คิดต้นทุนเครื่องดื่มต่อแก้ว เริ่มจากสูตรมาตรฐาน ไม่ใช่การกะ
วิธีคิดต้นทุนต่อแก้วให้ครบทั้งวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ น้ำแข็ง และของที่ทิ้งไประหว่างวัน เริ่มจากทำสูตรมาตรฐานที่ชั่งเป็นกรัม พร้อมวิธีหาราคาขั้นต่ำที่ควรตั้ง และกับดักคูณสองคูณสามที่ทำให้กำไรหายไปเงียบ ๆ

คำถามที่เจอบ่อยที่สุดในกลุ่มคนเปิดร้านเครื่องดื่มคือคำถามเรื่องราคา อยากขายมัทฉะไม่เกินหกสิบบาททำได้ไหม มอคค่าควรตั้งแพงกว่าลาเต้หรือเปล่า ชาไทยแก้วใหญ่ควรบวกกี่บาท
คำตอบของทุกคำถามพวกนี้เริ่มจากตัวเลขเดียวกัน คือ ต้นทุนต่อแก้วที่แท้จริงของร้านตัวเอง ปัญหาคือตัวเลขนี้ตอบยากกว่าที่คิด เพราะมันต้องมีของอย่างหนึ่งมาก่อนถึงจะคำนวณได้ นั่นคือสูตรมาตรฐาน
บทความนี้เดินทีละขั้น ตั้งแต่ทำไมสูตรมาตรฐานต้องมาก่อน ไปจนถึงตัวอย่างคิดต้นทุนชาไทยเย็นแก้วหนึ่งแบบครบทุกก้อน แล้วจบที่วิธีแปลงต้นทุนเป็นราคาขายซึ่งเป็นจุดที่คนพลาดกันมากที่สุด
ขอบเขตของบทความนี้ — ตัวเลข "ต้นทุนต่อแก้ว" ที่จะคำนวณกันข้างล่างคือ ต้นทุนแปรผันของวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์เท่านั้น ไม่ได้รวมค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ หรือค่าเสื่อมเครื่อง ⇒ ราคาขายลบต้นทุนตัวนี้ ยังไม่ใช่กำไร จะกลับมาพูดเรื่องนี้อีกครั้งในหัวข้อเรื่องราคา
ต้นทุนต่อแก้วต่างจากต้นทุนต่อจานตรงไหน
ถ้าเคยอ่านวิธีคิดต้นทุนอาหารต่อจาน มาแล้ว หลักคิดพื้นฐานเหมือนกัน คือเอาของทุกอย่างที่ใช้ไปกับหนึ่งหน่วยขายมารวมกัน แต่เครื่องดื่มมีสามอย่างที่อาหารจานเดียวไม่มี และสามอย่างนี้แหละที่ทำให้ตัวเลขเพี้ยน
หนึ่ง บรรจุภัณฑ์เป็นสัดส่วนที่ใหญ่กว่ามาก ข้าวกะเพราจานหกสิบบาทใส่จานที่ล้างแล้วใช้ใหม่ได้ แต่ชาไทยแก้วสี่สิบบาทต้องมีแก้ว ฝา หลอด และบางทีถุงหิ้ว ซึ่งเป็นของที่จ่ายเงินซื้อใหม่ทุกแก้วและทิ้งทันทีที่ลูกค้าดื่มเสร็จ ร้านที่ขายกลับบ้านเป็นหลักย่อมโดนก้อนนี้หนักกว่าร้านที่ลูกค้านั่งดื่มจากแก้วที่ล้างซ้ำได้

สอง น้ำแข็งเป็นวัตถุดิบที่ไม่มีใครนับ ทั้งที่มันกินพื้นที่แก้วมากที่สุดและร้านจ่ายเงินซื้อมันจริง ๆ ทุกวัน
สาม ของเสียส่วนใหญ่เกิดที่บาร์ ไม่ใช่ในตู้เก็บของ ของเสียของร้านเครื่องดื่มมักไม่ได้มาจากวัตถุดิบที่หมดอายุอยู่ในตู้ แต่มาจากการบดทิ้งตอนตั้งเครื่องเช้า การชงผิดสูตรแล้วต้องทำใหม่ และนมที่เปิดไว้แล้วใช้ไม่ทันตอนปิดร้าน
สูตรมาตรฐานคือของที่ต้องมีก่อนคิดเงิน
ในวงการบริหารต้นทุนอาหาร คำว่า สูตรมาตรฐาน (standardized recipe) ไม่ได้แปลว่าสูตรที่อร่อยที่สุด แต่หมายถึงเอกสารที่บันทึกครบทั้งชื่อเมนู ปริมาณที่ได้ ขนาดต่อหนึ่งที่เสิร์ฟ รายการวัตถุดิบพร้อมน้ำหนักหรือปริมาตร และขั้นตอนการทำ — ข้อสุดท้ายสำคัญเพราะมันคือสิ่งที่ทำให้ผลออกมาเหมือนเดิมจริง ๆ กรมการศึกษาของรัฐวิสคอนซิน นิยามไว้ว่าสูตรมาตรฐานคือสูตรที่ให้คุณภาพและปริมาณที่ได้คงที่ทุกครั้ง เมื่อใช้ขั้นตอน อุปกรณ์ และวัตถุดิบตามที่ระบุ
เหตุผลที่ต้องทำมีสองข้อ ข้อแรกคือลูกค้าได้ของเหมือนเดิมทุกครั้ง ข้อสองคือต้นทุนอยู่ในช่วงที่คาดเดาได้ ซึ่งเป็นข้อที่เกี่ยวกับเงินโดยตรง
