Ginzii
จัดการร้าน

ทำไมหน่อไม้ปี๊บกับหมูยอต้องต้มก่อนใช้ ทั้งที่ของยังไม่เสีย

หน่อไม้ปี๊บ หน่อไม้ต้มบรรจุถุง หมูยอ และของดองกระป๋อง เป็นของที่ร้านเปิดแล้วใช้ต่อทันทีโดยไม่ผ่านความร้อน ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคโบทูลิซึมในไทยมาแล้วหลายครั้ง บทความนี้อธิบายว่าทำไมสารพิษตัวนี้ดมไม่รู้ ชิมไม่ออก ทำไมหน่อไม้ถึงเป็นตัวปัญหาซ้ำ ๆ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่ปี 2569 กำหนดอะไรไว้ และต้มนานเท่าไหร่ถึงเรียกว่าพอ

ทีม Ginziiอ่าน 12 นาที
แชร์
ครัวหลังร้านอาหาร มีปี๊บหน่อไม้เปิดฝาและถุงพลาสติกมัดปากใส่หน่อไม้วางบนโต๊ะสเตนเลส ข้าง ๆ เป็นหม้อน้ำเดือดพวยพุ่งไอน้ำ และมือพ่อครัวกำลังหย่อนกระชอนหน่อไม้ลงหม้อ
ระหว่างปี๊บกับจาน ควรมีหม้อน้ำเดือดคั่นอยู่หนึ่งใบเสมอ

ของหลายอย่างในครัวร้านอาหารไทยมาในสภาพพร้อมใช้ หน่อไม้ต้มในปี๊บ หน่อไม้ต้มบรรจุถุงจากตลาดสด หมูยอ แหนม ผักกาดดองกระป๋อง เปิดออกมาก็หั่นลงจานได้เลย

และเพราะเปิดออกมาแล้วมันดูปกติ กลิ่นปกติ ชิมแล้วปกติ คนทำอาหารจึงไม่มีเหตุผลจะไปต้มมันซ้ำ

ปัญหาคือของกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคโบทูลิซึมในประเทศไทยมาแล้วหลายครั้ง และครั้งที่ใกล้ร้านอาหารที่สุดไม่ใช่หน่อไม้ แต่เป็นยำหมูยอ

ของที่ยังไม่เสีย ทำไมถึงทำให้คนตายได้

เพราะสิ่งที่อันตรายไม่ใช่ตัวเชื้อ แต่เป็นสารพิษที่เชื้อสร้างทิ้งไว้ และสารพิษตัวนี้ไม่แสดงตัวออกมาทางประสาทสัมผัสเลย

รายงานการสอบสวนโรคอาหารเป็นพิษโบทูลิซึมจากหมูยอ ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เขียนไว้ตรงตัวว่าสารพิษโบทูลินัมเป็น สารพิษที่มีพิษร้ายแรง ซึ่งไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส

ประโยคนี้ทำลายวิธีตรวจของที่ครัวใช้กันทุกวันพร้อมกันสามอย่าง คือดู ดม และชิม

ของที่บูดจากเชื้ออื่นจะส่งสัญญาณ เมือก กลิ่นเปรี้ยว ฟอง สีเปลี่ยน แต่ปี๊บหน่อไม้ที่มีสารพิษโบทูลินัมอาจเปิดออกมาแล้วเหมือนปี๊บที่ปลอดภัยทุกประการ

สิ่งที่ดูได้จริงจึงไม่ใช่ตัวอาหาร แต่เป็นสภาพภาชนะและประวัติของมัน

เชื้อตัวนี้ต่างจากเชื้ออาหารเป็นพิษตัวอื่นตรงไหน

ต่างสามข้อ และทั้งสามข้อคือเหตุผลที่ของในปี๊บอันตรายกว่าของในตะกร้า

เอกสารเรื่องโรคโบทูลิซึ่มในหนังสือยาต้านพิษ 2 ของศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า เชื้อ Clostridium botulinum เป็นแบคทีเรียที่ เติบโตได้ในสภาวะไร้ออกซิเจนเท่านั้น

ข้อแรกจึงเป็นเรื่องอากาศ ปี๊บที่ปิดสนิท ถุงพลาสติกที่รัดแน่น กระป๋องที่ผนึกแล้ว ล้วนเป็นบ้านที่เหมาะกับเชื้อตัวนี้มากกว่าถาดเปิดในครัว ตรงข้ามกับสัญชาตญาณที่บอกว่าของที่ปิดมิดชิดคือของที่ปลอดภัยกว่า

ข้อที่สองคือรูปสปอร์ เอกสารฉบับเดียวกันระบุว่าเมื่ออยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะกับการเจริญเติบโต เชื้อจะอยู่ในรูปสปอร์ซึ่งทนความร้อนได้ดี และ การทำลายเชื้อในรูปสปอร์ต้องใช้อุณหภูมิมากกว่า 120 องศาเซลเซียส เป็นเวลานานกว่า 30 นาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่รายงานเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาของกรมควบคุมโรคใช้เหมือนกัน

ตัวเลขนี้เป็นเกณฑ์ทางคลินิกที่เผื่อความปลอดภัยไว้สูง ส่วนฝั่งอุตสาหกรรมใช้วิธีคิดคนละแบบซึ่งจะพูดถึงในหัวข้อกฎหมาย แต่สิ่งที่ทั้งสองฝั่งพูดตรงกันและเป็นสิ่งเดียวที่ครัวต้องรู้คือ อุณหภูมิที่ฆ่าสปอร์ได้อยู่ในช่วง 115 ถึง 121 องศาเซลเซียส ซึ่งมีเฉพาะในหม้อฆ่าเชื้อความดัน

น้ำเดือดในครัวอยู่ที่ 100 องศาเซลเซียส ไม่ว่าจะต้มนานแค่ไหน อุณหภูมิก็ไม่ขึ้นไปถึงจุดนั้น แปลว่าครัวร้านอาหารไม่มีทางฆ่าสปอร์ได้ และไม่ต้องพยายาม

ข้อที่สามคือสารพิษที่สปอร์งอกแล้วสร้างขึ้น ซึ่งกลับกันกับสปอร์ตรงที่ ทนความร้อนไม่เก่ง ตารางเปรียบเทียบในเอกสารของรามาธิบดีเขียนคุณสมบัติของพิษโบทูลินัมไว้ว่า ถูกทำลายด้วยความร้อน

สามข้อนี้รวมกันได้ข้อสรุปที่ใช้ทำงานได้จริง คือครัวฆ่าสปอร์ไม่ได้ แต่ทำลายสารพิษได้ และนั่นคือเหตุผลทั้งหมดที่ต้องต้มก่อนใช้

แผนภาพเปรียบเทียบสปอร์กับสารพิษของเชื้อโบทูลินัม ฝั่งซ้ายคือสปอร์ที่ต้องใช้ความร้อน 115 ถึง 121 องศาเซลเซียสซึ่งครัวทำไม่ได้ ฝั่งขวาคือสารพิษที่ทำลายได้ด้วยน้ำเดือด 10 ถึง 20 นาที พร้อมตารางค่าความเป็นกรดด่างของหน่อไม้แต่ละแบบเทียบกับเส้น 4.6 และข้อควรระวังในการเก็บของที่ต้มแล้ว
ครัวจัดการได้อย่างเดียวคือสารพิษ ส่วนสปอร์เป็นงานของโรงงาน

ที่น่าสนใจคือเรื่องนี้กลับด้านกับของอีกหลายอย่างที่ร้านเจอ เช่น ฮิสตามีนในปลาทูปลาโอ ซึ่งเป็นสารที่ต้มเท่าไรก็ไม่สลาย สำหรับกลุ่มนั้นการอุ่นซ้ำไม่ช่วยอะไรเลย แต่สำหรับโบทูลินัม การอุ่นซ้ำคือมาตรการหลัก ส่วนอะฟลาทอกซินในถั่วลิสงป่นและพริกป่น ก็อยู่ฝั่งเดียวกับฮิสตามีน คือความร้อนลบได้ไม่หมด

