เจ้าหน้าที่มาตรวจร้าน เขาเช็ดเก็บตัวอย่างจากตรงไหนบ้าง และเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าผ่านหรือไม่ผ่านคือเลขอะไร
ร้านอาหารรู้ว่ามีการตรวจ แต่แทบไม่มีร้านไหนรู้ว่าเจ้าหน้าที่เช็ดเก็บตัวอย่างจากจุดไหน ใช้พื้นที่กี่ตารางเซนติเมตร และห้องแล็บใช้ตัวเลขอะไรตัดสิน บทความนี้เปิดเกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ฉบับที่ใช้อยู่ ทั้งเกณฑ์ของภาชนะ พื้นผิว มือผู้สัมผัสอาหาร และน้ำดื่ม พร้อมสายอำนาจตามกฎหมายว่าถ้าไม่ผ่านแล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ

ร้านอาหารส่วนใหญ่รู้ว่ามีการตรวจ และรู้ว่าเจ้าหน้าที่จะเดินมาพร้อมกล่องอุปกรณ์ เช็ดโน่นเช็ดนี่ แล้วเก็บของกลับไป
แต่ถ้าถามต่อว่าเขาเช็ดจุดไหน ใช้พื้นที่กี่ตารางเซนติเมตร และผลที่ออกมาต้องต่ำกว่าเลขอะไรถึงจะเรียกว่าผ่าน ร้านส่วนใหญ่ตอบไม่ได้
ทั้งที่ตัวเลขทั้งชุดนี้เป็นเอกสารสาธารณะ และร้านเอาไปซ้อมตรวจตัวเองก่อนได้
อำนาจในการเข้ามาตรวจและเก็บตัวอย่าง มาจากไหน
ฐานอำนาจอยู่ใน พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 44 ซึ่งให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นและเจ้าพนักงานสาธารณสุขไว้ 5 ข้อ ข้อที่เกี่ยวกับร้านโดยตรงมีสองข้อ
ข้อ (2) ให้อำนาจ เข้าไปในอาคารหรือสถานที่ใด ๆ ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการ เพื่อตรวจสอบหรือควบคุมให้เป็นไปตามข้อบัญญัติท้องถิ่นหรือตามพระราชบัญญัตินี้ และในการนี้ให้มีอำนาจสอบถามข้อเท็จจริงหรือเรียกหนังสือรับรองการแจ้งหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่
ข้อ (5) ให้อำนาจ เก็บหรือนำสินค้าหรือสิ่งของใด ๆ ที่สงสัยว่าจะไม่ถูกสุขลักษณะหรือจะก่อให้เกิดเหตุรำคาญ จากอาคารหรือสถานที่ใด ๆ เป็นปริมาณตามสมควรเพื่อเป็นตัวอย่างในการตรวจสอบตามความจำเป็นได้ โดยไม่ต้องใช้ราคา
คำว่า โดยไม่ต้องใช้ราคา แปลว่าของที่เก็บไปตรวจ ราชการไม่ต้องจ่ายเงินให้ร้าน ซึ่งเป็นข้อที่ร้านมักไม่รู้และไปเถียงกันหน้างาน
ในทางกลับกันกฎหมายก็กำหนดข้อผูกพันของเจ้าหน้าที่ไว้ด้วย คือ ต้องแสดงบัตรประจำตัวตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวงต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องในขณะปฏิบัติหน้าที่ และฝั่งร้าน ต้องอำนวยความสะดวกตามสมควร
เกณฑ์ที่ห้องแล็บใช้ตัดสิน อยู่ในเอกสารฉบับไหน
เอกสารที่ใช้อ่านผลคือ ประกาศกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เรื่อง เกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร ฉบับที่ 3 ซึ่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ลงนามเมื่อ 11 มกราคม 2560 และเผยแพร่เป็นเล่มโดยสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหารในปีเดียวกัน
ฉบับที่ 3 ระบุวัตถุประสงค์ไว้ชัดเจนกว่าฉบับก่อนหน้า คือใช้สำหรับ อาหาร น้ำ เครื่องดื่ม ภาชนะและมือผู้สัมผัสอาหาร ซึ่งไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522
ประโยคนี้สำคัญ เพราะมันบอกว่าเอกสารนี้เกิดมาเพื่อของที่ ไม่ใช่สินค้าบรรจุขาย นั่นคือของในร้านอาหารพอดี ต่างจากประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ออกตามพระราชบัญญัติอาหาร ซึ่งคุมของบรรจุพร้อมจำหน่าย
เกณฑ์ชุดนี้ไม่ได้เป็นแค่คู่มือ เพราะมีประกาศกระทรวงดึงเข้าไปอ้างไว้
จุดที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าเอกสารของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นเพียงคู่มือทางวิชาการ ซึ่งไม่ใช่
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยอาหารประเภทปรุงสำเร็จ พ.ศ. 2566 เขียนอ้างถึงเกณฑ์ชุดนี้ไว้ถึงสองแห่ง คือท้ายข้อ 5 และท้ายข้อ 6 (4) ด้วยข้อความเดียวกันว่า ทั้งนี้ เกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารประเภทปรุงสำเร็จ ต้องเป็นไปตามประกาศกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่าด้วยการกำหนดเกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร
ความหมายคือ สำหรับตัวอาหารปรุงสำเร็จ เกณฑ์ชุดนี้ถูกดึงเข้ามาเป็นข้อผูกพันตามประกาศกระทรวงแล้ว ไม่ใช่แค่แนวปฏิบัติที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้
ส่วนเกณฑ์ของ ภาชนะ พื้นผิว และมือ ตัวประกาศปี 2566 ไม่ได้เขียนอ้างถึงเป็นการเฉพาะแบบเดียวกับตัวอาหาร แต่ประกาศของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ถูกอ้างถึงนั้นครอบคลุมภาชนะสัมผัสอาหารอยู่ในชื่อเรื่องของตัวมันเอง และเป็นชุดตัวเลขชุดเดียวที่ห้องปฏิบัติการของรัฐใช้แปลผลตัวอย่างเหล่านี้
เรียงสายให้เห็นภาพคือ กฎกระทรวงสุขลักษณะ พ.ศ. 2561 และประกาศอาหารปรุงสำเร็จ พ.ศ. 2566 กำหนดว่าร้านต้องทำอะไร · เกณฑ์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำหนดว่าผลตรวจแค่ไหนเรียกว่าผ่าน · และพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ให้อำนาจเข้าตรวจ เก็บตัวอย่าง และสั่งการ
ตัวเลขที่ใช้ตัดสิน
ภาชนะสัมผัสอาหาร
เอกสารยกตัวอย่างไว้ว่า จาน ชาม ถ้วย แก้วน้ำ และตะเกียบ เป็นต้น ซึ่งเป็นการยกตัวอย่าง ไม่ใช่รายการปิด และจากวิธีเก็บตัวอย่างท้ายเอกสารจะเห็นว่ารวมมีด เขียง ช้อนส้อม และหม้อด้วย
| รายการตรวจ | เกณฑ์ |
|---|---|
| จำนวนจุลินทรีย์ CFU ต่อชิ้นภาชนะหรือต่อคู่ | น้อยกว่า 1,000 |
| Staphylococcus aureus ต่อชิ้นภาชนะหรือต่อคู่ | ไม่พบ |
| Salmonella spp. ต่อชิ้นภาชนะหรือต่อคู่ | ไม่พบ |
พื้นผิวสัมผัสอาหาร
เอกสารยกตัวอย่างไว้ว่า พื้นผิวโต๊ะประกอบอาหาร เป็นต้น