ตำราส่วนใหญ่ถือว่าราคาต่อหน่วยและต้นทุนรวมเป็นของเสริม ไม่ใช่องค์ประกอบบังคับของสูตร (มหาวิทยาลัยเนวาดา รีโน จัดการคิดต้นทุนไว้เป็น ประโยชน์ ที่ได้จากการมีสูตร ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสูตร) แต่พอใส่ราคาลงไปด้วย มันก็กลายเป็นเครื่องมือคิดเงินทันที
จุดสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือคำว่า ปริมาณที่ได้ เพราะต้นทุนต่อหนึ่งแก้วไม่ได้มาจากการเดา แต่มาจากการเอาต้นทุนของสูตรทั้งหม้อ หารด้วยจำนวนแก้วที่หม้อนั้นทำได้จริง — ในตำราต่างประเทศเรียกวิธีนี้ว่า standard portion cost หรือ cost per portion ซึ่งคิดจากต้นทุนสูตรทั้งหมดหารด้วยจำนวนที่เสิร์ฟได้ ร้านที่ยังไม่ได้ตวงว่าชาหนึ่งหม้อได้กี่แก้ว จะยังไม่มีตัวหารที่ต้องใช้
นี่คือเหตุผลที่คำถาม "ขายดีแต่เงินไม่เหลือ" มักตอบไม่ได้ถ้าไม่มีสูตรมาตรฐาน — ไม่ใช่เพราะสูตรมาตรฐานคือสาเหตุ แต่เพราะถ้าไม่มีปริมาณอ้างอิง เราจะไม่มีทางรู้ว่าเงินหายไปที่ต้นทุนต่อแก้วหรือเปล่า เงินไม่เหลือมีต้นเหตุได้หลายอย่าง ค่าเช่าเกินตัว ค่าแรงเกินงาน ยอดยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน หรือค่า GP จากแอปเดลิเวอรี สูตรมาตรฐานทำให้ตัดข้อแรกออกจากรายชื่อผู้ต้องสงสัยได้ เท่านั้น ซึ่งก็คุ้มพอที่จะทำ
ชั่งเป็นกรัม ไม่ใช่กะเป็นปั๊ม
สูตรที่เขียนว่า "ไซรัปสองปั๊ม" หรือ "นมข้นหนึ่งช้อน" ใช้คิดต้นทุนไม่ได้ หัวปั๊มไซรัปมีหลายรุ่นและจ่ายต่อครั้งไม่เท่ากัน ที่เจอบ่อยคือรุ่น 1/4 ออนซ์ (ราว 7 มล.) กับรุ่น 1/2 ออนซ์ (ราว 15 มล.) ส่วนช้อนที่ตักแบบพูนกับแบบปาดต่างกันได้ราว 40–50%
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รสชาติเพี้ยนอย่างเดียว แต่อยู่ที่ตัวเลขต้นทุนกลายเป็นสิ่งที่ตรวจสอบไม่ได้ ถ้าสูตรบอกว่านมข้นหวานสามสิบกรัม เราเปิดกระป๋องมาชั่งแล้วรู้ทันทีว่าหนึ่งกระป๋องทำได้กี่แก้ว แต่ถ้าสูตรบอกว่า "หนึ่งช้อน" เราจะไม่มีวันรู้ว่ากระป๋องนั้นควรอยู่ได้กี่แก้ว และเมื่อมันหมดเร็วกว่าที่คิด ก็จะไม่รู้ว่าเป็นเพราะขายดีขึ้นหรือเพราะมือหนักขึ้น
และห้ามสลับกรัมกับมิลลิลิตร นมข้นหวานหนักราว 1.3 กรัมต่อมิลลิลิตร ตวง 30 มล. จะได้ 39 กรัม คือเกินสูตรไป 30% ทันที ผลที่เห็นชัดที่สุดคือกระป๋อง 380 กรัมที่ควรได้ราว 12–13 แก้ว จะเหลือแค่ราว 9–10 แก้ว ซึ่งเป็นอาการ "ของหมดเร็วกว่าที่คำนวณ" แบบที่หาสาเหตุไม่เจอ

ทางที่ประหยัดแรงที่สุดคือชั่งครั้งเดียวตอนตั้งสูตร แล้วแปลงเป็นหน่วยที่บาร์ใช้จริง เช่น ชั่งได้ว่าหัวปั๊มนี้จ่ายไซรัปครั้งละสิบสองกรัม จากนั้นบาร์ก็ปั๊มตามปกติได้เลย แต่เอกสารสูตรจะถือตัวเลขสิบสองกรัมไว้สำหรับคิดเงิน
คิดต้นทุนต่อแก้วทีละขั้น
ตัวอย่างข้างล่างเป็นชาไทยเย็นแก้วสิบหกออนซ์
ราคาซื้อในตัวอย่างนี้เป็นราคาที่ตรวจจากหน้าร้านค้าส่งเมื่อ 31 ก.ค. 2569 ยกมาเพื่อให้ตัวอย่างสมจริง ไม่ใช่เพื่อให้ใช้เป็นราคากลาง — ราคาของแต่ละร้านต่างกันตามซัพพลายเออร์และปริมาณที่สั่ง ให้แทนด้วยราคาบนบิลจริงของร้านตัวเอง ตัวเลขสุดท้ายจะไม่เท่ากันแน่นอน และนั่นคือประเด็นทั้งหมดของบทความนี้