ทำไมหน่อไม้ถึงเป็นตัวปัญหาซ้ำ ๆ ในไทย

เพราะหน่อไม้อยู่ผิดฝั่งของเส้นแบ่งสำคัญเส้นเดียวในเรื่องนี้ คือค่าพีเอช 4.6

องค์การอนามัยโลกระบุไว้ในเอกสารข้อเท็จจริงเรื่องโบทูลิซึมว่า เชื้อ C. botulinum จะไม่เจริญในสภาพเป็นกรด คือพีเอชต่ำกว่า 4.6

ตารางค่าพีเอชโดยประมาณของอาหาร ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ ระบุค่าของหน่อไม้ไว้ที่ 5.10 ถึง 6.20 ทั้งช่วงอยู่เหนือเส้น 4.6

หน่อไม้ต้มจึงเป็นอาหารที่เชื้อตัวนี้เติบโตได้สบาย และเมื่อเอาไปอัดปี๊บหรือใส่ถุงมัดปากซึ่งเป็นสภาพไร้อากาศ ก็ครบเงื่อนไขทุกข้อที่เชื้อต้องการ

เส้น 4.6 เส้นเดียวกันนี้เป็นเส้นที่ใช้ตัดสินความปลอดภัยของ น้ำจิ้มที่ร้านทำเอง ด้วย ต่างกันตรงที่น้ำจิ้มมีโอกาสอยู่ใต้เส้นถ้าเปรี้ยวพอ ส่วนหน่อไม้ต้มไม่มีทางอยู่ใต้เส้นเลย

แล้วหน่อไม้ดองล่ะ ปลอดภัยกว่าไหม

ขึ้นอยู่กับว่าดองแบบไหน และคำว่าดองในภาษาพูดรวมของสองอย่างที่อยู่คนละฝั่งของเส้นไว้ด้วยกัน

ตารางของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐแยกรายการ หน่อไม้ที่ผ่านการถนอม ไว้ที่ 3.50 ถึง 4.60 ซึ่งอยู่ใต้เส้นหรือแตะเส้นพอดี แต่ตัวเลขนั้นเป็นของฝั่งสหรัฐ

งานที่วัดหน่อไม้ดองของไทยจริงคืองานของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ตีพิมพ์ในวารสารวนศาสตร์ไทย ซึ่งเอาหน่อไม้ชุดเดียวกันไปทำสองแบบแล้ววัดค่าเทียบกัน

แบบค่าพีเอชที่วัดได้อยู่ฝั่งไหนของเส้น 4.6
หน่อไม้ดองเค็ม4.76 – 5.27 และ 4.61 – 5.08เหนือเส้น คือฝั่งที่เชื้อโตได้
หน่อไม้ดองเปรี้ยว (หมัก 15 วัน)3.73 – 3.70 และ 3.65 – 3.64ใต้เส้น

ความต่างนี้อธิบายได้ตรงไปตรงมา ดองเค็มใช้เกลือเป็นตัวกันเสีย ไม่ได้ใช้กรด ค่าพีเอชจึงแทบไม่ขยับ ส่วนดองเปรี้ยวคือการปล่อยให้จุลินทรีย์สร้างกรดจริงจนค่าลงมา

แปลว่า หน่อไม้ดองเค็มที่ขายเป็นถุงมัดปากในตลาด อยู่ในโซนเดียวกับหน่อไม้ต้ม ไม่ใช่โซนของดองเปรี้ยว และมันมาในถุงมัดปากซึ่งไร้อากาศพอดี

ฝั่งมาตรฐานไทยเองก็ไม่ได้ใช้เส้น 4.6 ด้วยซ้ำ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน มผช.1166/2549 หน่อไม้ดอง ข้อ 3.6 กำหนดว่าความเป็นกรด-ด่างต้องไม่เกิน 4.0 ซึ่งเข้มกว่าเส้นสากลลงมาอีกขั้น และข้อ 5.1 ยังกำหนดให้บรรจุในภาชนะที่ปิดได้สนิท

ข้อควรระวังที่สำคัญกว่าตัวเลขทั้งหมดคือ เปรี้ยวด้วยลิ้นไม่เท่ากับพีเอชต่ำกว่า 4.6 จริง ลิ้นแยกได้แค่ว่าเปรี้ยวมากหรือน้อย ไม่ได้บอกว่าค่าอยู่ที่ 4.3 หรือ 4.9 ซึ่งเป็นคนละโลกกันสำหรับเชื้อตัวนี้

และการเติมกรดทีหลังก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเนื้อหน่อไม้ต้านการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดได้แรง การบีบมะนาวหรือใส่น้ำส้มสายชูลงไปนิดหน่อยจึงไม่ทำให้ค่ารวมของทั้งขวดลงใต้เส้น

ของที่ร้านดองเองแล้วปิดฝาแน่นเก็บไว้ในครัว จึงยังต้องผ่านความร้อนก่อนใช้อยู่ดี เว้นแต่ร้านจะวัดค่าพีเอชจริงและควบคุมสูตรทุกครั้ง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ร้านอาหารทั่วไปทำกัน

ในไทยเคยเกิดกับอะไรมาแล้วบ้าง

รายงานการสอบสวนโรคของสำนักระบาดวิทยาที่เผยแพร่เมื่อปี 2554 ทบทวนเหตุการณ์ก่อนหน้าไว้เป็นชุด

สำนักระบาดวิทยารวบรวมไว้เป็นตารางเดียว ในรายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาประจำสัปดาห์ปีที่ 45 ฉบับที่ 51 หน้า 805 ชื่อตารางว่า เหตุการณ์การระบาดของโรคโบทูลิซึมในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 – 2556 มีทั้งหมด 8 เหตุการณ์

ปีสถานที่สาเหตุชนิดสารพิษผู้ป่วยเสียชีวิต
2540ตากหน่อไม้ปี๊บtype A6 รายไม่มี
2541น่าน (ท่าวังผา)หน่อไม้ปี๊บtype A13 ราย2 ราย
2546ลำปางหน่อไม้ปี๊บไม่ได้ตรวจ10 รายไม่มี
2549น่าน (บ้านหลวง)หน่อไม้ปี๊บtype A209 รายไม่มี
2549พะเยาเนื้อเก้งtype A27 รายไม่มี
2553แม่ฮ่องสอนถั่วเน่าอี๋type B และ I3 รายไม่มี
2553สระบุรีหมูยอtype A3 ราย1 ราย
2555สุราษฎร์ธานีปูดองtype B subtype B22 รายไม่มี

สิ่งแรกที่ตารางนี้บอกคือ ไม่ได้มีแต่หน่อไม้ ในบันทึกของราชการมีทั้งเนื้อเก้ง ถั่วเน่าอี๋ หมูยอ และปูดอง ซึ่งปูดองกับหมูยอคือของที่ร้านส้มตำใช้จริงทุกวัน

รายงานฉบับเดียวกันเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ตรง ๆ ว่าจากการสอบถามประชาชนในพื้นที่ ยังพบว่ามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับความเสี่ยงของการเกิดโรค ที่คิดว่าเกิดจากหน่อไม้ปี๊บ หรืออาหารกระป๋องเท่านั้น ไม่ทราบถึงวิธีการทำลายเชื้อที่ถูกต้อง

สิ่งที่สองคือครั้งที่ ท่าวังผา จังหวัดน่าน ปี 2541 มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่มีคนตายมากที่สุดในตารางนี้

ส่วนครั้งที่ใหญ่ที่สุดคือ บ้านหลวง จังหวัดน่าน ปี 2549 ที่ตารางระบุ 209 ราย ต้นเหตุคือหน่อไม้อัดปี๊บที่ทำกันเองในหมู่บ้าน แล้วเสิร์ฟในงานบุญโดยไม่ได้อุ่น

