่งตัว เพราะเป็นตัวที่ช่วยลูกค้าได้มากที่สุดตามผลการทดลอง และร้านไม่จำเป็นต้องใช้นมเต็มมันเนยราคาสูงกว่า

ตัวที่ตรงกับงานวิจัยที่สุดคือนมสด (ร้อนหรือเย็นก็ได้ งานนี้ไม่ได้เทียบอุณหภูมิ) ส่วนเมนูอย่างนมเย็นหรือชาไทยใส่นม ต้องระวังว่า Penn State ไม่ได้ทดสอบเครื่องดื่มพวกนี้เลย และหลายร้านใช้นมข้นหวาน นมข้นจืด หรือครีมเทียมแทนนมสด ครีมเทียมไม่ใช่นม งานนี้จึงบอกไม่ได้ว่าจะได้ผลเท่านมหรือไม่ สิ่งที่พูดได้มีแค่ว่าเครื่องดื่มเหล่านี้หวานและไม่มีฟอง ส่วนชาหรือกาแฟที่ไม่ใส่นมไม่ได้อยู่ในข้อสรุปนี้

ผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตเรื่องน้ำหวานรสเชอร์รีไว้ด้วยว่า เครื่องดื่มนี้ไม่ได้ชะล้างสารเผ็ดออกไป แต่รสหวานไปกลบความรู้สึกแสบร้อนแทน

ลูกค้าที่ดื่มนมไม่ได้ ควรแนะนำอะไร

ลูกค้าบางคนดื่มนมแล้วท้องไม่ดีเพราะย่อยน้ำตาลแล็กโทสได้น้อย และบางคนแพ้โปรตีนนมวัวซึ่งต้องเลี่ยงนมอยู่แล้ว พนักงานจึงควรถามก่อนยื่นนมให้ ไม่ใช่ยื่นให้ทุกคนอัตโนมัติ

ตัวเลือกที่ไม่มีนมคือเครื่องดื่มรสหวานที่ไม่มีฟอง เพราะในการทดลองของ Penn State น้ำหวานรสเชอร์รีเป็นหนึ่งในสามเครื่องดื่มที่ลดความแสบร้อนได้มากที่สุด ร่วมกับนมทั้งสองแบบ ถ้าลูกค้าต้องเลี่ยงน้ำตาล น้ำเปล่าก็ยังช่วยได้ แม้จะน้อยกว่า

ในทางปฏิบัติ มีสองเรื่องที่ร้านทำได้โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนมาก

  • วางเครื่องดื่มที่มีนมไว้ในหน้าเดียวกับเมนูเผ็ด ลูกค้าที่สั่งเผ็ดมากจะเห็นตั้งแต่ตอนสั่ง ไม่ต้องรอให้เผ็ดก่อนแล้วค่อยถาม
  • สอนพนักงานหน้าร้านให้ตอบได้ เมื่อลูกค้าบอกว่าเผ็ดมาก ให้แนะนำนมก่อนน้ำอัดลม และถามก่อนว่าดื่มนมได้ไหม ถ้าไม่ได้ให้แนะนำเครื่องดื่มหวานที่ไม่มีฟองแทน

ถ้าร้านจะเพิ่มเครื่องดื่มตัวใหม่ ควรคิดต้นทุนต่อแก้วก่อนตั้งราคา และถ้าชาไทยเป็นตัวที่ขายดี เรื่องชาเย็นที่รสไม่เท่ากันแต่ละรอบก็เป็นอีกจุดที่ควรคุมให้ได้

คว้านพริกทีละมาก ๆ ต้องใส่ถุงมือไหม

ควรใส่ สารเผ็ดจากพริกติดผิวหนังได้ ล้างออกด้วยน้ำเปล่าไม่ได้ผล และคนครัวที่คว้านพริกจำนวนมากมีโอกาสเอามือไปโดนตาโดยไม่ตั้งใจ

ดร.โรเบิร์ต แกลตเตอร์ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินของเครือโรงพยาบาล Northwell Health ในสหรัฐ ให้ความเห็นไว้ในบทความปี 2022 ว่า การใช้ถุงมือทำครัวน่าจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการป้องกันมือแสบร้อนเวลาหั่นพริก และระบุว่าอาการแสบร้อนที่ผิวจากการหั่นพริก อาจอยู่ได้นานถึง 24 ชั่วโมงหรือมากกว่า แม้สารนี้จะไม่ได้ทำให้เนื้อเยื่อเสียหายจริง

เขาเตือนด้วยว่า การล้างมือด้วยน้ำเปล่าหลังโดนสารเผ็ดกลับทำให้สารกระจายไปทั่วผิวเร็วขึ้น และแนะนำให้ล้างด้วยน้ำร้อนผสมน้ำยาล้างจานแทน เพราะน้ำยาล้างจานทำมาเพื่อล้างคราบมันจึงได้ผลกว่าสบู่ล้างมือทั่วไป ส่วนคนที่ใส่คอนแทกต์เลนส์ เขาแนะนำให้เปลี่ยนมาใส่แว่นก่อนหั่นพริกเผ็ดจัด