ขั้นที่ 1 หาต้นทุนของของที่ต้องชงก่อน
น้ำชาต้องชงเป็นหม้อ จะคิดจากผงชาต่อแก้วตรง ๆ ไม่ได้ ต้องคิดผ่านหม้อ
ผงชาไทยสำหรับชงกรอง (ฉลากแดง) ถุง 400 กรัม ราคา 80 บาท ชงหนึ่งหม้อใช้ผงหนึ่งร้อยกรัมกับน้ำสองลิตร กรองแล้ววัดได้น้ำชาที่ใช้ได้จริงหนึ่งพันแปดร้อยมิลลิลิตร (ส่วนที่หายไปคือน้ำที่ค้างอยู่ในผงชาและกากที่กรองทิ้ง)
- ต้นทุนผงชาต่อหม้อ = 80 × (100 ÷ 400) = 20 บาท
- ต้นทุนน้ำชาต่อแก้ว ถ้าใช้แก้วละ 180 มล. = 20 × (180 ÷ 1,800) = 2.00 บาท
ตัวเลขหนึ่งพันแปดร้อยมิลลิลิตรนี้ต้องตวงเองครั้งเดียว แล้วใช้ไปตลอดจนกว่าจะเปลี่ยนสูตรหรือเปลี่ยนยี่ห้อผงชา
⚠️ ระวังหยิบผิดชนิด — "ผงชาไทย" ที่หาซื้อง่ายที่สุดมีทั้งแบบชงกรองและแบบ 3-in-1 ที่ผสมน้ำตาลกับครีมเทียมมาแล้ว สองอย่างนี้ใช้แทนกันไม่ได้ ถ้าใช้แบบ 3-in-1 แล้วยังเติมนมข้นหวานกับน้ำตาลตามสูตรนี้จะหวานจนดื่มไม่ได้ และไม่มีกากให้กรอง ตัวหารในขั้นนี้จึงเป็นคนละตัวเลข
ขั้นที่ 2 ลงของที่เหลือเป็นน้ำหนักต่อแก้ว
| รายการ | หน่วยที่ซื้อ | ราคาซื้อ | ใช้ต่อแก้ว | ต้นทุนต่อแก้ว |
|---|---|---|---|---|
| น้ำชาชงแล้ว | 1,800 มล. (จากขั้นที่ 1) | 20 บาท | 180 มล. | 2.00 |
| นมข้นหวาน | กระป๋อง 380 ก. | 26 บาท | 30 ก. | 2.05 |
| นมข้นจืด | กระป๋อง 405 ก. | 25.50 บาท | 20 ก. | 1.26 |
| น้ำตาลทราย | 1 กก. | 25 บาท | 10 ก. | 0.25 |
| น้ำแข็ง | ถุง 20 กก. | 55 บาท | 220 ก. | 0.61 |
| แก้ว + ฝา | 50 ชุด | 125 บาท | 1 ชุด | 2.50 |
| หลอด | 100 อัน | 36 บาท | 1 อัน | 0.36 |
| รวม | 9.03 บาท |
ทุกแถวคิดด้วยสูตรเดียวกันคือ ราคาซื้อ × (ปริมาณที่ใช้ ÷ หน่วยที่ซื้อ) รวมถึงแถวน้ำชาที่หน่วยซื้อคือ "น้ำชาชงแล้ว 1,800 มล. ราคา 20 บาท" ที่ได้มาจากขั้นที่ 1 ไม่ใช่ราคาบนถุงผงชา
(ทุกแถวปัดเป็นทศนิยมสองตำแหน่ง ผลรวมจึงอาจต่างจากการกดเครื่องคิดเลขแบบไม่ปัดอยู่ไม่กี่สตางค์)
สังเกตว่าแก้ว ฝา และหลอด รวมกันเป็น 2.86 บาท หรือเกือบหนึ่งในสามของต้นทุนทั้งแก้ว ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใหญ่พอจะเปลี่ยนคำตอบเรื่องราคาได้เลย และไม่ใช่เรื่องเฉพาะของตัวอย่างนี้ — Bellwether Coffee ที่แจกแจงต้นทุนลาเต้ต่อแก้ว ตีค่าแก้ว ฝา และปลอกกันร้อนไว้ที่ 18–29% ของต้นทุนต่อแก้วเช่นกัน
ตัวเลขบรรจุภัณฑ์ในตัวอย่างนี้ตั้งให้ใกล้เคียงกับที่แหล่งไทยเคยยกไว้ เพื่อให้เห็นว่าอยู่ระดับไหน เว็บ Zero to Profit ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานบัญชี แจกแจงต้นทุนกาแฟหนึ่งแก้วโดยตีแก้วกับฝาไว้ที่สามบาทและหลอดที่ยี่สิบสตางค์ ส่วนบทความปี 2018 ของผู้ขายวัตถุดิบชากาแฟ ก็ตีแก้วกับฝาไว้ที่สามบาทเหมือนกัน
แต่ห้ามยกตัวเลขสามบาทไปใช้เป็นราคากลาง และมีหลักฐานชั้นดีอยู่ตรงหน้า — บทความปี 2025 ของเว็บเดียวกัน ตีแก้วกับฝาไว้ที่ 1.5 บาท คือครึ่งเดียวของฉบับ 2018 สำนักเดียวกันเองยังให้ตัวเลขต่างกันเท่าตัว เพราะราคาบรรจุภัณฑ์ขึ้นกับซัพพลายเออร์ ขนาดแก้ว ความหนา และปริมาณที่สั่งต่อครั้ง สิ่งที่ควรเอาไปใช้คือโครงสร้างว่าต้องนับอะไรบ้าง ไม่ใช่ตัวเลข