| รายการตรวจ | เกณฑ์ |
|---|---|
| จำนวนจุลินทรีย์ CFU ต่อตารางเซนติเมตร | น้อยกว่า 100 |
| Escherichia coli ต่อ 50 ตารางเซนติเมตร | ไม่พบ |
| Staphylococcus aureus ต่อ 50 ตารางเซนติเมตร | ไม่พบ |
| Salmonella spp. ต่อ 50 ตารางเซนติเมตร | ไม่พบ |
| Clostridium perfringens ต่อ 50 ตารางเซนติเมตร | ไม่พบ |
| Bacillus cereus ต่อ 50 ตารางเซนติเมตร | ไม่พบ |
มือผู้สัมผัสอาหาร
| รายการตรวจ | เกณฑ์ |
|---|---|
| จำนวนจุลินทรีย์ CFU ต่อมือ | น้อยกว่า 500 |
| Escherichia coli หรือ Fecal coliforms ต่อมือ | ไม่พบ |
| Staphylococcus aureus ต่อมือ | ไม่พบ |
| Salmonella spp. ต่อมือ | ไม่พบ |
ตัวเลข 500 กับ 1,000 เอามาเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ เพราะตัวหารคนละอย่าง คือของมือเป็นต่อทั้งมือ ส่วนของภาชนะเป็นต่อชิ้น และหมายเหตุท้ายเอกสารยังระบุว่าการตรวจมือ ควรทดสอบหลังการล้างทำความสะอาดมือแล้ว แปลว่าเลข 500 เป็นเกณฑ์ของมือที่เพิ่งล้างเสร็จ ไม่ใช่มือที่ทำงานมาทั้งวัน
น้ำดื่มและเครื่องดื่มที่ไม่ได้บรรจุปิดสนิท
หมวดนี้รวมน้ำที่ร้านกรองเองแล้วเสิร์ฟ ซึ่งเป็นของที่แทบไม่มีร้านไหนคิดว่าจะถูกตรวจ
| รายการตรวจ | เกณฑ์ |
|---|---|
| Coliforms MPN ต่อ 100 มิลลิลิตร | น้อยกว่า 10 |
| Escherichia coli ต่อ 100 มิลลิลิตร | ไม่พบ |
| Staphylococcus aureus ต่อ 100 มิลลิลิตร | ไม่พบ |
| Salmonella spp. ต่อ 100 มิลลิลิตร | ไม่พบ |
| Clostridium perfringens ต่อ 100 มิลลิลิตร | ไม่พบ |
ส่วนเครื่องดื่มที่ไม่ได้บรรจุปิดสนิท เช่น น้ำผลไม้ น้ำหวาน ชา และกาแฟ มีเกณฑ์แยกอีกชุด ที่ใช้บ่อยคือ จำนวนยีสต์น้อยกว่า 5,000 CFU ต่อมิลลิลิตร และ จำนวนราน้อยกว่า 100 CFU ต่อมิลลิลิตร โดยต้องไม่พบ Escherichia coli ต่อมิลลิลิตร และไม่พบ Staphylococcus aureus ต่อ 0.1 มิลลิลิตร
ร้านกาแฟกับร้านชานมที่คิดว่าตัวเองอยู่นอกสายตาการตรวจ อยู่ในหมวดนี้เต็ม ๆ
เขาเช็ดตรงไหน และเช็ดเท่าไร
ส่วนนี้คือสิ่งที่แทบไม่มีใครเอามาเขียนให้ร้านอ่าน ทั้งที่มันคือวิธีที่กำหนดไว้ในเอกสารเอง
จำนวนที่สุ่ม ของชนิดเดียวกันสุ่ม 4 ชิ้นต่อตัวอย่าง ตะเกียบสุ่ม 4 คู่ ช้อนส้อมถ้าตรวจแยกให้สุ่มอย่างละ 4 ชิ้น ถ้าตรวจเป็นคู่ให้สุ่ม 4 คู่ ส่วนของที่ใช้เพียงชิ้นเดียวอย่าง เขียงและมีด ให้สุ่ม 1 ชิ้น
วิธีเช็ด ใช้ไม้ swab 1 ไม้ต่อ 1 ตัวอย่าง แล้วเช็ดตามนี้
- แก้วน้ำ ถ้วยกาแฟ เช็ดส่วนที่สัมผัสของเหลวด้านในภาชนะ
- จาน ชาม ถ้วย หม้อ เช็ดส่วนที่สัมผัสอาหารด้านในภาชนะ
- ตะเกียบ เช็ดโดยรอบจากปลายขึ้นมา 1 นิ้วครึ่ง
- ช้อนส้อม เช็ดส่วนที่สัมผัสอาหารทั้งสองด้าน
- มีด เช็ดส่วนที่ใช้ตัดอาหารทั้งสองด้าน