ตัวเลขของเหตุการณ์นี้ต่างกันตามช่วงเวลาที่รายงาน ระหว่างสอบสวนอยู่ องค์การอนามัยโลกแจ้ง 152 ราย รายงาน MMWR ของสหรัฐเมื่อ 14 เมษายน 2549 ระบุ 163 ราย เอกสารของศูนย์พิษวิทยา รามาธิบดี เขียน 190 คน ส่วน 209 รายคือยอดสุดท้ายที่สำนักระบาดวิทยาของไทยใช้เองในตารางสรุป และตรงกับรายงานใน Bulletin of the World Health Organization ที่เขียนร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขไทย ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ และองค์การอนามัยโลก

ตัวเลขที่นิ่งทุกแหล่งคือ 42 รายในกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาล ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และไม่มีผู้เสียชีวิต

และเมื่อ เดือนเมษายน 2557 เกิดที่จังหวัดชัยภูมิและชลบุรี ซึ่งเป็นครั้งที่ 9 ต่อจากตารางข้างบน รายงานฉบับนั้นระบุผู้ป่วยยืนยัน 3 ราย กับผู้ป่วยที่เข้าข่ายอีก 1 ราย ในจำนวนนี้ 2 รายต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ระยะฟักตัวเฉลี่ย 20 ชั่วโมง ตรวจพบสารพิษโบทูลินัมชนิด B และต้นเหตุคือ หน่อไม้ต้มบรรจุถุงพลาสติก ที่กินโดยไม่ได้อุ่นซ้ำ

หน่อไม้ถุงใบนั้นถูกต้มมาแล้ว 3 ชั่วโมง

ส่วนที่ควรอ่านที่สุดของรายงานปี 2557 คือคำอธิบายกระบวนการผลิต เพราะมันปิดข้อโต้แย้งที่คนอ่านจะคิดขึ้นมาทันทีว่า ก็เขาต้มมาแล้วนี่

รายงานเขียนว่าการทำหน่อไม้ซิ่งหรือหน่อไม้รวกของชาวบ้านมีกระบวนการที่ผ่านความร้อน ตั้งแต่การต้มนานกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนที่จะนำมาบรรจุในถุงพลาสติกและรัดด้วยยางอย่างแน่นหนา แล้วเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิห้อง โดยสามารถเก็บได้นานกว่า 6 เดือน

ของล็อตที่เป็นต้นเหตุถูกผลิตช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2556 แล้วถูกกินในเดือนเมษายน 2557

รายงานสรุปสาเหตุว่า กระบวนการทำที่มีอุณหภูมิและระยะเวลาไม่น่าจะเพียงพอต่อการทำลายสปอร์ รวมถึงการเก็บรักษานานจนทำให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมต่อการสร้างสารพิษ และปิดท้ายด้วยประโยคที่ตรงกับแกนของบทความนี้ว่า ความร้อนที่ใช้ในการหุงต้มไม่สามารถทำลายสปอร์ได้

อีกบรรทัดที่ควรอ่านคือ ผู้ป่วยกลุ่มนั้น โดยปกติจะต้มหรือลวกก่อน และครั้งนี้ไม่ได้ปฏิบัติตามปกติ คือแกะถุงแล้วรับประทานทันที

หมายเหตุที่ต้องพูดให้ตรง คือหน่อไม้ในเคสนี้มาจากบ้านที่ผลิตกันเองในหมู่บ้าน ไม่ใช่ของที่ร้านอาหารซื้อมา แต่ สภาพของมัน คือต้มแล้วอัดถุงมัดปากแน่นและเก็บที่อุณหภูมิห้อง เป็นสภาพเดียวกับหน่อไม้ถุงที่วางขายในตลาดสด ซึ่งเป็นของที่ร้านซื้อกันทุกเช้า และหน้าตาไม่ได้ดูเป็นของอันตรายเหมือนปี๊บสนิม

เคสที่ใกล้ร้านอาหารที่สุดคือหมูยอ ไม่ใช่หน่อไม้

เดือนพฤษภาคม 2553 ที่ตำบลห้วยบง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี มีผู้ป่วย 4 ราย เสียชีวิต 1 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ 25

ทั้งสี่คนเป็นคนในบ้านเดียวกัน อายุ 10, 31, 32 และ 65 ปี อาหารมื้อเช้าที่กินร่วมกันคือ ยำหมูยอใส่แหนม และต้มจืดหมูใส่ผักกาดดองเค็มกระป๋อง

ห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจพบ สารพิษโบทูลินัมชนิด A ในอุจจาระผู้ป่วยสองราย และใน ถุงพลาสติกห่อหมูยอที่มีเศษหมูยอติดอยู่ ซึ่งเก็บได้จากถังขยะในบ้าน ส่วนแหนมและผักกาดดองกระป๋องที่ซื้อจากร้านชำข้างบ้านมาตรวจ ผลเป็นลบ

รายงานยังบันทึกด้วยว่า หมูยอและแหนมที่ใช้ ไม่มีการระบุแหล่งผลิตและเลขสารบบอาหาร ต่างจากผักกาดดองกระป๋องที่มีเลขสารบบถูกต้องและกระป๋องไม่บวมไม่มีสนิม เมื่อตามไปตรวจโรงงานผลิตหมูยอที่อำเภอปากช่อง พบว่ากระบวนการผลิตไม่ได้มาตรฐาน จึงถูกสั่งพักกิจการ 1 เดือน

ระยะฟักตัวของสี่รายนี้คือ 1, 1, 2 และ 5 วัน มัธยฐาน 1.5 วัน

จุดที่ควรอ่านให้ละเอียดคือ ผู้เสียชีวิตไม่ได้เป็นคนที่ป่วยเร็วที่สุดเพียงคนเดียว ผู้ป่วยอีกรายหนึ่งมีระยะฟักตัว 1 วันเท่ากันและรอด สิ่งที่ต่างกันคือเรื่องเวลา

ผู้เสียชีวิตเข้ารักษาตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม และเสียชีวิตวันที่ 16 พฤษภาคม ส่วนโรงพยาบาลได้รับยาต้านพิษวันที่ 19 พฤษภาคม เพราะเป็นยาที่ต้องสั่งซื้อจากประเทศเยอรมนีผ่านส่วนกลาง ตารางในรายงานจึงบันทึกช่องยาต้านพิษของผู้ป่วยรายนี้ไว้ว่า ไม่ได้รับ

ผู้ป่วยสามรายที่รอดได้รับยาต้านพิษโบทูลินัมชนิด A หลังเริ่มป่วย 2 ถึง 5 วัน ระยะเวลานอนโรงพยาบาลของทั้งสามคนคือ 93 วัน 4 วัน และ 16 วัน

บทเรียนของเคสนี้สำหรับร้านจึงไม่ใช่เรื่องดวง แต่เป็นเรื่อง ยิ่งไปถึงมือหมอเร็วและบอกได้เร็วว่ากินอะไรมา ยาก็มาถึงเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งเดียวในเรื่องนี้ที่คนหน้าร้านทำอะไรกับมันได้

เหตุการณ์นี้คือเหตุการณ์ที่ควรอ่านซ้ำถ้าร้านมีเมนูยำ เพราะยำคือกระบวนการที่เอาของสำเร็จมาคลุกกับน้ำยำเย็น ๆ แล้วเสิร์ฟ ไม่มีขั้นตอนไหนที่ของโดนความร้อนเลย

กฎหมายไทยเขียนเรื่องนี้ไว้ว่ายังไง

ของกลุ่มนี้มีประกาศคุมโดยเฉพาะ และเพิ่งเปลี่ยนฉบับเมื่อกลางปี 2569 นี้เอง

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 469) พ.ศ. 2569 เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 123 ง เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 และข้อ 1 เขียนว่าให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป คือ 19 พฤษภาคม 2569

ข้อ 2 ให้ยกเลิกประกาศฉบับที่ 355 พ.ศ. 2556 ซึ่งเป็นฉบับที่เว็บไซต์และคู่มือจำนวนมากยังอ้างถึงอยู่