ℹ️ แหล่งเหล่านี้นิยาม "ต้นทุนต่อแก้ว" กว้างกว่าเรา — Zero to Profit สรุปที่ 36.42 บาทต่อแก้ว เพราะรวมค่าแรง 5 บาทและโสหุ้ยอีก 10.55 บาทเข้าไปด้วย ขณะที่ตัวเลข 9.03 ของเราหยุดที่วัตถุดิบกับบรรจุภัณฑ์ ถ้ากดลิงก์ไปอ่านแล้วเห็นตัวเลขต่างกันหลายเท่า สาเหตุคือขอบเขตคนละแบบ ไม่ใช่ใครคำนวณผิด
ขั้นที่ 3 บวกของที่ชงแล้วขายไม่ได้
เก้าบาทสามสตางค์ข้างบนคือต้นทุนของแก้วที่ชงถูก ขายได้ ไม่มีอะไรพลาด ซึ่งไม่ใช่ความจริงของทั้งวัน
วิธีที่วัดง่ายที่สุดคือนับเป็นแก้ว ไม่ใช่นับเป็นบาท คือจดไว้สักหนึ่งสัปดาห์ว่าชงไปทั้งหมดกี่แก้ว และในนั้นมีกี่แก้วที่ขายไม่ได้ (ชงผิด ลูกค้าเปลี่ยนใจ ทิ้งตอนปิดร้าน) สมมติได้ 5%
ถ้าชง 100 แก้วแล้วขายได้ 95 แก้ว ต้นทุนวัตถุดิบของทั้ง 100 แก้วต้องถูกแบกโดยยอด 95 แก้วที่ขายออกไป จึงต้องหาร ไม่ใช่คูณ
- ต้นทุนต่อแก้วที่ขายได้ = 9.03 ÷ 0.95 = 9.51 บาท
ห้าเปอร์เซ็นต์เป็นตัวเลขสมมติในตัวอย่างนี้ ไม่ใช่ค่ามาตรฐาน ร้านที่เพิ่งเปิดและยังชงไม่นิ่งจะสูงกว่านี้มาก ส่วนร้านที่อยู่ตัวแล้วจะต่ำกว่า ต้องวัดของตัวเอง เพราะถ้าเดาสูงเกินไปจะตั้งราคาแพงจนขายไม่ออก และถ้าเดาต่ำเกินไปจะขาดทุนแบบไม่รู้ตัว
ความต่างระหว่างการหารกับการคูณเล็กมากตอนของเสียน้อย (ที่ 5% ต่างกันไม่ถึงสองสตางค์) แต่ถ่างออกเร็วเมื่อของเสียสูง ที่ 20% การคูณ 1.20 ให้ 10.84 ขณะที่การหารด้วย 0.80 ให้ 11.29 — และร้านเปิดใหม่คือกลุ่มที่อยู่ในโซนนั้นพอดี

สามก้อนที่มักหายไปจากการคิด
ถ้าจำอะไรจากบทความนี้ได้อย่างเดียว ให้จำสามก้อนนี้ เพราะมันคือของที่มักหลุดจากการคิดต้นทุน

ก้อนที่หนึ่ง ของที่ไม่ได้กิน แก้ว ฝา หลอด ถุงหิ้ว ทิชชู สติกเกอร์ติดหน้าแก้ว ช้อนคน ของพวกนี้จ่ายเงินซื้อทุกชิ้นและใช้ครั้งเดียว ถ้าขายผ่านแอปเดลิเวอรีด้วยจะมีทั้งบรรจุภัณฑ์และค่า GP ที่หักจากยอดขายซ้อนกันอีกชั้น
ก้อนที่สอง ของที่ทิ้งไป นมที่เปิดแล้วใช้ไม่ทัน ไซรัปที่หมดอายุ แก้วที่ชงผิดสูตรแล้วต้องทำใหม่ แก้วที่ลูกค้าเปลี่ยนใจ ก้อนนี้ควบคุมได้ด้วยการจัดการสต๊อกวัตถุดิบที่รัดกุมขึ้น แต่ก่อนจะควบคุมได้ต้องนับก่อน
ก้อนที่สาม ของที่ใช้ไม่ได้จริง คือส่วนต่างระหว่างของที่ซื้อมากับของที่ลงแก้วได้ ผลไม้ที่ต้องปอกและคว้าน กากชาที่กรองทิ้ง กาแฟที่ต้องบดทิ้งตอนตั้งเครื่องเช้า น้ำแข็งที่ละลายในถังก่อนถึงเวลาเสิร์ฟ ก้อนนี้อันตรายที่สุดเพราะไม่มีถังขยะให้เห็น มันหายไปเงียบ ๆ ระหว่างทาง

ในตัวอย่างข้างบน ก้อนที่หนึ่งอยู่ในตารางแล้ว ก้อนที่สองคือห้าเปอร์เซ็นต์ที่หารในขั้นที่ 3 ส่วนก้อนที่สามถูกนับไปแค่บางส่วน — ขั้นที่ 1 ครอบคลุมเฉพาะน้ำที่หายไปกับกากชา แต่น้ำแข็งที่ละลายในถังยังไม่ได้ถูกนับเลย ร้านที่ตักน้ำแข็งจากถังที่ตั้งไว้ทั้งวันต้องตวงเพิ่มเอง ถ้าละลายไป 15% ต้นทุนน้ำแข็งต่อแก้วจะขยับจาก 0.61 เป็น 0.72 บาท
จากต้นทุนไปเป็นราคา ต้องหารด้วยเป้า ไม่ใช่คูณเลขที่จำมา
ได้ต้นทุนต่อแก้ว 9.51 บาทแล้ว ขั้นต่อไปคือแปลงเป็นราคาขาย และนี่คือจุดที่คำแนะนำที่เจอกันทั่วไปทำให้เข้าใจผิด