เรื่องอุณหภูมิน้ำ ศูนย์พิษวิทยามิสซูรีในสหรัฐแนะนำไว้ในหน้าเรื่องสเปรย์พริก ซึ่งเป็นสารเผ็ดชนิดเดียวกัน ให้ล้างผิวที่โดนสารเผ็ดด้วยสบู่กับน้ำอุ่นหลาย ๆ รอบ อุ่นเท่าที่ทนได้ เพราะล้างสารออกได้ดีกว่า แต่อาจแสบขึ้นชั่วคราว แล้วค่อยแช่น้ำเย็นเพื่อลดอาการแสบ คำว่า "น้ำร้อน" จึงหมายถึงน้ำอุ่นที่มือทนได้ ไม่ใช่น้ำร้อนจนลวกมือ

สำหรับครัวร้าน สรุปเป็นข้อปฏิบัติได้ดังนี้

  • ใส่ถุงมือทุกครั้งที่คว้านหรือหั่นพริกปริมาณมาก ไม่ใช่เฉพาะคนที่ผิวแพ้ง่าย ศูนย์พิษวิทยาแห่งชาติของสหรัฐ (National Capital Poison Center) ระบุชนิดไว้ว่าเป็นถุงมือยาง ลาเท็กซ์ หรือไนไตรล์ และถ้าถุงมือขาดระหว่างทำ ให้ถอดล้างมือแล้วเปลี่ยนคู่ใหม่
  • ล้างมือด้วยน้ำยาล้างจานกับน้ำอุ่นหลังถอดถุงมือ ก่อนจับหน้า ขยี้ตา หรือไปทำงานอื่น
  • ใช้เขียงและมีดแยกสำหรับเมนูเด็กและเมนูไม่เผ็ด ถ้าจำเป็นต้องใช้ชุดเดียวกับที่คว้านพริก ต้องล้างด้วยน้ำยาล้างจานให้สะอาดก่อนทุกครั้ง ซึ่งเป็นหลักเดียวกับการแยกเขียงตามประเภทงาน

สรุป

ความเผ็ดของพริกอยู่ที่ไส้ขาวตรงกลาง (รก) มากที่สุด เนื้อพริกรองลงมา และเมล็ดน้อยที่สุด ตามงานวิจัยใน Scientific Reports ปี 2021 ที่วัดพริก 21 สายพันธุ์ การแกะเมล็ดออกอย่างเดียวจึงลดความเผ็ดได้ไม่มาก ร้านที่อยากทำเผ็ดน้อยโดยไม่เสียรสพริกควรคว้านไส้ขาวออกด้วย และกำหนดให้ชัดว่าเผ็ดน้อยของร้านใช้พริกเท่าไร

เมื่อลูกค้าเผ็ดจนทนไม่ไหว นมช่วยได้มากที่สุดตามการทดลองของ Penn State และนมพร่องมันเนยได้ผลเท่านมเต็ม น้ำเปล่าก็ช่วยได้แต่น้อยกว่า ส่วนเครื่องดื่มที่มีฟองและแอลกอฮอล์ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี ร้านอาหารเผ็ดจึงควรมีเครื่องดื่มใส่นมอย่างน้อยหนึ่งตัวในเมนู และคนครัวที่คว้านพริกปริมาณมากควรใส่ถุงมือทุกครั้ง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง


Ginzii เป็นระบบขายหน้าร้านสำหรับร้านอาหารไทย บันทึกทุกบิลให้ตั้งแต่วันแรก มีแพ็กเกจฟรีให้เริ่มได้โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ค้นคำว่า Ginzii ใน Play Store

แหล่งอ้างอิง

ทุกแหล่งเปิดอ่านหน้าจริงเมื่อ 24 กันยายน 2569

รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น

กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน

คำนวณต้นทุนต่อจานฟรี

หรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

บทความนี้มีประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนที่ทำร้านได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

พริกส่วนไหนเผ็ดที่สุด
ส่วนที่เผ็ดที่สุดคือไส้ขาวตรงกลางที่เมล็ดเกาะอยู่ ซึ่งเรียกว่ารก (placenta) งานวิจัยใน Scientific Reports ปี 2021 ที่วัดพริก 21 สายพันธุ์จาก 4 ชนิดพบว่ารกมีสารเผ็ดกลุ่มแคปไซซินอยด์มากที่สุดในทุกชนิด รองลงมาคือเนื้อพริก และเมล็ดมีน้อยที่สุดในทุกสายพันธุ์
เมล็ดพริกเผ็ดไหม
เผ็ดน้อยที่สุดในบรรดาส่วนของผลพริก งานวิจัยใน Scientific Reports ปี 2021 พบว่าเมล็ดมีสารเผ็ดต่ำที่สุดในทุกสายพันธุ์ที่วัด ที่คนรู้สึกว่าเมล็ดเผ็ดเป็นเพราะเมล็ดเกาะอยู่บนรกซึ่งเป็นส่วนที่เผ็ดที่สุด การแกะเมล็ดออกอย่างเดียวจึงลดความเผ็ดได้ไม่มาก ต้องคว้านไส้ขาวออกด้วย
กินเผ็ดแล้วดื่มอะไรช่วยได้มากที่สุด
นม การทดลองของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิลเวเนีย (Penn State) ปี 2019 กับผู้เข้าร่วม 72 คน พบว่าเครื่องดื่มทุกชนิดที่ทดสอบลดความแสบร้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ลดได้มากที่สุดคือนมเต็มมันเนย นมพร่องมันเนย และน้ำหวานรสเชอร์รี ส่วนน้ำเปล่าก็ช่วยได้ แต่น้อยกว่ากลุ่มนี้ และเครื่องดื่มที่มีฟองอย่างน้ำอัดลม โซดา และเบียร์ ช่วยได้น้อย
ทักไลน์