ข้อ 4 นิยามอาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทไว้ว่าภาชนะนั้น เป็นโลหะหรือวัตถุอื่นที่คงรูปหรือไม่คงรูป ที่สามารถป้องกันมิให้อากาศภายนอกเข้าไปในภาชนะบรรจุได้ และสามารถเก็บรักษาไว้ได้ในอุณหภูมิปกติ

คำว่าไม่คงรูปทำให้ถุงที่ทนความร้อนและความดันในเครื่องฆ่าเชื้อ หรือที่เรียกว่าถุงรีทอร์ต อยู่ในขอบเขตเดียวกับกระป๋อง ไม่ใช่แค่ปี๊บกับกระป๋อง

แต่ต้องอ่านให้ครบ เพราะเอกสารหลักเกณฑ์ของกองอาหารฉบับแก้ไขวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ซึ่งออกมารองรับประกาศฉบับนี้ ให้รายชื่อภาชนะที่นับว่าปิดสนิทไว้เป็นรายการ คือกระป๋องโลหะ ปี๊บ ถ้วยพลาสติกปิดฝาโลหะแบบตะเข็บสองชั้น ขวดแก้วที่มียางกันรั่ว ถุงหรือถ้วยรีทอร์ต ระบบปลอดเชื้อแบบ Bag-in-Box กล่องกระดาษลามิเนตแบบยูเอชที และภาชนะลามิเนตที่มีชั้นอลูมิเนียมฟอยล์สำหรับอาหารแห้ง แล้วปิดท้ายด้วยประโยคว่า อื่น ๆ นอกเหนือจากข้างต้น ยังไม่จัดว่าเป็น Hermetically sealed container

แปลว่า ถุงพลาสติกมัดปากหรือรัดหนังยางแบบที่หน่อไม้ต้มกับหมูยอในตลาดสดใช้ ไม่ได้อยู่ใต้ประกาศฉบับนี้ และนี่ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับร้าน เพราะมันแปลว่าของกลุ่มถุงไม่ได้ถูกบังคับด้วยเกณฑ์ฆ่าเชื้อชุดที่กำลังจะพูดถึงข้างล่างเลย

จุดที่ต้องแยกให้ขาดคือ สภาพไร้อากาศเป็นเรื่องของชีววิทยา ส่วนภาชนะปิดสนิทเป็นนิยามทางกฎหมาย ถุงมัดปากแน่นสร้างสภาพที่เชื้อตัวนี้ชอบได้จริงโดยไม่ต้องสนใจว่ากฎหมายเรียกมันว่าอะไร

ข้อ 6 เรียกอาหารที่มีความเป็นกรดต่ำว่า มีค่าความเป็นกรด-ด่างมากกว่า 4.6 และค่าวอเตอร์แอคติวิตี้มากกว่า 0.85 ซึ่งหน่อไม้ต้มเข้าเงื่อนไขนี้ทั้งสองข้อ

ข้อที่ตรงกับเรื่องนี้ที่สุดคือ ข้อ 8 (1) ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตอาหารกรดต่ำต้องฆ่าเชื้อด้วยความร้อนที่อุณหภูมิและเวลาที่กำหนด โดยให้ค่า F0 ไม่ต่ำกว่า 3 นาที ซึ่งกฎหมายเขียนเหตุผลกำกับไว้ตรงตัวว่า ซึ่งเพียงพอในการทำลายสปอร์ของเชื้อคลอสทริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum)

ตัวบทเอ่ยชื่อเชื้อที่มันกำลังป้องกันไว้ตรง ๆ และไม่ใช่ที่เดียว ข้อ 5 (2) ของประกาศฉบับนี้ส่งต่อไปที่ประกาศว่าด้วยมาตรฐานอาหารด้านจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งในตารางแนบท้ายลำดับที่ 17 คืออาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท กำหนดไว้ว่า คลอสทริเดียม โบทูลินัม ต้องไม่พบใน 1 กรัม

ทางเลือกอีกทางในข้อ 8 (2) คือเติมกรดเพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของอาหารไม่เกิน 4.6 ซึ่งก็คือเส้น 4.6 เส้นเดิม และตัวบทระบุให้วัดเป็น ค่าความเป็นกรด-ด่างสมดุล (Equilibrium pH) ไม่ใช่ค่าตอนเพิ่งผสมเสร็จ

ข้อควรรู้อีกอย่างคือเกณฑ์ F0 3 นาทีนี้ไม่ใช่ของใหม่ ฉบับ 355 เดิมก็เขียนไว้เหมือนกัน สิ่งที่ฉบับ 469 เปลี่ยนคือขอบเขตของอาหารที่ถูกคุมและรายละเอียดฉลาก ไม่ใช่ความเข้มของการฆ่าเชื้อ

ค่า F0 ไม่ใช่เวลาต้มในหม้อ แต่เป็นหน่วยวัดความรุนแรงของกระบวนการฆ่าเชื้อที่เทียบกลับมาเป็นนาทีที่อุณหภูมิ 121.1 องศาเซลเซียส ไม่ใช่การจับเวลา 3 นาทีบนนาฬิกา เพราะมันรวมความร้อนที่สะสมระหว่างช่วงขึ้นและลงอุณหภูมิเข้าไปด้วย และประกาศยังบังคับให้ต้องมีการศึกษาทดสอบการกระจายความร้อนและอัตราการแทรกผ่านความร้อน ณ สถานที่ผลิตแห่งนั้นด้วย

พูดง่าย ๆ คือกระบวนการระดับนี้ต้องใช้หม้อฆ่าเชื้อความดันของโรงงาน ไม่ใช่หม้อต้มในครัว และไม่ใช่การต้มปี๊บในกระทะใบบัวหลังบ้าน

ไม่รั่วหรือบวม เป็นข้อกำหนดตามกฎหมาย ไม่ใช่คำแนะนำ

ข้อ 9 ของประกาศฉบับเดียวกันกำหนดมาตรฐานเพิ่มเติมสำหรับ ภาชนะบรรจุที่ทำจากโลหะเคลือบ ซึ่งเอกสารของกองอาหารระบุว่าหมายถึงกระป๋องกับปี๊บ ไว้สองข้อ

ข้อแรกคือ ไม่มีตะกั่ว สนิมเหล็ก หรือสีอื่นใดติดอยู่ที่ด้านในของภาชนะบรรจุ นอกจากสีของแล็กเกอร์หรือสีของดีบุก และด้านในของภาชนะบรรจุที่ทำด้วยแผ่นเหล็กต้องเคลือบดีบุก

ข้อที่สองสั้นมากและเป็นข้อที่ร้านใช้ได้ทันทีตอนรับของ คือ ไม่รั่วหรือบวม

แปลว่าปี๊บบวมหรือกระป๋องรั่วไม่ได้แปลว่าแค่ของอาจไม่ดี แต่แปลว่าของชิ้นนั้นไม่ผ่านมาตรฐานตามประกาศกระทรวง ร้านปฏิเสธไม่รับได้เต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจใคร

และที่จริงมันเป็นมากกว่าสิทธิ์ กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ข้อ 10 (2) เขียนว่าอาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท เครื่องปรุงรส วัตถุเจือปนอาหาร และสิ่งอื่นที่นำมาใช้ในกระบวนการประกอบหรือปรุงอาหาร ต้องปลอดภัย และได้มาตรฐานตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร

รวมกันแล้วแปลว่าปี๊บที่บวมคือของที่ไม่ได้มาตรฐานตามประกาศ 469 และร้านที่รับมันมาปรุงขายต่อ คือร้านที่ไม่ได้ทำตามกฎกระทรวงข้อนั้น