- เขียง ถาด เช็ดตรงกลางภาชนะ พื้นที่ 50 ตารางเซนติเมตร
- พื้นผิว เช็ดพื้นที่ 50 ตารางเซนติเมตร เช่น 2 คูณ 25 หรือ 5 คูณ 10 ตารางเซนติเมตร
- มือ เช็ดมือที่สัมผัสอาหารข้างที่ถนัด มือเดียว โดยหงายฝ่ามือขึ้น
รายการนี้อ่านแล้วจะเห็นทันทีว่า จุดที่ถูกเช็ดคือจุดที่สัมผัสอาหารจริง ไม่ใช่จุดที่มองเห็นว่าสกปรก แก้วที่ด้านนอกเงาแต่ด้านในมีคราบ จึงไม่ช่วยอะไรเลย
ถ้าไม่ผ่านแล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ
หลายร้านกลัวว่าตรวจไม่ผ่านแล้วจะโดนปิดทันที ซึ่งไม่ใช่กรณีทั่วไป กฎหมายวางขั้นไว้เป็นลำดับ
ขั้นแรก มาตรา 45 ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่น สั่งให้แก้ไขหรือปรับปรุงให้ถูกต้อง โดยคำสั่งต้องกำหนดระยะเวลาที่ต้องปฏิบัติตาม ไม่น้อยกว่า 7 วัน ยกเว้นกรณีที่สั่งให้หยุดดำเนินกิจการทันที ซึ่งใช้เมื่อการดำเนินกิจการนั้น จะก่อให้เกิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าจะเกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน
ขั้นที่สอง มาตรา 59 ถ้าผู้รับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจ สั่งพักใช้ใบอนุญาตได้ภายในเวลาที่เห็นสมควร แต่ต้องไม่เกิน 15 วัน
ขั้นที่สาม มาตรา 60 เพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งใช้ได้หลายกรณี ทั้งเมื่อ ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตตั้งแต่สองครั้งขึ้นไปและมีเหตุที่จะต้องถูกสั่งพักใช้อีก เมื่อต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และเมื่อการดำเนินกิจการนั้นก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งกรณีหลังนี้ไม่ต้องรอให้ถูกพักใช้ครบสองครั้งก่อน
และตาม มาตรา 62 ผู้ถูกเพิกถอนใบอนุญาต จะขอรับใบอนุญาตสำหรับกิจการที่ถูกเพิกถอนอีกไม่ได้ จนกว่าจะพ้นกำหนด 1 ปี
ส่วนโทษที่หนักที่สุดในสายนี้อยู่ที่ มาตรา 84 คือผู้รับใบอนุญาตที่ ดำเนินกิจการในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละ 25,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน
อีกข้อที่ร้านควรรู้คือสิทธิอุทธรณ์ตาม มาตรา 66 แต่ต้องอ่านให้ครบสามข้อ ไม่งั้นอันตรายกว่าไม่รู้
ข้อแรก ต้องอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง
ข้อสอง ตัวบทเขียนไว้ตรงตัวว่า การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุทุเลาการบังคับตามคำสั่ง เว้นแต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะเห็นสมควรให้ทุเลาไว้ชั่วคราว แปลว่า ยื่นอุทธรณ์แล้วคำสั่งยังมีผลอยู่
ข้อสาม และเป็นข้อที่สำคัญที่สุด มาตรา 66 ระบุคำสั่งที่อุทธรณ์ได้ไว้เป็นรายมาตรา ซึ่งรวมคำสั่งให้แก้ไขตามมาตรา 45 และคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต แต่ไม่มีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตตามมาตรา 59 อยู่ในรายการนั้น