สูตรที่ถูกคือ ราคาขั้นต่ำ = ต้นทุนต่อแก้ว ÷ เปอร์เซ็นต์ต้นทุนที่ต้องการ
ถ้าตั้งเป้าไว้ที่ 25% ซึ่งเป็นระดับที่ร้านเครื่องดื่มทำได้ (เดี๋ยวจะอธิบายว่าทำไมไม่ใช่ 30%)
- 9.51 ÷ 0.25 = 38.04 บาท ⇒ ในทางปฏิบัติร้านมักขยับให้ลงตัวกับป้ายราคาและกับราคาย่านนั้น เช่นตั้งที่ 39 บาท ซึ่งทำให้ต้นทุนจริงอยู่ที่ 24.4%
ทีนี้ลองเทียบกับวิธีที่ได้ยินบ่อยกว่า คือ "เอาต้นทุนคูณสาม"
- 9.51 × 3 = 28.53 บาท ⇒ ตั้งขายที่ 29 บาท ซึ่งทำให้ต้นทุนจริงอยู่ที่ 32.8%
ส่วนต่างจากวิธีคิดล้วน ๆ (ก่อนขยับราคาให้ลงตัว) คือ 38.04 − 28.53 = 9.51 บาทต่อแก้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ — การคูณสามคือการตั้งเป้าต้นทุนไว้ที่ 33.3% ส่วนการหารด้วย 0.25 คือตั้งเป้าที่ 25% พูดอีกแบบคือ ถ้าอยากได้ต้นทุน 25% ต้องคูณสี่ ไม่ใช่คูณสาม
แต่อย่าเพิ่งคูณร้อยแก้วสามสิบวันแล้วดีใจ เพราะราคาที่ต่างกันเกือบสิบบาททำให้จำนวนแก้วที่ขายได้ไม่เท่ากันด้วย ประเด็นของตัวอย่างนี้ไม่ใช่ว่าจะได้เงินเพิ่มเท่าไหร่ แต่คือการคูณเลขที่จำมาทำให้พลาดเป้าโดยไม่รู้ตัว ส่วนจะขึ้นราคาได้จริงแค่ไหน ตลาดในย่านเป็นคนตอบ
กับดักอีกแบบที่เจอบ่อยไม่แพ้กันคือการบอกว่า "บวกกำไรหกสิบเปอร์เซ็นต์" แล้วเอาต้นทุนคูณด้วย 1.6
- 9.51 × 1.6 = 15.22 บาท
- กำไรที่ได้จริง = (15.22 − 9.51) ÷ 15.22 = 37.5% ไม่ใช่ 60%
เพราะการคูณคือการบวกส่วนเพิ่มจากต้นทุน แต่คำว่ากำไรกี่เปอร์เซ็นต์ที่คนพูดกันมักหมายถึงส่วนแบ่งของราคาขาย สองอย่างนี้ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน และการสลับกันจะให้ราคาที่ต่ำกว่าที่ตั้งใจเสมอ

⚠️ ส่วนต่าง 29.49 บาทนี้ยังไม่ใช่กำไร (39 − 9.51) มันคือเงินที่เหลือไว้จ่ายค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าเครื่องรูดบัตร ค่าซ่อมเครื่อง และภาษี ก่อนจะถึงกระเป๋าเจ้าของ
ร้านที่ค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาทและค่าแรงเดือนละ 20,000 บาท ต้องขายราว 1,187 แก้วต่อเดือน หรือราว 40 แก้วต่อวัน เพียงเพื่อให้เสมอตัว ยังไม่นับกำไรเลยสักบาท — เลขนี้แหละที่ควรคำนวณก่อนตัดสินใจลดราคาโปรโมชั่นทุกครั้ง
แล้วควรตั้งเปอร์เซ็นต์ต้นทุนไว้เท่าไหร่
ช่วง 28–35% ที่ได้ยินกันบ่อยเป็นตัวเลขของ ร้านที่ขายอาหาร ไม่ใช่ของร้านเครื่องดื่มล้วน — แหล่งที่ให้ตัวเลขนี้ระบุคำว่า restaurants ตรง ๆ ส่วนแหล่งที่แจกแจงต้นทุนต่อแก้วจริงให้ตัวเลขต่ำกว่านั้นมาก Bellwether Coffee แจงไว้ว่าเอสเปรสโซราว 13% คาปูชิโนราว 20% ลาเต้ราว 24% ขณะที่อีกแหล่งแนะช่วงที่เหมาะสมไว้ที่ 25–30%
⇒ ร้านเครื่องดื่มที่ตั้งเป้าไว้ที่ 30% เท่าร้านอาหาร เท่ากับตั้งราคาต่ำกว่าที่หมวดนี้ทำได้ ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่มองไม่เห็น เพราะตัวเลขจะรายงานกลับมาว่า "คุมต้นทุนได้ดี"
วิธีที่ใช้ได้จริงกว่าการยึดเปอร์เซ็นต์จากอินเทอร์เน็ตคือ เดินย้อนกลับจากร้านตัวเอง เอาค่าเช่า + ค่าแรง + ค่าไฟต่อเดือน หารด้วยจำนวนแก้วที่ขายได้จริงต่อเดือน จะได้ว่าหนึ่งแก้วต้องเหลือกี่บาทถึงจะอยู่ได้ แล้วค่อยเอาไปเทียบกับราคาที่ย่านนั้นรับได้ ส่วนเปอร์เซ็นต์จากแหล่งต่าง ๆ ใช้เป็นแค่ด่านเช็คว่าตัวเลขของเราหลุดโลกไหม