ส่วนมาตรการจากทีมสอบสวนโรคเสริมอีกชั้นว่า ถ้าพบว่ากระป๋องบุบ บวม มีสนิม หรืออาหารมีสีหรือกลิ่นผิดปกติ จะต้อง ไม่กิน และต้มให้เดือดก่อนทำลายทิ้ง ข้อหลังนี้คนมักข้าม การต้มก่อนทิ้งมีไว้กันไม่ให้ของที่มีสารพิษไปถึงสัตว์หรือคนอื่นต่อ

ตัวบทของประกาศฉบับนี้และฉบับอื่นที่เกี่ยวกับร้านอาหาร รวมไว้ที่ หน้ารวมกฎหมายอาหารสำหรับร้านอาหาร แล้ว

ต้มนานเท่าไหร่ถึงพอ

ตัวเลขที่เจอไม่ตรงกันเพราะมันวัดคนละอย่าง ตารางนี้แยกให้เห็นว่าแต่ละตัวเลขมาจากไหนและใช้กับอะไร

ตัวเลขแหล่งใช้กับอะไร
สูงกว่า 85 องศาเซลเซียส นาน 5 นาทีขึ้นไปองค์การอนามัยโลกอุณหภูมิที่ใจกลางอาหาร ที่ทำลายสารพิษ
80 องศาเซลเซียส 30 นาที หรือ 100 องศาเซลเซียส 10 นาทีรายงานเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคเงื่อนไขทำลายสารพิษ ตัวเลขชุดเดียวกับที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐใช้มาตั้งแต่ปี 2542
เดือดอย่างน้อย 10 นาทีมาตรการควบคุมโรค กรมควบคุมโรคคำแนะนำสำหรับคนทั่วไป กับของในกระป๋อง ปี๊บ ถุงพลาสติก
ต้ม 10 นาที เพิ่ม 1 นาทีทุกความสูง 1,000 ฟุตหน่วยงานความปลอดภัยอาหาร กระทรวงเกษตรสหรัฐก่อนเสิร์ฟอาหารกรดต่ำที่บรรจุเองที่บ้าน
20 นาทีสำนักส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัยฟลอริดาเฉพาะข้าวโพด ผักโขม และเนื้อสัตว์ ที่เหลือใช้ 10 นาที

สองแถวแรกเป็นตัวเลขของห้องปฏิบัติการ คือวัดที่ใจกลางอาหารและรู้แน่ว่าความร้อนถึงจริง ในครัวไม่มีใครเสียบเทอร์โมมิเตอร์เข้าไปกลางหน่อไม้ทุกชิ้น หน่อไม้ที่ลอยผิวน้ำกับที่จมก้นหม้อได้ความร้อนไม่เท่ากัน และของที่เพิ่งออกจากตู้เย็นทำให้น้ำในหม้อหยุดเดือดชั่วครู่

ตัวเลขที่ร้านใช้ได้จริงจึงเป็นสองตัว

  • หน่อไม้ หน่อไม้ดอง ผักดอง เดือดอย่างน้อย 10 นาที
  • หมูยอ แหนม ไส้กรอกอีสาน ปลากระป๋อง เดือดอย่างน้อย 20 นาที ตามเกณฑ์ของเนื้อสัตว์

จับเวลาเมื่อน้ำกลับมาเดือดพล่านหลังใส่ของแล้ว ไม่ใช่ตั้งแต่วางหม้อบนเตา และถ้าจำสองตัวเลขไม่ไหว ให้ใช้ 20 นาทีกับทุกอย่าง เพราะไม่มีแหล่งไหนบอกว่านานเกินไปแล้วเสียหาย

เรื่องที่สำคัญกว่าจำนวนนาที คือความหนาของชิ้น

ตัวเลขทั้งหมดข้างบนวัดที่ ใจกลางอาหาร ไม่ใช่ที่ผิว หมูยอทั้งแท่งที่เพิ่งออกจากตู้เย็น แกนกลางไม่มีทางถึงอุณหภูมิน้ำเดือดในเวลาที่ว่าไม่ว่าจะ 10 หรือ 20 นาที

หั่นก่อนต้มเสมอ และหั่นให้บางกว่าที่จะเสิร์ฟจริงก็ยังดีกว่าไม่หั่น ข้อนี้สำคัญกว่าการเถียงกันว่า 10 หรือ 15 หรือ 20 นาที

แต่การต้มไม่ใช่ใบอนุญาต

คู่มือความปลอดภัยอาหารของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐเขียนไว้ตรง ๆ ว่า สารพิษถูกทำลายด้วยความร้อนได้ เช่นการต้ม 10 นาที แต่เนื่องจากความรุนแรงของมัน จึงไม่ควรใช้วิธีนี้เป็นมาตรการควบคุม

ประโยคนี้ไม่ได้แปลว่าอย่าต้ม แต่แปลว่า การต้มคือด่านสุดท้าย ไม่ใช่ด่านเดียว ด่านก่อนหน้าคือซื้อของที่มีเลขสารบบอาหาร ไม่รับของที่ปี๊บบวม และเก็บของให้เย็นพอ

และมีข้อเท็จจริงหนึ่งที่ตอกย้ำเรื่องนี้ได้ดีที่สุด รายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐเมื่อปี 2542 ซึ่งสอบสวนหน่อไม้ปี๊บที่ทำเองในไทย เขียนว่า การต้มหน่อไม้นานหนึ่งชั่วโมงยังไม่พอที่จะฆ่าสปอร์ เพราะสปอร์ทนความร้อนสูงมาก

หนึ่งชั่วโมงยังไม่พอสำหรับสปอร์ แต่ 10 นาทีพอสำหรับสารพิษ นี่คือเหตุผลที่ต้องแยกสองอย่างนี้ออกจากกันให้ขาด

ของที่ต้มแล้ว เก็บยังไง

นี่เป็นจุดที่คนพลาดกันมากที่สุด เพราะสัญชาตญาณบอกว่าของที่ต้มแล้วน่าจะเก็บได้นานขึ้น

ความจริงกลับกัน การต้มทำลายสารพิษที่มีอยู่ ณ ตอนนั้น แต่สปอร์ยังอยู่ครบ และเชื้อตัวอื่นที่เคยแย่งอาหารกันอยู่ตายไปหมดแล้ว ของที่ต้มเสร็จจึงเป็นอาหารที่สปอร์มีคู่แข่งน้อยลงกว่าเดิม ไม่ใช่อาหารที่ปลอดภัยขึ้น

องค์การอนามัยโลกเขียนไว้ว่ารูปแบบที่กำลังเจริญของเชื้อถูกทำลายด้วยการต้มได้ แต่สปอร์ยังมีชีวิตอยู่ได้แม้ต้มนานหลายชั่วโมง

สามข้อที่ต้องทำกับของที่ต้มแล้ว

  1. ห้ามปิดสนิท ห้ามใส่กล่องปิดแน่นหรือถุงรัดหนังยาง ให้ใช้ภาชนะที่อากาศเข้าได้ หลักเดียวกับที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐใช้กับมันฝรั่งอบ ซึ่งสั่งให้แช่เย็นโดย คลายฟอยล์ออกเพื่อให้อากาศเข้าถึง
  2. แช่เย็นให้ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียสจริง และมีเทอร์โมมิเตอร์ในตู้ เพราะเชื้อชนิด A ซึ่งเป็นชนิดที่พบในเหตุการณ์ของไทยเกือบทุกครั้ง เจริญได้ตั้งแต่ 10 องศาเซลเซียสขึ้นไป ตามคู่มือของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ และตู้เย็นในครัวจริงมีอุณหภูมิเกิน 10 องศาได้บ่อยกว่าที่คิด
  3. ใช้ให้หมดใน 2 ถึง 3 วัน ไม่ใช่เก็บเป็นของเตรียมประจำสัปดาห์

ถ้าเลือกได้ ต้มตอนจะใช้ ดีกว่าต้มเก็บ การต้มยิ่งใกล้เวลาเสิร์ฟยิ่งดี และนี่ต่างจากพฤติกรรมที่ทำให้ ไข่ตอกใส่กะละมังรอ กลายเป็นจุดเสี่ยง ตรงที่ของกลุ่มนี้อันตรายกว่าเมื่ออยู่ในภาชนะที่ปิดแน่น ไม่ใช่ตอนเปิดฝา