รวมสามข้อแล้วหมายความว่า ถ้าถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต ห้ามเปิดขายต่อโดยคิดว่ายื่นอุทธรณ์ไว้แล้ว เพราะการเปิดขายระหว่างถูกสั่งพักใช้คือความผิดตามมาตรา 84 ซึ่งมีโทษจำคุก
เจ็ดอย่างที่ร้านทำได้ตั้งแต่กะพรุ่งนี้
หนึ่ง ซ้อมตรวจตัวเองด้วยจุดเดียวกับที่เขาเช็ด ไม่ต้องมีแล็บก็ทำได้ ให้ไล่ดูด้านในแก้ว ด้านในชาม ส่วนที่ใช้ตัดของมีด และกลางเขียง ถ้ามีคราบหรือรอยลื่นตรงจุดพวกนี้ แปลว่าจุดที่จะถูกเช็ดยังไม่ผ่าน
สอง เอาเกณฑ์ของมือมาตั้งเป็นมาตรฐานของร้าน ข้อที่ใช้ได้จริงไม่ใช่ตัวเลข 500 แต่คือรายการที่ต้องไม่พบ ซึ่งได้แก่ Escherichia coli หรือ Fecal coliforms ซึ่งเป็นกลุ่มเชื้อที่มาจากทางเดินอาหาร แปลตรง ๆ คือเกณฑ์นี้จับเรื่องการล้างมือหลังเข้าห้องน้ำ
สาม อย่าลืมน้ำกรองกับเครื่องดื่ม ไส้กรองที่ไม่เคยเปลี่ยนคือจุดที่ทำให้ Coliforms ขึ้น และเป็นของที่ตรวจได้ง่ายที่สุดเพราะแค่รองน้ำใส่ขวด ร้านกาแฟและร้านชานมอยู่ในหมวดนี้เต็ม ๆ ทั้งนี้ข้อกำหนดที่ผูกพันร้านเรื่องคุณภาพน้ำดื่มโดยตรงอยู่ในกฎกระทรวงสุขลักษณะ พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดว่าน้ำดื่มและน้ำที่ใช้ปรุงเครื่องดื่มต้องมีคุณภาพไม่ต่ำกว่าเกณฑ์คุณภาพน้ำบริโภคของกรมอนามัย ซึ่งเป็นคนละชุดกับเกณฑ์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ห้องแล็บใช้แปลผลตัวอย่าง
สี่ ทำขั้นฆ่าเชื้อภาชนะให้เป็นขั้นตอนจริง เกณฑ์ 1,000 CFU ต่อชิ้นไม่ได้มาจากการล้างด้วยน้ำยาอย่างเดียว ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยอาหารประเภทปรุงสำเร็จ พ.ศ. 2566 ข้อ 11 (5) ให้ทางเลือกไว้แล้วคือน้ำร้อน 80 องศาเซลเซียส 2 นาที หรือคลอรีน 50 ถึง 200 ส่วนในล้านส่วน อย่างน้อย 1 นาที แล้วล้างน้ำให้สะอาด หรือใช้สารเคมีสำหรับฆ่าเชื้อโรคติดต่อ
ห้า เลิกใช้ผ้าเช็ดภาชนะที่ล้างเสร็จ เพราะจุดที่ถูกเช็ดเก็บตัวอย่างคือด้านในภาชนะ ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่ผ้าไปสัมผัสเป็นจุดสุดท้าย
หก เก็บหลักฐานว่าทำอะไรไปแล้ว ถ้าถูกสั่งแก้ไขตามมาตรา 45 ระยะเวลาที่ให้คือไม่น้อยกว่า 7 วัน การมีบันทึกว่าเปลี่ยนไส้กรองวันไหน อบรมพนักงานวันไหน ทำให้การแสดงว่าแก้ไขแล้วเป็นเรื่องง่าย
เจ็ด รู้สิทธิของตัวเอง เจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัว และถ้าไม่พอใจคำสั่ง มาตรา 66 ให้อุทธรณ์เป็นหนังสือได้ การรู้ข้อนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อไปมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ แต่มีไว้เพื่อไม่ต้องกลัวจนยอมทุกอย่างโดยไม่เข้าใจ
สรุปให้สั้นที่สุด
เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจและเก็บตัวอย่างได้ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 44 และของที่เก็บไปไม่ต้องจ่ายเงินให้ร้าน
เกณฑ์ที่ห้องแล็บใช้ตัดสินอยู่ในเกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร ฉบับที่ 3 ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตัวเลขหลักคือ ภาชนะน้อยกว่า 1,000 CFU ต่อชิ้น พื้นผิวน้อยกว่า 100 CFU ต่อตารางเซนติเมตร และมือน้อยกว่า 500 CFU ต่อมือ โดยทั้งสามหมวดต้องตรวจไม่พบเชื้อก่อโรคที่ระบุไว้
จุดที่ถูกเช็ดคือจุดที่สัมผัสอาหารจริง ด้านในแก้ว ด้านในชาม คมมีด และกลางเขียงในพื้นที่ 50 ตารางเซนติเมตร ไม่ใช่จุดที่มองเห็นว่าสกปรก และน้ำกรองของร้านเองก็อยู่ในเกณฑ์ด้วย
ถ้าไม่ผ่าน กฎหมายให้แก้ไขก่อนโดยมีเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน แล้วจึงพักใช้ใบอนุญาตไม่เกิน 15 วัน และเพิกถอนเป็นขั้นสุดท้าย ซึ่งขอใหม่ไม่ได้จนพ้น 1 ปี
เปิดตัวบทที่อ้างถึงข้างต้นได้ที่ หน้ารวมกฎหมายอาหารสำหรับร้านอาหาร
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- ผ้าเช็ดโต๊ะกับฟองน้ำล้างจานคือของที่เดินทางไปทั่วร้าน — ของที่ทำให้ผลตรวจภาชนะไม่ผ่านบ่อยที่สุด
- ล้างไก่ก่อนปรุงทำให้อ่างปนเปื้อนจริง — เกณฑ์ของมือกับเส้นทางที่เชื้อเดินทางในครัว
- ของถุงสำเร็จรูปที่ร้านซื้อมาใช้ทุกวัน กฎหมายคุมไม่เท่ากัน — เกณฑ์อีกชุดที่ใช้กับของบรรจุขาย ไม่ใช่ของในร้าน
- น้ำแข็งในร้านอาหาร กฎหมายฉบับใหม่ปี 2568 เปลี่ยนอะไร — ของอีกอย่างที่ร้านไม่คิดว่าจะถูกตรวจ
- ชาเย็นแก้วเช้ากับแก้วบ่ายรสไม่เท่ากัน — เกณฑ์หมวดเครื่องดื่มกับน้ำกรอง และกรอบสองชั่วโมงของถังชา
ร้านที่ต้องเก็บหลักฐานว่าทำอะไรไปแล้วบ้างเพื่อยืนยันกับเจ้าหน้าที่ เริ่มจากการมีบันทึกที่ค้นย้อนหลังได้ Ginzii เป็นระบบขายหน้าร้านที่เก็บข้อมูลการขายและสต๊อกให้อัตโนมัติตั้งแต่บิลแรก และมีแพ็กเกจฟรีให้เริ่มได้โดยไม่ต้องจ่าย
แหล่งอ้างอิง
ทุกฉบับเปิดไฟล์ต้นทางอ่านเองเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 ตัวเลขในตารางเกณฑ์อ่านจากภาพหน้าเอกสารเพราะการถอดข้อความอัตโนมัติทำให้ค่าสลับคอลัมน์
- ประกาศกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เรื่อง เกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร ฉบับที่ 3 (PDF 24.8 MB) — ที่มาของค่าที่แล็บใช้เทียบตัวอย่างที่สุ่มจากร้าน เช่น ภาชนะสัมผัสอาหารน้อยกว่า 1,000 CFU ต่อชิ้นหรือต่อคู่ และต้องไม่พบ S. aureus กับ Salmonella