และเปอร์เซ็นต์วัตถุดิบอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าร้านรอดหรือไม่รอด ตัวที่คุมกำไรจริงคือ prime cost ซึ่งคือวัตถุดิบรวมกับค่าแรง แหล่งที่แนะนำกันมักให้ช่วง 55–65% โดยร้านแบบซื้อกลับหรือหน้าร้านเร็วอยู่ปลายล่าง (55–60%) และร้านที่มีที่นั่งกับพนักงานเสิร์ฟอยู่ปลายบน (60–65%) ร้านเครื่องดื่มส่วนใหญ่เข้าข่ายกลุ่มแรก
ถ้าร้านจด VAT ตัวหารเปลี่ยน
ราคาป้ายที่ร้านไทยติดคือราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ถ้าติดป้าย 39 บาท เงินที่เข้าร้านจริงคือ 39 ÷ 1.07 = 36.45 บาท ทำให้ต้นทุน 9.51 บาทคิดเป็น 26.1% ไม่ใช่ 24.4%
ร้านที่ยังไม่จดควรรู้ไว้ล่วงหน้า เพราะเกณฑ์บังคับจด VAT คือรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งร้านที่ขายวันละร้อยแก้วในราคานี้ (ราว 1.42 ล้านบาทต่อปี) อยู่ห่างเส้นนั้นไม่มาก
ราคาในแอปเดลิเวอรีต้องคิดแยกเสมอ
แอปหักส่วนแบ่งจากยอดขายก่อนเงินถึงร้าน ถ้าถูกหัก 30% ราคาขั้นต่ำที่คำนวณได้สำหรับหน้าร้าน (38.04 บาท) ต้องหารด้วย 0.70 อีกชั้น กลายเป็นราว 54 บาท ไม่ใช่ 39 บาท และยังต้องบวกกล่อง ถุง และซองน้ำตาลที่หน้าร้านไม่ต้องจ่ายเข้าไปอีก เมนูที่เอาราคาหน้าร้านไปใส่ในแอปตรง ๆ คือเมนูที่ยิ่งขายดียิ่งเจ็บ
ถ้าราคาขั้นต่ำสูงกว่าที่ย่านนี้รับไหว
ตัวเลขที่คำนวณได้คือพื้น ไม่ใช่ราคาที่ต้องตั้ง เพดานมาจากตลาด ไม่ได้มาจากเครื่องคิดเลข ก่อนติดป้ายราคาให้เดินดูร้านในรัศมีสักหนึ่งกิโลเมตรว่าเมนูเดียวกันขายกันเท่าไหร่
ถ้าราคาขั้นต่ำที่คำนวณได้สูงกว่าเพดานของย่านนั้น อย่าดันราคาขึ้นไปชน ให้กลับไปแก้ที่ต้นทุนแทน เทียบราคาซัพพลายเออร์เจ้าอื่น สั่งครั้งละมากขึ้นเพื่อลดราคาแก้ว ลดขนาดแก้วลงหนึ่งขั้น หรือยอมรับตรง ๆ ว่าเมนูนั้นไม่ควรอยู่ในร้านนี้ เพราะเมนูที่ขายไม่ออกไม่ได้ทำกำไรศูนย์ แต่ทำกำไรติดลบ จากของที่ซื้อมารอจนหมดอายุ
แก้วใหญ่ควรบวกกี่บาท ต้องคิด ไม่ใช่เดา
เมื่อมีสูตรมาตรฐานแล้ว คำถามที่เคยตอบไม่ได้จะตอบได้ทันที
ใช้สูตรเดิมแต่ขยับเป็นแก้วยี่สิบสองออนซ์ น้ำชาเพิ่มเป็น 250 มล. นมข้นหวานเป็น 40 ก. นมข้นจืดเป็น 28 ก. น้ำตาลเป็น 14 ก. น้ำแข็งเป็น 300 ก. และแก้วกับฝาแพงขึ้นเป็น 3.10 บาท ส่วนหลอดเท่าเดิม
| 16 ออนซ์ | 22 ออนซ์ | |
|---|---|---|
| ต้นทุนวัตถุดิบ + บรรจุภัณฑ์ | 9.03 | 11.92 |
| หารด้วยของเสีย 5% | 9.51 | 12.55 |
ต้นทุนเพิ่มขึ้น 3.04 บาท ถ้าร้านตั้งราคาแก้วใหญ่โดยบวกห้าบาทจาก 39 เป็น 44 บาท กำไรที่เพิ่มขึ้นคือ 1.96 บาทต่อแก้ว และ 1.96 บาทนี้เกือบทั้งก้อนคือกำไรจริง เพราะการอัปไซส์ไม่ได้เพิ่มค่าเช่า ไม่เพิ่มค่าแรง ไม่เพิ่มคิว ไม่เพิ่มที่นั่ง ต่างจากการขายแก้วเล็กเพิ่มอีกใบซึ่งกินเวลาบาริสต้า
เปอร์เซ็นต์ต้นทุนของแก้วใหญ่จะขยับจาก 24.4% เป็น 28.5% ซึ่งดู "แย่ลง" — แต่นี่คือเลขที่ไม่ควรใช้ตัดสินใจเรื่องอัปไซส์ ถ้าไล่ให้เปอร์เซ็นต์เท่าแก้วเล็กจริง ๆ ต้องตั้งแก้วใหญ่ที่ราว 51 บาท คือบวก 12 บาท ซึ่งจะทำให้แทบไม่มีใครอัปไซส์เลย และเสียลูกค้ากลุ่มที่ให้กำไรต่อบิลสูงที่สุดไป