อาการเป็นแบบไหน และต่างจากอาหารเป็นพิษธรรมดายังไง

ต่างตรงที่มันไม่จบที่ท้อง

เอกสารของศูนย์พิษวิทยา รามาธิบดี แบ่งอาการเป็นสองระยะ ระยะแรกเป็นอาการของระบบทางเดินอาหาร ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน บางรายท้องเสีย ซึ่งระยะนี้แยกจากอาหารเป็นพิษทั่วไปไม่ออก

ระยะที่สองคือระยะที่ต่างออกไป เป็นอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงแบบ จากส่วนกลางไปสู่ส่วนปลาย เริ่มจากตามัว เห็นภาพซ้อน หนังตาตก กลืนลำบาก พูดเสียงขึ้นจมูก จุกแน่นหน้าอก แล้วต่อมาจึงหายใจลำบากและแขนขาอ่อนแรง ร่วมกับปากแห้ง คอแห้ง ท้องอืด ท้องผูก และเบ่งปัสสาวะไม่ออก

จุดที่ควรจำที่สุดคือ ผู้ป่วยรู้สึกตัวดีตลอดเวลา แม้ในรายที่อ่อนแรงจนดูเหมือนไม่ตอบสนอง

ส่วนเรื่องเวลา ตัวเลขต่างกันตามแหล่งและตามเหตุการณ์ องค์การอนามัยโลกระบุว่าอาการมักปรากฏภายใน 12 ถึง 36 ชั่วโมง โดยมีช่วงตั้งแต่ 4 ชั่วโมงถึง 8 วัน ส่วนเอกสารของรามาธิบดีระบุระยะฟักตัวประมาณ 1 ถึง 8 วัน ค่ามัธยฐานประมาณ 2 วัน และในเหตุการณ์จริงที่สระบุรีอยู่ที่ 1 ถึง 5 วัน

สิ่งที่ตัวเลขทุกชุดตรงกันคือ มันไม่ใช่อาการที่เกิดทันทีหลังกิน ร้านที่คิดว่าลูกค้ากินแล้วเดินออกไปเฉย ๆ แปลว่าไม่มีอะไร จึงเป็นการสรุปเร็วเกินไปสำหรับของกลุ่มนี้

ถ้ามีใครในร้าน ไม่ว่าจะลูกค้าหรือพนักงาน มีอาการตาพร่า เห็นภาพซ้อน หรือหนังตาตก หลังกินอาหารกลุ่มนี้ ต้องไปโรงพยาบาลทันทีและบอกให้ชัดว่ากินอะไรมา เพราะยาต้านพิษเป็นของที่ต้องประสานขอจากส่วนกลางและยิ่งได้เร็วยิ่งดี ไม่ใช่ของที่มีติดโรงพยาบาลทุกแห่ง

เมนูไหนในร้านที่อยู่บนเส้นทางนี้

เส้นทางที่อันตรายมีรูปแบบเดียว คือ ของจากภาชนะปิดสนิท ไปลงจานโดยไม่ผ่านความร้อน ลองไล่เมนูในร้านตามรูปแบบนี้

ยำหมูยอ ยำแหนม ยำไส้กรอกอีสาน เข้าเงื่อนไขเต็มทุกข้อ เพราะน้ำยำเย็นและไม่มีขั้นตอนให้ความร้อนเลย นี่คือรูปแบบเดียวกับเหตุการณ์ที่สระบุรี

ส้มตำหน่อไม้ ตำซั่วใส่หน่อไม้ ถ้าหน่อไม้มาจากถุงหรือปี๊บแล้วลงครกเลย ก็เข้าเงื่อนไขเช่นกัน

ซุปหน่อไม้ มักผ่านความร้อนอยู่แล้ว แต่จุดที่พลาดได้คือบางร้านต้มน้ำซุปแยกแล้วเทราดหน่อไม้ที่เตรียมไว้ในชาม ซึ่งไม่เท่ากับการต้มหน่อไม้ให้เดือด

ผักกาดดอง หน่อไม้ดองเค็ม มะเขือดองในถุง ที่ตักใส่จานเป็นเครื่องเคียง อยู่ในกลุ่มเดียวกันถ้าไม่ได้ผ่านความร้อนและร้านไม่รู้ค่าพีเอชจริง โดยเฉพาะดองเค็มซึ่งงานวิจัยไทยวัดได้เหนือเส้น 4.6

ปลากระป๋องที่เอามาทำยำ เข้าเงื่อนไขเดียวกับหมูยอ

ปูดองที่ตำใส่ครก อยู่ในบัญชีเหตุการณ์จริงของสำนักระบาดวิทยาแล้ว จากเหตุการณ์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีปี 2555 และเป็นของที่ผ่านความร้อนไม่ได้เลยโดยธรรมชาติของเมนู ทางที่เหลือจึงเป็นเรื่องแหล่งที่ซื้อและความเย็นตลอดสาย ไม่ใช่การอุ่น

เมนูที่ผัดหรือแกงจนเดือดทั่ว เช่น แกงหน่อไม้ ผัดหน่อไม้ ปลอดภัยกว่ามาก เพราะของทั้งหม้อผ่านความร้อนนานพอ

วิธีจัดครัวที่ปลอดภัยที่สุดคือ ต้มให้ใกล้เวลาเสิร์ฟที่สุด ไม่ใช่ต้มเก็บไว้ล่วงหน้าทั้งล็อต เพราะของที่ต้มแล้วเก็บต่อมีเงื่อนไขเรื่องอุณหภูมิและภาชนะที่ครัวคุมยาก

แต่ถ้าร้านทำแบบนั้นไม่ไหวเพราะช่วงพีคไม่มีเวลา ทางที่รับได้คือ ต้มเป็นล็อตเล็กพอใช้ 1 ถึง 2 วัน แล้วเก็บตามสามข้อในหัวข้อที่แล้ว คือไม่ปิดสนิท แช่เย็นต่ำกว่า 5 องศาจริง และใช้ให้หมดใน 2 ถึง 3 วัน

สิ่งที่ห้ามทำคือต้มทีเดียวทั้งปี๊บแล้วเก็บเป็นของเตรียมประจำสัปดาห์ในกล่องปิดแน่น เพราะนั่นคือการสร้างสภาพที่เชื้อชอบขึ้นมาใหม่ด้วยมือตัวเอง