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ การควบคุมคุณภาพและการจัดการสุขลักษณะของการจำหน่ายอาหารประเภทปรุงสำเร็จ ในสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2566 (PDF) — ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนพิเศษ 147 ง วันที่ 22 มิถุนายน 2566 เป็นฉบับที่ดึงเกณฑ์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เข้ามาเป็นข้อผูกพันเฉพาะหมวดอาหารปรุงสำเร็จ และเป็นที่มาของวิธีล้างและฆ่าเชื้อภาชนะ
- พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 (PDF) — มาตรา 44 ว่าด้วยอำนาจเจ้าพนักงานในการเข้าตรวจและเก็บตัวอย่างโดยไม่ต้องใช้ราคา รวมถึงหน้าที่ของร้านในการอำนวยความสะดวก
รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น
กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน
คำนวณต้นทุนต่อจานฟรีหรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
บทความนี้มีประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนที่ทำร้านได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
- เจ้าหน้าที่เข้ามาเก็บตัวอย่างในร้านได้เลยหรือ ต้องขออนุญาตก่อนไหม
- เข้าได้ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 44 ให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นและเจ้าพนักงานสาธารณสุขไว้หลายข้อ ข้อ (2) คือเข้าไปในอาคารหรือสถานที่ใด ๆ ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการ เพื่อตรวจสอบหรือควบคุมให้เป็นไปตามข้อบัญญัติท้องถิ่นหรือตามพระราชบัญญัตินี้ และข้อ (5) คือเก็บหรือนำสินค้าหรือสิ่งของใด ๆ ที่สงสัยว่าจะไม่ถูกสุขลักษณะ เป็นปริมาณตามสมควรเพื่อเป็นตัวอย่างในการตรวจสอบ โดยไม่ต้องใช้ราคา แปลว่าของที่เก็บไปตรวจไม่ต้องจ่ายเงินให้ร้าน ส่วนตัวเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ และร้านต้องอำนวยความสะดวกตามสมควร
- เกณฑ์ของจานชามที่ใช้ตัดสินคือเท่าไร
- ตามเกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร ฉบับที่ 3 ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หมวดภาชนะสัมผัสอาหาร ซึ่งยกตัวอย่างไว้ว่าจาน ชาม ถ้วย แก้วน้ำ และตะเกียบ เป็นต้น กำหนดจำนวนจุลินทรีย์ไว้ที่น้อยกว่า 1,000 CFU ต่อชิ้นภาชนะหรือต่อคู่ และต้องตรวจไม่พบ Staphylococcus aureus กับ Salmonella spp. ต่อชิ้นภาชนะหรือต่อคู่
- เกณฑ์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นแค่คู่มือ หรือมีผลตามกฎหมาย
- ไม่ได้เป็นแค่คู่มือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการจำหน่ายอาหารประเภทปรุงสำเร็จในสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2566 เขียนอ้างถึงไว้สองแห่ง คือท้ายข้อ 5 และท้ายข้อ 6 (4) ด้วยข้อความว่า ทั้งนี้ เกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารประเภทปรุงสำเร็จ ต้องเป็นไปตามประกาศกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่าด้วยการกำหนดเกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร แปลว่าสำหรับตัวอาหารปรุงสำเร็จ เกณฑ์ชุดนี้ถูกดึงเข้ามาเป็นข้อผูกพันตามประกาศกระทรวงแล้ว ส่วนเกณฑ์ของภาชนะ พื้นผิว และมือ ประกาศปี 2566 ไม่ได้อ้างถึงเป็นการเฉพาะ แต่เป็นชุดตัวเลขที่ห้องปฏิบัติการของรัฐใช้แปลผลตัวอย่างเหล่านี้อยู่