สิ่งที่ควรดูคือ บวกกี่บาทแล้วยังเหลือเป็นบาทมากพอ และลูกค้ายังกดอยู่ ซึ่งเป็นหลักเดียวกับการดูว่าเมนูไหนทำกำไรจริง คือดูกำไรเป็นบาทควบคู่กับเปอร์เซ็นต์เสมอ
อีกก้อนที่ตารางต้นทุนไม่เคยจับได้คือ เวลาชง เมนูที่วัตถุดิบถูกแต่ใช้เวลาสี่นาทีต่อแก้ว ในชั่วโมงที่คิวยาว ต้นทุนจริงของมันคือแก้วอื่นอีกสองสามแก้วที่ชงไม่ทัน เวลาจดสูตร ให้จดเวลาชงต่อแก้วไว้อีกหนึ่งช่อง แล้วดูคู่กับกำไรเป็นบาท เมนูที่ควรดันในชั่วโมงเร่งคือเมนูที่ให้กำไรต่อนาทีสูง ไม่ใช่กำไรต่อแก้วสูง

สรุป
ต้นทุนต่อแก้วไม่ได้ยากที่การคำนวณ แต่ยากที่การมีตัวเลขปริมาณจริงให้คำนวณ ทางเดินคือทำสูตรมาตรฐานที่บันทึกปริมาณและขั้นตอนไว้ก่อน แล้วเดินตามสี่ขั้น คิดของที่ต้องชงผ่านหม้อก่อน ลงของที่เหลือเป็นน้ำหนักต่อแก้วพร้อมบรรจุภัณฑ์ หารด้วยสัดส่วนที่ขายได้จริง แล้วจึงหารด้วยเปอร์เซ็นต์ต้นทุนที่ต้องการเพื่อหาราคาขั้นต่ำ จากนั้นเอาไปชนกับเพดานราคาของย่านตัวเองอีกด่านหนึ่ง
ของที่ต้องทำครั้งเดียวคือชั่งและตวง ของที่ต้องทำซ้ำมีสองอย่าง คือจดของที่ทิ้งไป ซึ่งไม่มีเครื่องมือไหนทำแทนคนได้ และอัปเดตราคาวัตถุดิบเมื่อบิลเปลี่ยน ร้านที่มีสิบยี่สิบเมนู ทำในสมุดหรือ Excel ได้สบายมาก และควรเริ่มจากตรงนั้นด้วยซ้ำ เพราะจะได้เข้าใจตัวเลขของตัวเองจริง ๆ ก่อน จะเริ่มมองหาเครื่องมือช่วยก็ต่อเมื่อเมนูเยอะจนไล่แก้ราคาไม่ไหว หรือมีหลายคนต้องดูตัวเลขชุดเดียวกัน
Ginzii บันทึกสูตรและคิดต้นทุนต่อหน่วยขายได้ตั้งแต่แพ็กฟรี ใช้กับเครื่องดื่มได้เหมือนอาหาร โดยลงวัตถุดิบเป็นกรัมหรือมิลลิลิตร รวมทั้งแก้ว ฝา และหลอด — ยกเว้นของที่ต้องชงเป็นหม้อ ยังต้องคิดต้นทุนต่อมิลลิลิตรเองก่อนหนึ่งครั้งตามขั้นที่ 1 ข้างบน แล้วบันทึกเป็นวัตถุดิบหนึ่งตัว ส่วนการแก้ราคาวัตถุดิบครั้งเดียวแล้วให้ทุกเมนูที่ใช้ของตัวนั้นปรับต้นทุนตามเอง อยู่ในระบบคลังวัตถุดิบซึ่งเริ่มที่แพ็ก Mini ฿99 ต่อเดือน
รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น
กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน
คำนวณต้นทุนต่อจานฟรีหรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
คำถามที่พบบ่อย
- คิดต้นทุนเครื่องดื่มต่อแก้วยังไง
- เดินสี่ขั้น ขั้นแรกคิดของที่ต้องชงเป็นหม้อผ่านหม้อก่อน คือเอาต้นทุนของทั้งหม้อหารด้วยปริมาณที่ตวงได้จริงหลังชง ขั้นที่สองลงวัตถุดิบที่เหลือเป็นน้ำหนักต่อแก้วพร้อมบรรจุภัณฑ์ทั้งแก้ว ฝา และหลอด ขั้นที่สามบวกของที่ชงแล้วขายไม่ได้โดยหารด้วยหนึ่งลบสัดส่วนของเสีย และขั้นที่สี่จึงเอาต้นทุนที่ได้ไปหารด้วยเปอร์เซ็นต์ต้นทุนที่ต้องการเพื่อหาราคาขั้นต่ำ ตัวเลขที่ได้คือพื้น ไม่ใช่ราคาที่ต้องตั้ง
- สูตรมาตรฐานคืออะไร ต่างจากสูตรทั่วไปยังไง
- สูตรมาตรฐานหรือ standardized recipe คือเอกสารที่บันทึกชื่อเมนู ปริมาณที่ได้ ขนาดต่อหนึ่งที่เสิร์ฟ รายการวัตถุดิบพร้อมน้ำหนักหรือปริมาตร และขั้นตอนการทำ เหตุผลที่ต้องมีคือลูกค้าได้ของเหมือนเดิมทุกครั้งและต้นทุนอยู่ในช่วงที่คาดเดาได้ ตำราถือว่าการใส่ราคาต่อหน่วยลงไปด้วยเป็นของเสริม ไม่ใช่องค์ประกอบบังคับ แต่เมื่อใส่แล้วจะใช้คิดต้นทุนต่อหน่วยขายได้ทันที