เจ็ดอย่างที่ร้านทำได้ตั้งแต่พรุ่งนี้

  1. แยกของกลุ่มภาชนะปิดสนิทออกมาเป็นรายการเดียว หน่อไม้ปี๊บ หน่อไม้ถุง หมูยอ แหนม ของดองถุงหรือกระป๋อง ปลากระป๋อง แล้วติดกฎเดียวกันทั้งรายการว่าต้องผ่านน้ำเดือดก่อนเสมอ
  2. หั่นก่อนต้ม แล้วจับเวลา หน่อไม้และของดอง 10 นาที หมูยอ แหนม ไส้กรอก และปลากระป๋อง 20 นาที นับจากน้ำกลับมาเดือดหลังใส่ของ · ถ้าต้มเก็บ ห้ามใส่กล่องปิดแน่น ให้แช่เย็นต่ำกว่า 5 องศาและใช้ให้หมดใน 2 ถึง 3 วัน
  3. ตอนรับของ ดูสามอย่างก่อนเซ็นรับ ปี๊บหรือกระป๋องต้องไม่บวม ไม่รั่ว ไม่บุบ ไม่มีสนิม ซึ่งข้อนี้เป็นมาตรฐานตามประกาศ 469 ตรง ๆ ส่วนถุงต้องไม่ตุงเป็นเกณฑ์ที่ร้านตั้งเอง เพราะถุงมัดปากไม่ได้อยู่ใต้ประกาศฉบับนั้น และฉลากต้องมีแหล่งผลิตกับเลขสารบบอาหาร
  4. ปฏิเสธของที่ไม่มีเลขสารบบอาหารได้ ในเหตุการณ์ที่สระบุรี ของที่เป็นต้นเหตุคือของที่ไม่ระบุแหล่งผลิต และโรงงานนั้นถูกสั่งพักกิจการหลังตรวจพบว่าผลิตไม่ได้มาตรฐาน
  5. ของที่สงสัย ห้ามชิมทดสอบเด็ดขาด ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐเขียนว่าคุณมองไม่เห็น ดมไม่ได้ และชิมไม่ออก แต่การชิมแม้เพียงเล็กน้อยอาจถึงตายได้ · วิธีทิ้งต่างกันสองแบบ ปี๊บหรือกระป๋องที่ยังไม่ได้เปิดแล้วบวมหรือรั่ว ห้ามเปิด ให้ใส่ถุงสองชั้นมัดปากแล้วทิ้งถังนอกร้านให้พ้นมือคนและสัตว์ ส่วนของที่เปิดไปแล้วค่อยพบว่าผิดปกติ ให้ต้มให้เดือด 30 นาทีก่อนทิ้งทั้งภาชนะและฝา ตามวิธีของกระทรวงเกษตรสหรัฐ
  6. เขียนกฎนี้ลงกระดาษแปะไว้ที่ชั้นวางของแห้ง ไม่ใช่บอกปากเปล่า เพราะคนที่เปิดปี๊บวันจันทร์กับวันศุกร์อาจเป็นคนละคน และพนักงานใหม่ไม่มีทางเดาเองได้ว่าของที่ดูปกติต้องต้มก่อน
  7. จดว่ารับของล็อตไหนมาจากเจ้าไหนวันไหน ถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริง คำถามแรกของเจ้าหน้าที่คือของมาจากไหน และร้านที่ตอบได้ทันทีจะจำกัดวงได้เร็วกว่ามาก

สรุปให้สั้นที่สุด

สารพิษโบทูลินัมไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส ตามที่รายงานสอบสวนโรคของกรมควบคุมโรคระบุไว้ ดังนั้นการดู ดม ชิม ใช้ไม่ได้กับของกลุ่มนี้

เชื้อโตเฉพาะในที่ไร้อากาศและในอาหารที่พีเอชสูงกว่า 4.6 หน่อไม้อยู่ที่ 5.10 ถึง 6.20 จึงอยู่ในโซนที่เชื้อโตได้

คำว่าดองไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป งานที่วัดหน่อไม้ดองไทยพบว่า ดองเค็มอยู่ที่ 4.61 ถึง 5.27 คือยังเหนือเส้น เพราะใช้เกลือไม่ใช่กรด ส่วนดองเปรี้ยวที่หมักจริงลงมาที่ 3.64 ถึง 3.73 และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนของไทยกำหนดให้หน่อไม้ดองต้องไม่เกิน 4.0

ครัวฆ่าสปอร์ไม่ได้ เพราะอุณหภูมิที่ฆ่าสปอร์อยู่ในช่วง 115 ถึง 121 องศาเซลเซียส ซึ่งมีเฉพาะในหม้อฆ่าเชื้อความดัน และรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐเมื่อปี 2542 บันทึกไว้ว่าการต้มหน่อไม้นานหนึ่งชั่วโมงยังไม่พอ

แต่ครัวทำลายสารพิษได้ ด้วยการ หั่นก่อนต้ม แล้วต้มให้เดือด 10 นาทีสำหรับหน่อไม้และของดอง หรือ 20 นาทีสำหรับเนื้อสัตว์อย่างหมูยอและแหนม

และของที่ต้มแล้วไม่ได้ปลอดภัยขึ้นถาวร เพราะสปอร์ยังอยู่ครบและเชื้อคู่แข่งตายไปหมด ต้องเก็บโดยไม่ปิดสนิท แช่เย็นต่ำกว่า 5 องศาจริง และใช้ให้หมดใน 2 ถึง 3 วัน

ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 469 พ.ศ. 2569 ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่ 19 พฤษภาคม 2569 กำหนดให้ผู้ผลิตอาหารกรดต่ำในภาชนะปิดสนิทต้องฆ่าเชื้อที่ค่า F0 ไม่ต่ำกว่า 3 นาที เพื่อทำลายสปอร์ของเชื้อตัวนี้โดยเฉพาะ และกำหนดมาตรฐานของภาชนะโลหะเคลือบ ซึ่งก็คือปี๊บกับกระป๋อง ไว้ว่า ไม่รั่วหรือบวม

เมนูที่ต้องระวังที่สุดคือเมนูที่เอาของจากปี๊บหรือถุงไปลงจานโดยไม่ผ่านความร้อน ซึ่งก็คือเมนูยำทั้งหมด และเหตุการณ์จริงที่มีคนเสียชีวิตในไทยเมื่อปี 2553 ก็เริ่มจากยำหมูยอใส่แหนมจานเดียว

เรื่องที่เกี่ยวข้อง


ร้านที่ต้องรู้ว่าของล็อตไหนรับมาวันไหนและใช้ไปกับบิลใบไหนบ้าง เริ่มจากการมีบันทึกที่ค้นย้อนหลังได้ Ginzii เป็นระบบขายหน้าร้านที่เก็บข้อมูลการขายและสต๊อกให้อัตโนมัติตั้งแต่บิลแรก และมีแพ็กเกจฟรีให้เริ่มได้โดยไม่ต้องจ่าย

แหล่งอ้างอิง

ทุกฉบับเปิดไฟล์ต้นทางอ่านเองเมื่อ 5 กันยายน 2569 ตัวเลขในประกาศกระทรวงสาธารณสุขอ่านจากภาพหน้าเอกสารที่เรนเดอร์จาก PDF เพราะการถอดข้อความอัตโนมัติของไฟล์ราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้ทำให้ตัวอักษรไทยเพี้ยนทั้งฉบับ

รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น

กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน

คำนวณต้นทุนต่อจานฟรี

หรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

บทความนี้มีประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนที่ทำร้านได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