- เกณฑ์ของมือคนทำอาหารคือเท่าไร
- หมวดมือผู้สัมผัสอาหารกำหนดจำนวนจุลินทรีย์ไว้ที่น้อยกว่า 500 CFU ต่อมือ และต้องตรวจไม่พบ Escherichia coli หรือ Fecal coliforms ต่อมือ ไม่พบ Staphylococcus aureus ต่อมือ และไม่พบ Salmonella spp. ต่อมือ วิธีเก็บคือเช็ดมือข้างที่ถนัดเพียงข้างเดียว โดยหงายฝ่ามือขึ้น
- เขาเช็ดเขียงตรงไหน และเช็ดพื้นที่เท่าไร
- เอกสารระบุวิธีไว้ทีละชนิด สำหรับเขียงและถาดให้เช็ดตรงกลางภาชนะ พื้นที่ 50 ตารางเซนติเมตร ส่วนมีดให้เช็ดส่วนที่ใช้ตัดอาหารทั้งสองด้าน แก้วน้ำและถ้วยกาแฟให้เช็ดส่วนที่สัมผัสของเหลวด้านในภาชนะ จาน ชาม ถ้วย หม้อ ให้เช็ดส่วนที่สัมผัสอาหารด้านในภาชนะ ช้อนส้อมเช็ดส่วนที่สัมผัสอาหารทั้งสองด้าน ตะเกียบเช็ดโดยรอบจากปลายขึ้นมา 1 นิ้วครึ่ง และการสุ่มใช้ 4 ชิ้นต่อตัวอย่าง ยกเว้นของที่ใช้ชิ้นเดียวอย่างเขียงและมีดให้สุ่ม 1 ชิ้น
- น้ำเปล่าที่ร้านเสิร์ฟให้ลูกค้ามีเกณฑ์ด้วยไหม
- มี หมวดน้ำดื่มที่ไม่ได้บรรจุในภาชนะปิดสนิท ซึ่งรวมถึงน้ำที่ผ่านเครื่องกรองของร้านเอง กำหนด Coliforms ไว้ที่น้อยกว่า 10 MPN ต่อ 100 มิลลิลิตร และต้องตรวจไม่พบ Escherichia coli, Staphylococcus aureus, Salmonella spp. และ Clostridium perfringens ต่อ 100 มิลลิลิตร ส่วนเครื่องดื่มที่ไม่ได้บรรจุปิดสนิทอย่างน้ำผลไม้ น้ำหวาน ชา และกาแฟ มีเกณฑ์แยกอีกชุด เช่น จำนวนยีสต์น้อยกว่า 5,000 CFU ต่อมิลลิลิตร และจำนวนราน้อยกว่า 100 CFU ต่อมิลลิลิตร
- ถ้าตรวจไม่ผ่านแล้วเกิดอะไรขึ้น ปิดร้านเลยไหม
- ไม่ได้ปิดทันทีในกรณีทั่วไป พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 45 ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นสั่งให้แก้ไขหรือปรับปรุงให้ถูกต้องก่อน โดยคำสั่งต้องกำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน เว้นแต่กรณีที่สั่งให้หยุดดำเนินกิจการทันที ซึ่งใช้เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าจะเกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน ถ้ายังไม่แก้ มาตรา 59 ให้อำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้ไม่เกิน 15 วัน และถ้าถูกสั่งพักใช้ตั้งแต่สองครั้งขึ้นไปแล้วยังมีเหตุอีก มาตรา 60 ให้อำนาจเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งตามมาตรา 62 จะขอใบอนุญาตใหม่ไม่ได้จนกว่าจะพ้น 1 ปี