- ร้านเครื่องดื่มควรคุมต้นทุนวัตถุดิบกี่เปอร์เซ็นต์
- ช่วง 28 ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ที่ได้ยินกันบ่อยเป็นตัวเลขของร้านที่ขายอาหาร ไม่ใช่ของร้านเครื่องดื่มล้วน แหล่งที่แจกแจงต้นทุนต่อแก้วจริงให้ตัวเลขต่ำกว่านั้นมาก เช่นเอสเปรสโซราว 13 เปอร์เซ็นต์ คาปูชิโนราว 20 เปอร์เซ็นต์ ลาเต้ราว 24 เปอร์เซ็นต์ และมีแหล่งที่แนะช่วงเหมาะสมไว้ที่ 25 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทางที่ใช้ได้จริงกว่าคือเดินย้อนกลับจากร้านตัวเอง เอาค่าเช่าบวกค่าแรงบวกค่าไฟต่อเดือนหารด้วยจำนวนแก้วที่ขายได้จริง จะรู้ว่าหนึ่งแก้วต้องเหลือกี่บาทถึงจะอยู่ได้
- ตั้งราคาเครื่องดื่มด้วยการเอาต้นทุนคูณสามได้ไหม
- ได้แต่ต้องรู้ว่ากำลังตั้งเป้าอะไรอยู่ การคูณสามคือการตั้งเป้าต้นทุนไว้ที่ 33.3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับของร้านอาหาร ไม่ใช่ของร้านเครื่องดื่ม ถ้าอยากได้ต้นทุน 25 เปอร์เซ็นต์ต้องหารด้วย 0.25 ซึ่งเท่ากับคูณสี่ ไม่ใช่คูณสาม อีกกับดักที่เจอบ่อยคือการบอกว่าบวกกำไร 60 เปอร์เซ็นต์แล้วเอาต้นทุนคูณด้วย 1.6 ซึ่งได้กำไรจริงเพียง 37.5 เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย เพราะการคูณคือการบวกส่วนเพิ่มจากต้นทุน ส่วนกำไรกี่เปอร์เซ็นต์ที่คนพูดกันมักหมายถึงส่วนแบ่งของราคาขาย
- ราคาขายลบต้นทุนต่อแก้วแล้วคือกำไรเลยไหม
- ไม่ใช่ ต้นทุนต่อแก้วที่คำนวณในบทความนี้คือต้นทุนแปรผันของวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์เท่านั้น ส่วนต่างที่เหลือยังต้องเอาไปจ่ายค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าเครื่องรูดบัตร ค่าซ่อมเครื่อง และภาษี ก่อนจะถึงกระเป๋าเจ้าของ ร้านที่ค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาทและค่าแรงเดือนละ 20,000 บาท ต้องใช้ส่วนต่างต่อแก้วราว 29.49 บาท ขายราว 1,187 แก้วต่อเดือนหรือราว 40 แก้วต่อวันเพียงเพื่อให้เสมอตัว ยังไม่นับกำไร
- ร้านที่จด VAT ต้องคิดต้นทุนต่อแก้วต่างออกไปไหม
- ต้องต่างที่ตัวหาร เพราะราคาป้ายที่ร้านไทยติดคือราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ถ้าติดป้าย 39 บาท เงินที่เข้าร้านจริงคือ 39 หารด้วย 1.07 เท่ากับ 36.45 บาท ทำให้ต้นทุน 9.51 บาทคิดเป็น 26.1 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ 24.4 เปอร์เซ็นต์ตามที่คำนวณจากราคาป้าย ร้านที่ยังไม่จด VAT ควรรู้ไว้ล่วงหน้าเพราะเกณฑ์บังคับจดคือรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งร้านที่ขายวันละร้อยแก้วในราคานี้อยู่ห่างเส้นนั้นไม่มาก
- ขายผ่านแอปเดลิเวอรี ต้องตั้งราคาต่างจากหน้าร้านไหม
- ต้องคิดแยกเสมอ เพราะแอปหักส่วนแบ่งจากยอดขายก่อนเงินถึงร้าน ถ้าถูกหัก 30 เปอร์เซ็นต์ ราคาขั้นต่ำที่หน้าร้านคำนวณได้ 38.04 บาท ต้องหารด้วย 0.70 อีกชั้นกลายเป็นราว 54 บาท ไม่ใช่ 39 บาท และยังต้องบวกกล่อง ถุง และซองน้ำตาลที่หน้าร้านไม่ต้องจ่ายเข้าไปอีก