หน่อไม้ปี๊บต้องต้มก่อนใช้จริงหรือ ทั้งที่ในปี๊บมันต้มมาแล้ว
ต้องต้ม รายงานการสอบสวนโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในเหตุการณ์ที่จังหวัดสระบุรีเมื่อปี 2553 เขียนมาตรการไว้ตรงตัวว่า สำหรับอาหารที่บรรจุในภาชนะที่ปิดสนิท คือกระป๋อง ปี๊บ ถุงพลาสติก ก่อนจะนำมากินต้องปรุงให้สุกด้วยความร้อนโดยให้เดือดอย่างน้อย 10 นาที เหตุผลคือความร้อนตอนผลิตอาจไม่แรงพอจะทำลายสปอร์ของเชื้อ Clostridium botulinum ซึ่งทนความร้อนได้สูงกว่าน้ำเดือดมาก สปอร์ที่รอดอยู่ในปี๊บที่ไม่มีอากาศจะงอกและสร้างสารพิษขึ้นระหว่างเก็บ การต้มก่อนกินไม่ได้ฆ่าสปอร์ แต่ทำลายสารพิษที่สร้างไว้แล้วได้ ข้อควรระวังคือของที่ต้มแล้วไม่ได้ปลอดภัยขึ้นถาวร เพราะสปอร์ยังอยู่และเชื้อคู่แข่งตายไปหมด จึงต้องเก็บโดยไม่ปิดสนิท แช่เย็นให้ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียสจริง และใช้ให้หมดใน 2 ถึง 3 วัน
ดมกลิ่นหรือดูสีก็รู้ใช่ไหมว่าใช้ได้หรือไม่ได้
ไม่รู้ รายงานการสอบสวนโรคฉบับเดียวกันเขียนถึงสารพิษโบทูลินัมว่าเป็นสารพิษที่มีพิษร้ายแรง ซึ่งไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส แปลว่าอาหารที่มีสารพิษปนอยู่อาจดูปกติ ดมปกติ และชิมแล้วปกติทุกอย่าง สิ่งที่ดูได้คือสภาพภาชนะ ปี๊บหรือกระป๋องที่บวม รั่ว บุบ หรือมีสนิม ต้องไม่ใช้ และประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 469 พ.ศ. 2569 ก็เขียนไว้เป็นมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทำจากโลหะเคลือบ ซึ่งก็คือปี๊บกับกระป๋อง เลยว่าต้องไม่รั่วหรือบวม ส่วนถุงที่ตุงเป็นสัญญาณอันตรายเหมือนกันแต่อยู่คนละฐานกฎหมาย
ต้มกี่นาทีถึงพอ ตัวเลขที่เห็นในเน็ตไม่ตรงกัน
ตัวเลขต่างกันเพราะวัดคนละอย่าง องค์การอนามัยโลกระบุว่าสารพิษถูกทำลายที่อุณหภูมิใจกลางอาหารสูงกว่า 85 องศาเซลเซียส นาน 5 นาทีขึ้นไป ส่วนกรมควบคุมโรคใช้ตัวเลข 80 องศาเซลเซียส 30 นาที หรือ 100 องศาเซลเซียส 10 นาที ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐใช้ มาตรการที่กรมควบคุมโรคเขียนไว้ให้ประชาชนใช้กับของในกระป๋อง ปี๊บ และถุงพลาสติก คือเดือดอย่างน้อย 10 นาที ส่วนสำนักส่งเสริมการเกษตรของมหาวิทยาลัยฟลอริดาให้ตัวเลขแยกว่าข้าวโพด ผักโขม และเนื้อสัตว์ต้องใช้ 20 นาที ที่เหลือ 10 นาที ในครัวร้านจึงควรใช้สองตัวเลข คือหน่อไม้กับของดอง 10 นาที และหมูยอ แหนม ไส้กรอกอีสาน ปลากระป๋อง 20 นาที โดยจับเวลาเมื่อน้ำกลับมาเดือดหลังใส่ของแล้ว และที่สำคัญกว่าจำนวนนาทีคือต้องหั่นก่อนต้ม เพราะตัวเลขทั้งหมดวัดที่ใจกลางอาหาร ไม่ใช่ที่ผิว
หมูยอเกี่ยวอะไรด้วย ทำไมต้องต้ม
เพราะหมูยอมาในถุงพลาสติกรัดแน่นซึ่งเป็นสภาพไร้อากาศเหมือนกัน เหตุการณ์ที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี เดือนพฤษภาคม 2553 มีผู้ป่วย 4 ราย เสียชีวิต 1 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 25 อาหารที่กินร่วมกันคือยำหมูยอใส่แหนม และห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจพบสารพิษโบทูลินัมชนิด A ในถุงพลาสติกห่อหมูยอที่มีเศษหมูยอติดอยู่ มาตรการที่ทีมสอบสวนโรคประกาศคือ ถ้าจะเอาหมูยอมายำหรือกินโดยไม่ผ่านความร้อน ต้องต้มในน้ำเดือดก่อน ส่วนแหนมต้องทำให้สุกด้วยความร้อน
หน่อไม้ดองเปรี้ยวเสี่ยงเท่าหน่อไม้ต้มไหม
ต้องแยกก่อนว่าดองแบบไหน เชื้อ Clostridium botulinum ไม่เจริญในสภาพที่ค่าพีเอชต่ำกว่า 4.6 หน่อไม้ต้มอยู่ที่ 5.10 ถึง 6.20 ตามตารางค่าพีเอชของอาหารที่จัดทำโดยหน่วยงานอาหารและยาสหรัฐ จึงอยู่เหนือเส้น ส่วนหน่อไม้ดองนั้นงานของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วัดหน่อไม้ชุดเดียวกันสองแบบแล้วพบว่าหน่อไม้ดองเค็มอยู่ที่ 4.61 ถึง 5.27 ซึ่งยังเหนือเส้น เพราะดองเค็มใช้เกลือเป็นตัวกันเสียไม่ใช่กรด ส่วนหน่อไม้ดองเปรี้ยวที่หมัก 15 วันลงมาที่ 3.64 ถึง 3.73 ซึ่งใต้เส้น นอกจากนี้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน มผช.1166/2549 ยังกำหนดให้หน่อไม้ดองต้องมีความเป็นกรด-ด่างไม่เกิน 4.0 ซึ่งเข้มกว่าเส้นสากล และคำว่าเปรี้ยวด้วยลิ้นไม่เท่ากับพีเอชต่ำกว่า 4.6 จริง ของที่ดองเองในร้านโดยไม่ได้วัดค่าจึงยังต้องผ่านความร้อนอยู่ดี
เจอปี๊บบวมในสต๊อก ทิ้งยังไงให้ถูก
ห้ามเปิดมัน หน่วยงานความปลอดภัยอาหารของกระทรวงเกษตรสหรัฐแนะนำให้ใส่ถุงพลาสติกสองชั้นมัดปากให้แน่น แล้วทิ้งในถังขยะนอกร้านที่คนและสัตว์เข้าไม่ถึง เหตุผลที่ห้ามเปิดคือของที่บวมมีแรงดันข้างใน เปิดแล้วอาจพุ่งกระเด็นและกระจายสารพิษไปทั่วบริเวณเตรียมอาหาร ส่วนกรณีที่เปิดไปแล้วค่อยพบว่าผิดปกติ วิธีของกระทรวงเกษตรสหรัฐคือต้มให้เดือด 30 นาทีเพื่อทำลายสารพิษก่อน แล้วจึงทิ้งทั้งอาหาร ภาชนะ และฝา ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐสรุปหลักการนี้ไว้สั้น ๆ ว่าถ้าไม่แน่ใจให้ทิ้ง และห้ามชิมเพื่อทดสอบว่าปลอดภัยหรือไม่
อาการต่างจากอาหารเป็นพิษธรรมดายังไง
อาหารเป็นพิษทั่วไปจบที่ระบบทางเดินอาหาร แต่โบทูลิซึมเริ่มที่ทางเดินอาหารแล้วตามด้วยอาการทางประสาทที่ไล่จากส่วนบนลงล่าง เอกสารของศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่าเริ่มจากตามัว เห็นภาพซ้อน หนังตาตก กลืนลำบาก พูดเสียงขึ้นจมูก แล้วจึงหายใจลำบากและแขนขาอ่อนแรง ร่วมกับปากแห้ง คอแห้ง ท้องอืด ท้องผูก โดยผู้ป่วยรู้สึกตัวดีตลอด ถ้ามีลูกค้าหรือพนักงานมีอาการตาพร่าหรือหนังตาตกหลังกินอาหารกลุ่มนี้ ต้องไปโรงพยาบาลทันทีและบอกแพทย์ว่ากินอะไรมา เพราะการรักษาต้องใช้ยาต้านพิษที่ต้องสั่งจากส่วนกลาง
ร้านต้องดูอะไรตอนรับของ
ดูสามอย่าง หนึ่งคือเลขสารบบอาหารและแหล่งผลิตบนฉลาก ในเหตุการณ์ที่สระบุรี หมูยอและแหนมที่เป็นต้นเหตุไม่มีการระบุแหล่งผลิตและเลขสารบบอาหาร และเมื่อตรวจสอบโรงงานพบว่ากระบวนการผลิตไม่ได้มาตรฐานจนถูกสั่งพักกิจการ 1 เดือน สองคือสภาพภาชนะ ห้ามรับของที่ปี๊บบวม กระป๋องบุบ มีสนิม หรือถุงตุง สามคือการเก็บ ของที่เปิดแล้วต้องแช่เย็นและใช้ให้หมดตามรอบ ไม่ใช่ตั้งไว้ในกะละมังข้ามวัน
ทักไลน์